

KEY
POINTS
ภัยธรรมชาติที่ทวีความรุนแรงและคาดเดาได้ยากขึ้นกลายเป็นโจทย์หินขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น “เบดร็อค อนาไลติกส์” จึงเปิดเวทีสัมมนาใหญ่ระดมสมองถอดบทเรียนอุทกภัยปี 2568 พร้อมเปิดตัว "Disaster Management Platform" โซลูชันอัจฉริยะควบรวมบิ๊กดาต้าและไอโอที เพื่อติดอาวุธให้ผู้นำท้องถิ่นบริหารจัดการวิกฤตการณ์น้ำและภัยพิบัติได้อย่างแม่นยำครบวงจร
ในโลกยุคปัจจุบัน สภาวะความแปรปรวนของภูมิอากาศ หรือ Climate Change ได้แปรเปลี่ยนสภาพแวดล้อมรอบตัวเราให้กลายเป็นพื้นที่เสี่ยงภัยที่ทวีความรุนแรงและคาดเดาได้ยากยิ่งขึ้นในทุก ๆ ปี ปรากฏการณ์ภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นในระยะหลังมานี้ ไม่เพียงแต่จะสร้างความเสียหายในเชิงกายภาพเท่านั้น แต่ยังส่งสัญญาณเตือนอย่างชัดเจนว่า
วิธีการพยากรณ์หรือสถิติในอดีตที่เคยใช้ได้ผล อาจไม่สามารถนำมาใช้เป็นเกณฑ์มาตรฐานในการประเมินสถานการณ์ได้อีกต่อไป วิกฤตการณ์เหล่านี้กลายเป็นโจทย์ท้าทายข้อใหญ่และเป็นภาระอันหนักอึ้งขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ทั่วประเทศ ซึ่งมีหน้าที่เป็นหน้าด่านแรกในการเผชิญเหตุและดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน
หากย้อนดูบทเรียนราคาแพงในปลายปี 2568 ที่ผ่านมา พื้นที่เศรษฐกิจสำคัญทางภาคใต้ของประเทศไทยอย่าง อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ต้องเผชิญกับเหตุอุทกภัยครั้งใหญ่ที่สร้างความเสียหายเป็นวงกว้าง เหตุการณ์ดังกล่าวเป็นภาพสะท้อนที่ชัดเจนที่สุดว่า
รูปแบบการบริหารจัดการภัยพิบัติแบบเดิม ๆ ที่เน้นการ "ตั้งรับ" รอให้เกิดเหตุการณ์ขึ้นก่อนแล้วจึงค่อยเคลื่อนกำลังพลเข้าช่วยเหลือ หรือการแจกจ่ายถุงยังชีพในภายหลังนั้น เป็นแนวทางที่ล้าสมัยและไม่เพียงพอที่จะปกป้องชีวิตและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของเมืองได้อีกต่อไป
ความท้าทายนี้ทำให้เกิดการปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ครั้งสำคัญ โดยการดึงเอาเทคโนโลยีขั้นสูงและระบบการจัดการข้อมูลเชิงลึกเข้ามาเป็นแกนหลักในการขับเคลื่อน ล่าสุด บริษัท เบดร็อค อนาไลติกส์ จำกัด (Bedrock Analytics) หนึ่งในกลุ่มบริษัท เอไอ แอนด์ โรโบติกส์ เวนเจอร์ส จำกัด หรือ เออาร์วี (ARV) ในเครือ ปตท.สผ.
ได้เดินหน้าจัดงานสัมมนาใหญ่ภายใต้หัวข้อ "สร้างท้องถิ่นที่พร้อมรับมือทุกภัยพิบัติด้วยข้อมูลและเทคโนโลยี" เพื่อเปิดเวทีแลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์ระดับนโยบาย พร้อมทั้งถ่ายทอดแนวทางปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practice) ให้ผู้นำท้องถิ่นสามารถนำไปประยุกต์ใช้อย่างเป็นรูปธรรม
ความน่าสนใจของเวทีสัมมนาในครั้งนี้ คือการระดมสมองจากภาควิชาการ ภาคเมือง และภาคเทคโนโลยี มาร่วมไล่เรียงมิติการบริหารจัดการภัยพิบัติอย่างเป็นระบบตั้งแต่ภาพใหญ่ระดับนโยบายไปจนถึงระดับปฏิบัติการหน้างานจริง โดยแบ่งออกเป็น 4 หัวข้อหลัก ได้แก่
1. การออกแบบเมืองยืดหยุ่น (Resilient City) ทางรอดเดียวของท้องถิ่น
รศ.ดร. พนิต ภู่จินดา จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ชี้ให้เห็นแนวคิดสำคัญว่า เมืองในอนาคตไม่สามารถหลีกเลี่ยงภัยธรรมชาติได้ 100% แต่สิ่งสำคัญคือเมืองต้องมี "ความยืดหยุ่น" หรือสามารถรับแรงกระแทกและฟื้นตัวกลับมาสู่สภาพปกติได้อย่างรวดเร็ว การออกแบบผังเมืองและโครงสร้างพื้นฐานยุคใหม่จึงต้องตั้งอยู่บนฐานข้อมูลและการจำลองสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด เพื่อเตรียมช่องทางหนีทีไล่และระบบป้องกันทางกายภาพให้สอดรับกัน
2. ปรับ Mindset สู่การรับมือภัยพิบัติอย่างยั่งยืน
ผศ.ดร. สิตางศุ์ พิลัยหล้า จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้เน้นย้ำถึงมิติด้านวิธีคิดของผู้บริหารท้องถิ่น โดยระบุว่า การจัดการน้ำและภัยธรรมชาติจะมองแยกส่วนเฉพาะพื้นที่ของตัวเองไม่ได้ แต่ต้องมองภาพรวมทั้งระบบลุ่มน้ำ การปรับเปลี่ยนวิธีคิดจากการใช้งบประมาณเพื่อการเยียวยาหลังเกิดเหตุ มาเป็นการลงทุนในระบบเทคโนโลยีและฐานข้อมูลเพื่อการพยากรณ์ล่วงหน้า จะช่วยลดมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจในระยะยาวได้อย่างมหาศาล
3. โมเดลความสำเร็จและการถอดบทเรียนจาก "เทศบาลนครยะลา"
นายพงษ์ศักดิ์ ยิ่งชนม์เจริญ นายกเทศมนตรีนครยะลา ได้ร่วมแชร์ประสบการณ์จริงในการนำเทคโนโลยีและบิ๊กดาต้าเข้ามาปรับใช้ในการบริหารจัดการเมืองและการแจ้งเตือนภัย ซึ่งช่วยลดผลกระทบให้กับประชาชนได้อย่างมีนัยสำคัญ การนำ Case Study ที่เกิดขึ้นจริงในพื้นที่ภาคใต้มาถ่ายทอดในงานนี้ ยิ่งสร้างความมั่นใจให้กับผู้นำท้องถิ่นคนอื่น ๆ ว่าสามารถนำไปทำได้จริง
4. ปฏิวัติการจัดการภัยพิบัติด้วยโซลูชันอัจฉริยะ
"สมพัสตร์ สุวพิศ" ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท เบดร็อค อนาไลติกส์ จำกัด ผู้เชี่ยวชาญของเบดร็อค อนาไลติกส์ ได้เข้ามาขยายภาพให้เห็นถึงการแปลงแนวคิดทางวิชาการและบทเรียนจากเมืองต่าง ๆ ให้กลายเป็นเครื่องมือดิจิทัลที่จับต้องได้และใช้งานง่ายสำหรับเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นทุกระดับ
“สมพัสตร์” บอกอีกว่า ที่ผ่านมา อปท. หลายแห่งประสบปัญหาขาดแคลนเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพ ข้อมูลแต่ละด้านมักแยกส่วนกันอยู่ (Data Silo) ทำให้เมื่อเกิดเหตุวิกฤต ผู้นำท้องถิ่นจะไม่สามารถมองเห็นภาพรวมได้ ส่งผลให้การตัดสินใจล่าช้าและทำได้เพียงแค่การตั้งรับตามยถากรรม
เพื่อปิดช่องโหว่ดังกล่าว เบดร็อค อนาไลติกส์ จึงได้พัฒนา "Disaster Management Platform" หรือ โซลูชันบริหารจัดการภัยพิบัติอัจฉริยะแบบครบวงจรสำหรับท้องถิ่น ซึ่งเป็นการบูรณาการเทคโนโลยีศูนย์บัญชาการ (War Room) อุปกรณ์ไอโอที (IoT) และระบบสนับสนุนการตัดสินใจ (Decision Support System) เข้าด้วยกัน
โดยแพลตฟอร์มนี้ได้รับการออกแบบให้ครอบคลุมกระบวนการทำงานในทุกมิติ แบ่งออกเป็น 3 ระยะสำคัญ: "Digital Twin" จุดเปลี่ยนการบริหารเมืองเชิงรุก สู่ความยั่งยืนทางเศรษฐกิจ การนำเทคโนโลยีเข้ามาขับเคลื่อนในครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงการซื้อมาขายไปของซอฟต์แวร์ทั่วไป แต่เป็นการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานทางปัญญาของท้องถิ่นผ่านนวัตกรรมที่เรียกว่า "Digital Twin" หรือการสร้างฝาแฝดดิจิทัลเสมือนจริงของเมือง
ด้านดร.จักรพันธ์ จุลละโพธิ ผู้อำนวยการฝ่ายการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ บริษัท เบดร็อค อนาไลติกส์ จำกัด อธิบายว่า การนำ Digital Twin มาควบรวมเทคโนโลยี ข้อมูลเชิงพื้นที่ และแบบจำลองสภาพภูมิอากาศเข้าด้วยกัน จะช่วยเปลี่ยนผ่านท้องถิ่นไทยจากการทำงานแบบ "ตั้งรับ" (Reactive) ไปสู่การ "บริหารจัดการเชิงรุก" (Proactive) อย่างแท้จริง
ระบบสนับสนุนการตัดสินใจนี้จะเป็นเกราะป้องกันสำคัญในการปกป้องชีวิตประชาชน ลดความสูญเสียทางเศรษฐกิจของภาคธุรกิจและร้านค้าในท้องถิ่น ซึ่งจะช่วยให้เมืองสามารถฟื้นตัวจากภัยพิบัติได้อย่างรวดเร็วและเติบโตอย่างยั่งยืน
ข่าวที่เกี่ยวข้อง