

KEY
POINTS
การเปลี่ยนผ่านพลังงานไทย สู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ เป็นวาระสำคัญของประเทศในการปรับตัวให้เข้ากับบริบทโลก หนึ่งในหัวข้องานสัมมนา“Energy Transition : เปลี่ยนผ่านพลังงานไทย สู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ” จัดโดย “ฐานเศรษฐกิจ” ที่กล่าวถึง “พลังงานสะอาด” ที่จะไม่ใช่แค่พลังงานทางเลือกอีกต่อไป จึงมีบทบาทสำคัญ ที่นักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญต่างร่วมผลักดัน
ผศ.ดร.พงษ์ชัย อธิคมรัตนกุล ผู้อำนวยการศูนย์ความเป็นเลิศด้านโลจิสติกส์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) ร่วมแลกเปลี่ยนในหัวข้อ “โอกาสและความท้าทายของเอทานอล ทางรอดของประเทศไทย” สะท้อนภาพกว้างที่เชื่อมโยงระหว่างต้นทุนโลจิสติกส์ พลังงาน และเศรษฐกิจฐานราก
โดยระบุว่า ข้อมูลปัจจุบันไทยมีต้นทุนโลจิสติกส์สูงถึง 13.5% ของ GDP โดยกว่า 1.2 ล้านล้านบาทมาจากภาคขนส่งถนนที่มีสัดส่วนถึง 80%ในขณะที่ไทยกำลังเห่อกระแส EVแต่ความจริงคือไทยเสียดุลการค้าจากการนำเข้ารถ EV ทั้งคัน และชิ้นส่วนสูงถึง 8 หมื่นล้านบาท โดยมี Local Content เพียง 40% เท่านั้น
ทั้งนี้มองว่าไทยควรหันกลับมามองจุดแข็งของตัวเองนั่นก็คือ“พืชพลังงาน” ที่เป็น Renewable Energy โดยเฉพาะเรื่อง ‘ดิน’ ไทยไม่มีพลังงานใต้ดินมหาศาลเหมือนประเทศอื่น แต่มีพลังงาน ‘บนดิน’ ที่รีนิวเอเบิล (Renewable) ได้ตลอดเวลา ซึ่งพืชพลังงานคือจุดแข็งของ BCG ที่อยู่ในสายเลือดของไทย”
ผศ.ดร.พงษ์ชัย กล่าวย้ำว่า เอทานอล มีประโยชน์โดยตรงต่อเกษตรกรกว่า 1 ล้านครัวเรือน หรือ ประมาณ 4 ล้านคน ครอบคลุมพื้นที่เพาะปลูก 20 ล้านไร่ หากส่งเสริมอุตสาหกรรมนี้ เกษตรกรจะมีรายได้สูงขึ้นจนไม่ต้องพึ่งพาสวัสดิการรัฐ
“ถ้าเรายิงกระสุนหนึ่งนัดได้นกตัวเดียว เราก็มีนโยบายพลังงานแบบเดิม แต่ถ้าอยากยิงนัดเดียวได้นกหลายตัว ต้องไปที่เศรษฐกิจหมุนเวียน หรือธุรกิจพลังงานหมุนเวียน ซึ่งตัวเอทานอล ตัวคูณมันมหาศาล เพราะคูณทั้งเรื่องอุตสาหกรรมต่อเนื่อง การวิจัยพัฒนา และที่สำคัญที่สุดคือปากท้องของเกษตรกร”
“พลังงาน เมื่อเกิดวิกฤตจะกระทบทุกหัวระแหง ดังนั้นไทยต้องเอาพลังงานมาเป็นโอกาส และเอทานอล คือสิ่งที่บิงโก เกษตรกรได้ประโยชน์ และไทยจะชนะ ยกตัวอย่างบราซิลที่ชนะคนอื่นเพราะเขาสนับสนุนตรงนี้ ต่อเนื่อง”
ด้านดร.ณัฐภรณ์ บัวแย้ม นักวิชาการประจำสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) กล่าวภายใต้หัวข้อ “โซลาเซลล์-แบตเตอรี่โอกาสเศรษฐกิจใหม่”ถึงแนวโน้มทิศทางการเปลี่ยนผ่านพลังงานของไทยว่า ปัจจุบัน Net Zero ไม่ใช่เพียงเรื่องสิ่งแวดล้อม แต่เป็นพันธสัญญาการค้าโลกและเงื่อนไขสำคัญของความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยเฉพาะภาคพลังงานที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงถึง 36% ซึ่งจำเป็นต้อง “Reinvent” หรือยกเครื่องใหม่ทั้งหมด
แม้ไทยจะมี “โซลาเซลล์” เป็นเครื่องมือหลักในการผลิตพลังงานสะอาดซึ่งเติบโตก้าวกระโดดจาก 2.5 เมกะวัตต์ในปี 2545 สู่กว่า 5,000 เมกะวัตต์ในปี 2565 แต่ไทยกำลังเผชิญกับสิ่งที่จะตามมาในอีก 8-10 ปีข้างหน้า หากรัฐบาลไม่มีแผนจัดการซากที่ชัดเจน จะเกิดค่าความเสี่ยง (Risk Premium) ในการลงทุนเพิ่มขึ้น 0.5-0.6%
อย่างไรก็ตาม TDRIเสนอให้มองซากขยะเหล่านี้เป็น “ทรัพยากร” ผ่านหลักการ Urban Mining (เหมืองในเมือง) และCircular Economy โดยในแผงโซลาเซลล์ประกอบด้วยแร่เงิน ทองแดง ซิลิกอน และกระจกคุณภาพสูง ซึ่งคาดการณ์ว่าในปี 2583 มูลค่าแร่ธาตุจากซากโซลาเซลล์ในไทยจะมีมูลค่าตั้งแต่ 281 ล้านบาทไปจนถึงระดับหลายพันล้านบาท
ขณะที่แบตเตอรี่จากรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดดจากสัดส่วน 1.5% ในปี 2563 มาเป็นเกือบ 16% ในปัจจุบัน สามารถนำมา “Repurpose” หรือปรับใช้เป็นระบบกักเก็บพลังงาน (Stationary Storage) สำหรับภาคการเกษตรหรือครัวเรือนได้ ก่อนจะนำไปรีไซเคิลเพื่อสกัดวัตถุดิบต้นน้ำกลับมาใช้ใหม่
ดร. ณัฐภรณ์ เสนอแนะว่ารัฐบาลต้องเร่งเติมเต็มระบบนิเวศน์ตั้งแต่ “ต้นน้ำถึงปลายน้ำ” โดยเฉพาะการปลดล็อกข้อจำกัดทางกฎหมายที่ล้าสมัย เช่น พ.ร.บ. ค้าของเก่า พ.ศ. 2474 ที่ยังเป็นอุปสรรคต่อธุรกิจรีไซเคิลสมัยใหม่ รวมถึงต้องจัดทำฐานข้อมูล (Registry) ของแผงโซลาและแบตเตอรี่ที่ชัดเจนเพื่อการบริหารจัดการโหลดยกกำลังผลิตและการจัดการซาก
“ประเทศไทยมีศักยภาพที่จะเป็นศูนย์กลาง (Hub)การรีไซเคิลของเอเชียได้ ด้วยต้นทุนพลังงาน พื้นที่ และแรงงานที่แข่งขันได้ หากเรามีกฎหมายที่ชัดเจนเรื่องความรับผิดชอบของผู้ผลิต (EPR) นักลงทุนจะเกิดความมั่นใจ และนี่จะเป็น New Growth Engine ใหม่ที่ช่วยรักษาฐานเศรษฐกิจเดิมอย่างอุตสาหกรรมยานยนต์ไม่ให้ถูก Disrupt และเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำได้อย่างสง่างามโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง”
ขณะที่นายภาณุรัช ดำรงไทย ประธานกรรมการคณะทำงานพิจารณาแนวทางรับมือสภาวะขาดแคลนด้านพลังงาน และการปรับตัวเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน กล่าวในหัวข้อ “จากนโยบายสู่การปฏิบัติ แนวทางการเปลี่ยนผ่านพลังงานไทย” ระบุว่า การวางนโยบายพลังงานต้องคำนึงถึง 3 ปัจจัยสำคัญ
ได้แก่ ความสะอาด ราคา และความมั่นคงหรือเสถียรภาพของระบบไฟฟ้า แม้พลังงานแสงอาทิตย์จะมีต้นทุนลดลงมาก แต่ยังมีข้อจำกัดด้าน Load Factor หรือความสามารถในการผลิตไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง โดยโซลาร์เซลล์สามารถผลิตไฟฟ้าได้เต็มประสิทธิภาพเพียงไม่กี่ชั่วโมงต่อวัน และมีค่า Load Factor เฉลี่ยประมาณ 17%
ดังนั้นหากมีการติดตั้งโซลาร์เซลล์จำนวนมากโดยไม่มีระบบกักเก็บพลังงานรองรับ จะส่งผลให้เกิดภาระด้านระบบสายส่งและค่าใช้จ่ายในการรักษาเสถียรภาพของระบบไฟฟ้าเพิ่มขึ้น โดยประเทศไทยควรใช้ประโยชน์จากระบบ เขื่อนสูบกลับ (Pumped Storage) ที่มีอยู่แล้ว
โดยนำไฟฟ้าส่วนเกินจากโซลาร์เซลล์มาใช้สูบน้ำกลับขึ้นไปเก็บไว้ในอ่างเก็บน้ำ และปล่อยลงมาปั่นไฟในช่วงค่ำ แนวทางดังกล่าวสามารถรองรับกำลังการผลิตได้ระดับหลายพันถึงหมื่นเมกะวัตต์ และเป็นทางเลือกที่ช่วยลดต้นทุนเมื่อเทียบกับการพึ่งพาแบตเตอรี่ขนาดใหญ่เพียงอย่างเดียว
“ประเทศไทยยังมีศักยภาพพัฒนาแหล่งพลังงานสะอาด อื่น ๆ อีกหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็นพลังงาน ความร้อนใต้พิภพ (Geothermal) พลังงานชีวมวล (Biomass) รวมถึงเทคโนโลยีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก หรือ Small Modular Reactor (SMR) พร้อมเสนอให้ปรับปรุงโรงไฟฟ้าถ่านหินเดิมให้สามารถใช้เชื้อเพลิงชีวมวลแทนการเผาถ่านหิน โดยใช้วัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร เช่น ซังข้าวโพดและเศษวัสดุจากอ้อย ซึ่งจะช่วยลดปัญหาการเผาในที่โล่งและปัญหาฝุ่น PM2.5 ไปพร้อมกัน”
ข่าวที่เกี่ยวข้อง