thansettakij
thansettakij
กูรูแนะลุย‘เอทานอล-โซลาร์เซลล์’ ปั้นขุมทรัพย์พลังงานหมื่นล้าน

กูรูแนะลุย‘เอทานอล-โซลาร์เซลล์’ ปั้นขุมทรัพย์พลังงานหมื่นล้าน

26 มิ.ย. 69 | 05:52 น.
อัปเดตล่าสุด :26 มิ.ย. 69 | 06:01 น.

ชี้ทิศพลังงานสะอาดโอกาสพัฒนาประเทศ มจธ. หนุน “เอทานอล” สร้างเศรษฐกิจหมุนเวียน TDRI ชี้ช่องรวย “ขยะโซลาร์-แบตเตอรี่” ขุมทรัพย์ใหม่หมื่นล้าน ดันไทย “ฮับรีไซเคิลเอเชีย” รับมือสึนามิ Net Zero ด้าน “ภาณุรัช” มั่นใจประเทศไทยมีศักยภาพพัฒนาแหล่งพลังงานสะอาดได้จำนวนมาก

KEY

POINTS

  • ผู้เชี่ยวชาญเสนอให้ไทยหันมาส่งเสริม "เอทานอล" จากพืชพลังงาน ซึ่งเป็นจุดแข็งของประเทศ เพื่อสร้างรายได้ให้เกษตรกรกว่า 1 ล้านครัวเรือน และลดการพึ่งพานโยบายสวัสดิการจากรัฐ
  • แนะให้มองซากแผงโซลาร์เซลล์และแบตเตอรี่เป็น "ขุมทรัพย์" ผ่านหลักการเหมืองในเมือง (Urban Mining) โดยการรีไซเคิลแร่ธาตุมีค่า ซึ่งคาดว่าจะมีมูลค่าทางเศรษฐกิจระดับหลายพันล้านบาทในอนาคต
  • เรียกร้องให้ภาครัฐเร่งพัฒนาระบบนิเวศพลังงานสะอาดให้ครบวงจร ตั้งแต่การปลดล็อกกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อธุรกิจรีไซเคิล ไปจนถึงการสร้างฐานข้อมูลเพื่อบริหารจัดการซากแผงโซลาร์เซลล์และแบตเตอรี่อย่างมีประสิทธิภาพ

การเปลี่ยนผ่านพลังงานไทย สู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ เป็นวาระสำคัญของประเทศในการปรับตัวให้เข้ากับบริบทโลก หนึ่งในหัวข้องานสัมมนา“Energy Transition : เปลี่ยนผ่านพลังงานไทย สู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ” จัดโดย “ฐานเศรษฐกิจ” ที่กล่าวถึง “พลังงานสะอาด” ที่จะไม่ใช่แค่พลังงานทางเลือกอีกต่อไป จึงมีบทบาทสำคัญ ที่นักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญต่างร่วมผลักดัน

ผศ.ดร.พงษ์ชัย อธิคมรัตนกุล ผู้อำนวยการศูนย์ความเป็นเลิศด้านโลจิสติกส์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) ร่วมแลกเปลี่ยนในหัวข้อ “โอกาสและความท้าทายของเอทานอล ทางรอดของประเทศไทย” สะท้อนภาพกว้างที่เชื่อมโยงระหว่างต้นทุนโลจิสติกส์ พลังงาน และเศรษฐกิจฐานราก

ผศ.ดร.พงษ์ชัย อธิคมรัตนกุล ผู้อำนวยการศูนย์ความเป็นเลิศด้านโลจิสติกส์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.)

โดยระบุว่า ข้อมูลปัจจุบันไทยมีต้นทุนโลจิสติกส์สูงถึง 13.5% ของ GDP โดยกว่า 1.2 ล้านล้านบาทมาจากภาคขนส่งถนนที่มีสัดส่วนถึง 80%ในขณะที่ไทยกำลังเห่อกระแส EVแต่ความจริงคือไทยเสียดุลการค้าจากการนำเข้ารถ EV ทั้งคัน และชิ้นส่วนสูงถึง 8 หมื่นล้านบาท โดยมี Local Content เพียง 40% เท่านั้น

แนะนำ "พลังงาน" สร้างโอกาส 

ทั้งนี้มองว่าไทยควรหันกลับมามองจุดแข็งของตัวเองนั่นก็คือ“พืชพลังงาน” ที่เป็น Renewable Energy โดยเฉพาะเรื่อง ‘ดิน’ ไทยไม่มีพลังงานใต้ดินมหาศาลเหมือนประเทศอื่น แต่มีพลังงาน ‘บนดิน’ ที่รีนิวเอเบิล (Renewable) ได้ตลอดเวลา ซึ่งพืชพลังงานคือจุดแข็งของ BCG ที่อยู่ในสายเลือดของไทย”

ผศ.ดร.พงษ์ชัย กล่าวย้ำว่า เอทานอล มีประโยชน์โดยตรงต่อเกษตรกรกว่า 1 ล้านครัวเรือน หรือ ประมาณ 4 ล้านคน ครอบคลุมพื้นที่เพาะปลูก 20 ล้านไร่ หากส่งเสริมอุตสาหกรรมนี้ เกษตรกรจะมีรายได้สูงขึ้นจนไม่ต้องพึ่งพาสวัสดิการรัฐ

ดร.ณัฐภรณ์ บัวแย้ม นักวิชาการประจำสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI)

“ถ้าเรายิงกระสุนหนึ่งนัดได้นกตัวเดียว เราก็มีนโยบายพลังงานแบบเดิม แต่ถ้าอยากยิงนัดเดียวได้นกหลายตัว ต้องไปที่เศรษฐกิจหมุนเวียน หรือธุรกิจพลังงานหมุนเวียน ซึ่งตัวเอทานอล ตัวคูณมันมหาศาล เพราะคูณทั้งเรื่องอุตสาหกรรมต่อเนื่อง การวิจัยพัฒนา และที่สำคัญที่สุดคือปากท้องของเกษตรกร”

“พลังงาน เมื่อเกิดวิกฤตจะกระทบทุกหัวระแหง ดังนั้นไทยต้องเอาพลังงานมาเป็นโอกาส และเอทานอล คือสิ่งที่บิงโก เกษตรกรได้ประโยชน์ และไทยจะชนะ ยกตัวอย่างบราซิลที่ชนะคนอื่นเพราะเขาสนับสนุนตรงนี้ ต่อเนื่อง”

“โซลาเซลล์” เครื่องมือหลักในการผลิตพลังงานสะอาด

ด้านดร.ณัฐภรณ์ บัวแย้ม นักวิชาการประจำสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) กล่าวภายใต้หัวข้อ “โซลาเซลล์-แบตเตอรี่โอกาสเศรษฐกิจใหม่”ถึงแนวโน้มทิศทางการเปลี่ยนผ่านพลังงานของไทยว่า ปัจจุบัน Net Zero ไม่ใช่เพียงเรื่องสิ่งแวดล้อม แต่เป็นพันธสัญญาการค้าโลกและเงื่อนไขสำคัญของความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยเฉพาะภาคพลังงานที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงถึง 36% ซึ่งจำเป็นต้อง “Reinvent” หรือยกเครื่องใหม่ทั้งหมด

แม้ไทยจะมี “โซลาเซลล์” เป็นเครื่องมือหลักในการผลิตพลังงานสะอาดซึ่งเติบโตก้าวกระโดดจาก 2.5 เมกะวัตต์ในปี 2545 สู่กว่า 5,000 เมกะวัตต์ในปี 2565 แต่ไทยกำลังเผชิญกับสิ่งที่จะตามมาในอีก 8-10 ปีข้างหน้า หากรัฐบาลไม่มีแผนจัดการซากที่ชัดเจน จะเกิดค่าความเสี่ยง (Risk Premium) ในการลงทุนเพิ่มขึ้น 0.5-0.6%

อย่างไรก็ตาม TDRIเสนอให้มองซากขยะเหล่านี้เป็น “ทรัพยากร” ผ่านหลักการ Urban Mining (เหมืองในเมือง) และCircular Economy โดยในแผงโซลาเซลล์ประกอบด้วยแร่เงิน ทองแดง ซิลิกอน และกระจกคุณภาพสูง ซึ่งคาดการณ์ว่าในปี 2583 มูลค่าแร่ธาตุจากซากโซลาเซลล์ในไทยจะมีมูลค่าตั้งแต่ 281 ล้านบาทไปจนถึงระดับหลายพันล้านบาท

ขณะที่แบตเตอรี่จากรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดดจากสัดส่วน 1.5% ในปี 2563 มาเป็นเกือบ 16% ในปัจจุบัน สามารถนำมา “Repurpose” หรือปรับใช้เป็นระบบกักเก็บพลังงาน (Stationary Storage) สำหรับภาคการเกษตรหรือครัวเรือนได้ ก่อนจะนำไปรีไซเคิลเพื่อสกัดวัตถุดิบต้นน้ำกลับมาใช้ใหม่

ดร. ณัฐภรณ์ เสนอแนะว่ารัฐบาลต้องเร่งเติมเต็มระบบนิเวศน์ตั้งแต่ “ต้นน้ำถึงปลายน้ำ” โดยเฉพาะการปลดล็อกข้อจำกัดทางกฎหมายที่ล้าสมัย เช่น พ.ร.บ. ค้าของเก่า พ.ศ. 2474 ที่ยังเป็นอุปสรรคต่อธุรกิจรีไซเคิลสมัยใหม่ รวมถึงต้องจัดทำฐานข้อมูล (Registry) ของแผงโซลาและแบตเตอรี่ที่ชัดเจนเพื่อการบริหารจัดการโหลดยกกำลังผลิตและการจัดการซาก

“ประเทศไทยมีศักยภาพที่จะเป็นศูนย์กลาง (Hub)การรีไซเคิลของเอเชียได้ ด้วยต้นทุนพลังงาน พื้นที่ และแรงงานที่แข่งขันได้ หากเรามีกฎหมายที่ชัดเจนเรื่องความรับผิดชอบของผู้ผลิต (EPR) นักลงทุนจะเกิดความมั่นใจ และนี่จะเป็น New Growth Engine ใหม่ที่ช่วยรักษาฐานเศรษฐกิจเดิมอย่างอุตสาหกรรมยานยนต์ไม่ให้ถูก Disrupt และเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำได้อย่างสง่างามโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง”

ศักยภาพไทยพัฒนาแหล่งพลังงานสะอาด

ขณะที่นายภาณุรัช ดำรงไทย ประธานกรรมการคณะทำงานพิจารณาแนวทางรับมือสภาวะขาดแคลนด้านพลังงาน และการปรับตัวเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน กล่าวในหัวข้อ “จากนโยบายสู่การปฏิบัติ แนวทางการเปลี่ยนผ่านพลังงานไทย” ระบุว่า การวางนโยบายพลังงานต้องคำนึงถึง 3 ปัจจัยสำคัญ

ภาณุรัช ดำรงไทย ประธานกรรมการคณะทำงานพิจารณาแนวทางรับมือสภาวะขาดแคลนด้านพลังงาน และการปรับตัวเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน

ได้แก่ ความสะอาด ราคา และความมั่นคงหรือเสถียรภาพของระบบไฟฟ้า แม้พลังงานแสงอาทิตย์จะมีต้นทุนลดลงมาก แต่ยังมีข้อจำกัดด้าน Load Factor หรือความสามารถในการผลิตไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง โดยโซลาร์เซลล์สามารถผลิตไฟฟ้าได้เต็มประสิทธิภาพเพียงไม่กี่ชั่วโมงต่อวัน และมีค่า Load Factor เฉลี่ยประมาณ 17%

ดังนั้นหากมีการติดตั้งโซลาร์เซลล์จำนวนมากโดยไม่มีระบบกักเก็บพลังงานรองรับ จะส่งผลให้เกิดภาระด้านระบบสายส่งและค่าใช้จ่ายในการรักษาเสถียรภาพของระบบไฟฟ้าเพิ่มขึ้น โดยประเทศไทยควรใช้ประโยชน์จากระบบ เขื่อนสูบกลับ (Pumped Storage) ที่มีอยู่แล้ว

โดยนำไฟฟ้าส่วนเกินจากโซลาร์เซลล์มาใช้สูบน้ำกลับขึ้นไปเก็บไว้ในอ่างเก็บน้ำ และปล่อยลงมาปั่นไฟในช่วงค่ำ แนวทางดังกล่าวสามารถรองรับกำลังการผลิตได้ระดับหลายพันถึงหมื่นเมกะวัตต์ และเป็นทางเลือกที่ช่วยลดต้นทุนเมื่อเทียบกับการพึ่งพาแบตเตอรี่ขนาดใหญ่เพียงอย่างเดียว

“ประเทศไทยยังมีศักยภาพพัฒนาแหล่งพลังงานสะอาด อื่น ๆ อีกหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็นพลังงาน ความร้อนใต้พิภพ (Geothermal) พลังงานชีวมวล (Biomass) รวมถึงเทคโนโลยีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก หรือ Small Modular Reactor (SMR) พร้อมเสนอให้ปรับปรุงโรงไฟฟ้าถ่านหินเดิมให้สามารถใช้เชื้อเพลิงชีวมวลแทนการเผาถ่านหิน โดยใช้วัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร เช่น ซังข้าวโพดและเศษวัสดุจากอ้อย ซึ่งจะช่วยลดปัญหาการเผาในที่โล่งและปัญหาฝุ่น PM2.5 ไปพร้อมกัน”