thansettakij
thansettakij
ผู้นำธุรกิจกลุ่ม G7 เดินหน้า Net Zero ลดต้นทุน-เพิ่มขีดแข่งขัน

ผู้นำธุรกิจกลุ่ม G7 เดินหน้า Net Zero ลดต้นทุน-เพิ่มขีดแข่งขัน

10 มิ.ย. 69 | 06:21 น.
อัปเดตล่าสุด :10 มิ.ย. 69 | 06:35 น.

BSI เผยรายงาน G7 ธุรกิจเร่งเครื่อง Net Zero ชู ESG เป็นกลยุทธ์ทำกำไรและลดต้นทุน พลิกโฉมความได้เปรียบเจาะตลาดโลกปี 2026

KEY

POINTS

  • ผู้นำธุรกิจในกลุ่ม G7 กว่า 83% มองว่าเป้าหมาย Net Zero เป็นกลยุทธ์หลักทางธุรกิจและการเงิน โดยเห็นว่าความเสี่ยงทางเศรษฐกิจจากการไม่ปรับตัวมีมูลค่าสูงกว่าการลงทุนเพื่อเปลี่ยนแปลง
  • แรงจูงใจสำคัญที่ผลักดันให้ธุรกิจมุ่งสู่ Net Zero คือการ "ลดต้นทุน" (27%) และการสร้าง "ขีดความสามารถในการแข่งขัน" (21%) ซึ่งมองว่าเป็นการปรับปรุงประสิทธิภาพที่นำไปสู่ผลกำไร
  • มีการปรับกลยุทธ์การสื่อสาร (Climate-coding) โดยเชื่อมโยงประเด็น Net Zero เข้ากับความยืดหยุ่นของธุรกิจ การบริหารความเสี่ยง และผลการดำเนินงานทางการเงิน เพื่อสร้างความได้เปรียบและดึงดูดนักลงทุน

รายงานวิจัยล่าสุด BSI G7 Net Zero Temperature Check ชี้ผู้นำธุรกิจ 83% เดินหน้าเป้าหมายความยั่งยืนเต็มสูบ หลังพบความเสี่ยงเศรษฐกิจจากการไม่ปรับตัวมีมากกว่าการลงทุน ขณะที่ภาคธุรกิจไทยขยับรับกระแส ESG พุ่งทะยาน 249% รับมือกฎหมาย Climate Change ฉบับแรกที่จะบังคับใช้ปี 2570 เพื่อรักษาขีดความสามารถการแข่งขันในเวทีโลก

เจาะลึกแนวคิดผู้นำ G7

รายงานวิจัย "BSI G7 Net Zero Temperature Check: Business Insights 2026" จัดทำโดยสถาบันมาตรฐานอังกฤษ หรือ BSI (British Standards Institution) เปิดเผยผลสำรวจที่น่าสนใจจากผู้บริหารระดับสูงกว่า 7,000 คนในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจชั้นนำ G7 พบว่ามุมมองต่อประเด็นความยั่งยืนได้มาถึงจุดเปลี่ยนสำคัญ

จากเดิมที่มิติของ ESG (Environmental, Social, and Governance) มักถูกมองว่าเป็นเพียงพันธกิจด้านสิ่งแวดล้อมหรือการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม แต่ในปัจจุบัน ผู้นำธุรกิจส่วนใหญ่กำลังมองว่านี่คือ "กลยุทธ์หลักทางธุรกิจและการเงิน" ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

ข้อมูลจากรายงานระบุชัดเจนว่า 83% ของผู้นำธุรกิจในกลุ่มประเทศ G7 ยังคงมีความมุ่งมั่นอย่างแน่วแน่ในการเดินหน้าสู่เป้าหมาย Net Zero ตามกรอบเป้าหมายของแต่ละประเทศ, ความน่าสนใจอยู่ที่เหตุผลเบื้องหลังความมุ่งมั่นนี้ ซึ่งได้เปลี่ยนจากประเด็นทางศีลธรรมไปสู่เหตุผลเชิงพาณิชย์อย่างเต็มตัว

โดยผู้นำธุรกิจ 74% มีความเห็นว่าความเสี่ยงทางเศรษฐกิจที่จะเกิดขึ้นจากการ "ไม่เปลี่ยนผ่าน" ไปสู่ความยั่งยืนนั้น มีมูลค่าและความรุนแรงมากกว่าความเสี่ยงในการลงทุนเพื่อเปลี่ยนผ่านในขณะนี้เสียอีก สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่าในสายตาของนักบริหารระดับโลก การนิ่งเฉยต่อประเด็นสภาพภูมิอากาศคือความเสี่ยงทางการเงินที่ร้ายแรงที่สุดประการหนึ่ง

รายงานวิจัย "BSI G7 Net Zero Temperature Check: Business Insights 2026" ผลสำรวจจากผู้บริหารระดับสูงกว่า 7,000 คนในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจ G7

ลดคาร์บอนคือการลดต้นทุน

รายงานของ BSI ยังได้จำแนกแรงจูงใจสำคัญที่ทำให้ภาคธุรกิจเร่งดำเนินการด้าน Net Zero ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา ซึ่งพบว่ามีองค์กร 69% ที่ได้เพิ่มระดับการดำเนินงานอย่างมีนัยสำคัญ โดยปัจจัยหลักที่ถูกยกขึ้นมาเป็นอันดับหนึ่งคือ "การลดต้นทุน" ซึ่งมีสัดส่วน 27% ตามมาด้วยความต้องการสร้าง "ความสามารถในการแข่งขันในตลาด" ที่ 21% และข้อกำหนดจาก "ห่วงโซ่อุปทาน" อีก 18%

ตัวเลขเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่า ธุรกิจในปัจจุบันไม่ได้มองการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นเพียงค่าใช้จ่ายส่วนเกิน แต่เป็นการปรับปรุงประสิทธิภาพการดำเนินงานที่นำไปสู่ผลกำไร นอกจากนี้ 78% ของผู้บริหารเชื่อมั่นว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจและเป้าหมาย Net Zero สามารถดำเนินไปควบคู่กันได้

โดยไม่จำเป็นต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง และอีก 75% มั่นใจว่าความพยายามด้านความยั่งยืนจะกลายเป็นกุญแจสำคัญที่เปิดประตูสู่ตลาดใหม่ๆ และการสร้างสรรค์นวัตกรรมที่ตอบโจทย์โลกอนาคต

การเปลี่ยนแปลง Climate-coding

ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงนี้ รายงานได้นำเสนอแนวปฏิบัติใหม่ที่เรียกว่า “Climate-coding” หรือการปรับเปลี่ยนกรอบการสื่อสารด้านความยั่งยืน แทนที่จะเน้นย้ำเพียงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ภาคธุรกิจได้หันมาเชื่อมโยงประเด็น Net Zero เข้ากับความยืดหยุ่นของธุรกิจ (Resilience) การบริหารจัดการความเสี่ยง และความต่อเนื่องทางการเงิน

ในกลุ่มประเทศ G7 มีผู้บริหารกว่า 61% ที่ยอมรับว่าได้ปรับวิธีการสื่อสารใหม่ โดยหันมาให้ความสำคัญกับเสถียรภาพของห่วงโซ่อุปทานและผลการดำเนินงานทางการเงินเป็นหลัก การปรับเปลี่ยนนี้ช่วยสร้างความเข้าใจและแรงสนับสนุนจากนักลงทุนได้ดียิ่งขึ้น

เนื่องจากเป็นการเปลี่ยนให้ความยั่งยืนกลายเป็น "ตัวเลขที่จับต้องได้" ในงบการเงิน นอกจากนี้ 73% ของผู้บริหารยังระบุว่า การเดินหน้าด้าน Net Zero อย่างต่อเนื่องจะช่วยสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันอย่างมหาศาล โดยเฉพาะในกรณีที่คู่แข่งรายอื่นเลือกที่จะชะลอการลงทุนหรือถอยห่างจากประเด็นนี้

ESG กลายเป็นเงื่อนไขการอยู่รอด

สำหรับบริบทของประเทศไทย ความเปลี่ยนแปลงในระดับโลกนี้ได้ส่งแรงกระเพื่อมมาถึงภาคธุรกิจไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ รายงานของ BSI ชี้ให้เห็นว่าธุรกิจไทยที่เริ่มวางกรอบการดำเนินงานด้าน ESG ที่น่าเชื่อถือตั้งแต่เนิ่นๆ จะมีโอกาสสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในยามที่กฎระเบียบของไทยกำลังพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว

ข้อมูลที่น่าสนใจพบว่า มูลค่าสินทรัพย์ของกองทุนที่เกี่ยวข้องกับ ESG ในประเทศไทยเติบโตอย่างก้าวกระโดด 249% ภายในเวลา 1 ปี โดยมีมูลค่าสะสมราว 1.03 แสนล้านบาท ณ เดือนมกราคม 2569 ขณะที่ตลาดตราสารหนี้ ESG ก็มีความคึกคักอย่างมาก โดยมียอดคงค้างใกล้แตะระดับ 1 ล้านล้านบาท สิ่งนี้พิสูจน์ให้เห็นว่า "เม็ดเงินลงทุน" กำลังไหลไปสู่ธุรกิจที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนอย่างชัดเจน

ปัจจัยเร่งสำคัญคือ "พระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ" ฉบับแรกของประเทศไทย ซึ่งคาดว่าจะมีผลบังคับใช้ในช่วงต้นปี 2570 กฎหมายฉบับนี้จะเปลี่ยนโฉมการทำธุรกิจในไทยไปอย่างสิ้นเชิง โดยจะกำหนดให้มีการรายงานการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภาคบังคับ การกำหนดราคาคาร์บอน และระบบซื้อขายสิทธิการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Emission Trading System) ซึ่งจะมุ่งเป้าไปที่ผู้ปล่อยก๊าซเรือนกระจกขนาดกลางและขนาดใหญ่เป็นลำดับแรก

นอกจากนี้ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ยังได้กำหนดข้อกำหนดการรายงานความยั่งยืนที่เข้มงวดขึ้น โดยอ้างอิงมาตรฐานระดับโลกอย่าง ISSB (International Sustainability Standards Board) โดยจะเริ่มบังคับใช้กับบริษัทจดทะเบียนในกลุ่ม SET50 ตั้งแต่ปี 2027 เป็นต้นไป ซึ่งหมายความว่าความพร้อมด้าน ESG จะไม่ใช่เรื่องของการทำ CSR อีกต่อไป แต่เป็น "ใบเบิกทาง" สำคัญในการเข้าถึงเงินทุนและการประเมินมูลค่าองค์กรโดยนักลงทุนและพันธมิตรทางธุรกิจ

ซูซาน เทย์เลอร์ มาร์ติน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ BSI

เชื่อมช่องว่างสู่การปฏิบัติจริง

ซูซาน เทย์เลอร์ มาร์ติน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ BSI ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของความยืดหยุ่น (Resilience) ในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยมองว่าเหตุการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ในช่วงที่ผ่านมาเป็นบทเรียนสำคัญที่กระตุ้นให้โลกต้องเร่งเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานหมุนเวียน เธอกล่าวว่าผู้นำธุรกิจจำนวนมากตระหนักดีว่าต้นทุนของการไม่ลงทุนใน Net Zero จะส่งผลกระทบมหาศาลในระยะยาว และขั้นตอนต่อไปที่สำคัญที่สุดคือ "การเชื่อมช่องว่างระหว่างความมุ่งมั่นกับการลงมือปฏิบัติ" ผ่านมาตรการปรับตัวที่มีประสิทธิภาพ

ในส่วนของประเทศไทย นายกุลธัช บุญบงการ ผู้จัดการประจำประเทศไทยของ BSI ให้ความเห็นว่า ธุรกิจไทยกำลังก้าวข้ามการมอง ESG เป็นเพียงการปฏิบัติตามกฎหรือการสื่อสารภาพลักษณ์องค์กร ปัจจุบันภาคธุรกิจหันมาให้ความสำคัญกับ "คุณค่าเชิงพาณิชย์" ของ ESG มากขึ้น เนื่องจากนักลงทุนมองว่าผลการดำเนินงานด้าน ESG ที่แข็งแกร่งคือสัญญาณบ่งบอกถึงคุณภาพของธุรกิจและความพร้อมในการลงทุนในตลาดที่เปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลัน