thansettakij
แพทย์เตือน อันตราย “สารเอทิลอะซิเตต” เป็นพิษต่ำ แต่เกิดผลกระทบต่อสุขภาพ

แพทย์เตือน อันตราย “สารเอทิลอะซิเตต” เป็นพิษต่ำ แต่เกิดผลกระทบต่อสุขภาพ

10 ก.พ. 2569 | 12:09 น.
อัปเดตล่าสุด :10 ก.พ. 2569 | 14:20 น.

กรมการแพทย์ เตือนอันตรายจากสารเอทิลอะซิเตต (Ethyl Acetate) หากรั่วไหลจะมีกลิ่นเหม็นรุนแรง เป็นพิษต่ำ แต่กระทบต่อระบบประสาทส่วนกลาง

นายแพทย์อัครฐาน จิตนุยานนท์ รองอธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า สารเอทิลอะซิเตต (Ethyl Acetate) คือสารประกอบอินทรีย์ที่ไม่มีสี มีกลิ่นหอมหวานคล้ายผลไม้ (เช่น ลูกแพร์) เป็นเอสเทอร์ที่ใช้กันแพร่หลายในฐานะ ตัวทำละลาย (solvent) ในอุตสาหกรรมต่างๆ เช่น กาว, น้ำยาล้างเล็บ, หมึกพิมพ์, น้ำหอม และยังใช้สกัดคาเฟอีนออกจากชาและกาแฟได้

โดยสารตัวนี้มีสูตรเคมีและมีความเป็นพิษต่ำ ทำให้เป็นทางเลือกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมกว่าตัวทำละลายชนิดอื่น ลักษณะเป็นของเหลวใสไม่มีสี มีกลิ่นหอมหวาน, ละลายสารอินทรีย์ได้ดีมาก เช่น เรซิน, พลาสติก, ยาง และไขมัน แต่ละลายน้ำได้เล็กน้อย, มีความไวไฟ ติดไฟง่าย, เป็นพิษต่ำ ปลอดภัยกว่าตัวทำละลายอะโรมาติก เช่น โทลูอีน

การใช้งานหลัก มีไว้เพื่อเป็นตัวทำละลายสำหรับสี, แลคเกอร์, หมึกพิมพ์, กาว และน้ำยาล้างเล็บ และใช้สกัดสารต่างๆ เช่น คาเฟอีนจากชา/กาแฟ, ไขมัน และน้ำมัน ซึ่งในอุตสาหกรรมยาและเครื่องสำอางจะใช้เป็นส่วนประกอบในน้ำหอม, ยา และผลิตภัณฑ์ความงาม

แพทย์เตือน อันตราย “สารเอทิลอะซิเตต” เป็นพิษต่ำ แต่เกิดผลกระทบต่อสุขภาพ

หากสารเอทิลอะซิเตตเกิดการรั่วไหล 

เป็นไปได้ให้ใช้หน้ากากที่ป้องกันสารเคมี หรือใช้ผ้าชุบน้ำปิดจมูก รวมทั้งสังเกตทิศทางลมและเคลื่อนย้ายออกจากจุดเกิดเหตุไปในทิศทางเหนือลม หากอยู่ในบ้านให้ปิดประตูหน้าต่างมิดชิดเพื่อกันกลิ่น ถ้าสัมผัสให้ล้างออกด้วยน้ำสะอาดปริมาณมากๆ ทันที

ด้าน นายแพทย์ปิยวัฒน์ เลาวหุตานนท์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลนพรัตนราชธานี กล่าวว่า สารเอทิลอะซิเตต (Ethyl Acetate) เป็นของเหลวไวไฟที่ระเหยได้ง่าย ใช้เป็นตัวทำละลายในงานอุตสาหกรรม จัดเป็นสารที่มีความเป็นพิษต่ำ แต่สามารถเกิดผลกระทบต่อสุขภาพได้ เมื่อสูดดมเอาไอระเหยของสารที่มีความเข้มข้นสูงเข้าไปจะทำเกิดการระคายเคืองทางเดินหายใจ

อาการเริ่มแรกคือไอ คอแห้ง และหายใจลำบาก การสูดดมในปริมาณมากจะกดระบบประสาทส่วนกลาง ทำให้เกิดอาการ อ่อนเพลีย เวียนศีรษะ มึนงง คลื่นไส้ และอาเจียน ในกรณีที่รุนแรงอาจทำให้หมดสติได้ นอกจากนี้มีผลทำให้เกิดการระคายเคืองต่อดวงตาและผิวหนัง หากสัมผัสบ่อยจะทำให้เกิดการทำลายชั้นไขมันของผิวหนังทำให้ผิวแห้งและแตก 

ดังนั้น ควรหลีกเลี่ยงการหายใจเอาไอระเหยของสารเข้าไป และย้ายไปยังที่ที่มีอากาศถ่ายเท หายใจสะดวก ถ้าสัมผัสผิวหนังเช็ดให้แห้งแล้วล้างผิวด้วยน้ำ หากเข้าตาให้ล้างออกด้วยน้ำสะอาดหลายครั้ง ผู้ได้รับสัมผัสหากรู้สึกไม่สบายให้รีบพบแพทย์ทันที