thansettakij
thansettakij
Green Transformation จุดเปลี่ยนเศรษฐกิจไทย เมื่อคาร์บอนกลายเป็นต้นทุน

Green Transformation จุดเปลี่ยนเศรษฐกิจไทย เมื่อคาร์บอนกลายเป็นต้นทุน

29 เม.ย. 69 | 02:07 น.
อัปเดตล่าสุด :29 เม.ย. 69 | 02:18 น.

ภายใต้แรงกดดันจากต้นทุนพลังงานและกติกาโลกใหม่ อว. เดินหน้าปรับระบบวิจัยและนวัตกรรม ดัน Green Transformation เป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย

KEY

POINTS

  • คาร์บอนกำลังเปลี่ยนสถานะจากประเด็นสิ่งแวดล้อมมาเป็นต้นทุนทางเศรษฐกิจโดยตรง ทำให้การปรับตัวสู่เศรษฐกิจสีเขียว (Green Transformation) กลายเป็นกรอบการพัฒนาประเทศที่สำคัญ
  • กระทรวงการอุดมศึกษาฯ (อว.) เป็นแกนหลักในการขับเคลื่อน โดยวางทิศทางยกระดับอุตสาหกรรมเดิมด้วยเทคโนโลยี และพัฒนาอุตสาหกรรมใหม่ เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า พร้อมต่อยอดสู่แนวคิด “Wellness Economy”
  • กติกาการค้าโลกใหม่ เช่น มาตรการด้านคาร์บอน (CBAM) ทำให้ความสามารถในการแข่งขันของประเทศผูกกับประเด็นการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และยกระดับเป้าหมาย Net Zero ให้เป็นเรื่องความมั่นคงทางเศรษฐกิจ

วันที่ 29 เมษายน 2569 ท่ามกลางแรงกดดันจากต้นทุนพลังงานและกติกาเศรษฐกิจโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลง “คาร์บอน” กำลังถูกแปลงสถานะจากประเด็นสิ่งแวดล้อมไปเป็นต้นทุนทางเศรษฐกิจโดยตรง การขยับเข้าสู่ Green Transformation จึงไม่ใช่เพียงแนวโน้ม แต่เริ่มถูกวางเป็นกรอบการพัฒนาเศรษฐกิจในระยะถัดไป

ในบริบทของไทย แนวคิดดังกล่าวถูกหยิบขึ้นมาเป็นแกนขับเคลื่อน โดย ศ. ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ซึ่งระบุว่าการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวไม่เพียงเกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อม แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการจัดสรรทรัพยากรเพื่อแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศ

หนึ่งในแนวทางที่ถูกวางไว้คือการต่อยอดโมเดล BCG ไปสู่ “Wellness Economy” ซึ่งเชื่อมโยงเศรษฐกิจกับคุณภาพชีวิตในมิติที่กว้างขึ้น ตั้งแต่อากาศสะอาด อาหารปลอดภัย ไปจนถึงเทคโนโลยีทางการแพทย์ ขณะเดียวกัน แนวคิดคาร์บอนต่ำยังถูกขยายไปสู่การพิจารณาทั้งห่วงโซ่มูลค่า ไม่เฉพาะกระบวนการผลิต แต่รวมถึงประเด็นความเป็นธรรมและผลกระทบทางสังคม

ในเชิงโครงสร้าง กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) วางทิศทางเศรษฐกิจผ่าน 2 แกนหลัก ได้แก่ การยกระดับอุตสาหกรรมเดิม เช่น เกษตร ภาคการผลิต และบริการ ด้วยเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มผลิตภาพและลดต้นทุน และการพัฒนาอุตสาหกรรมใหม่ในกลุ่มเทคโนโลยีขั้นแนวหน้า เช่น ยานยนต์ไฟฟ้าและอุตสาหกรรมอวกาศ

ขณะเดียวกัน กติกาการค้าโลกที่เปลี่ยนไป โดยเฉพาะมาตรการด้านคาร์บอน เช่น CBAM ทำให้ประเด็นการปล่อยก๊าซเรือนกระจกถูกเชื่อมโยงกับความสามารถในการแข่งขันโดยตรง ส่งผลให้เป้าหมาย Net Zero ถูกยกระดับเป็นเรื่องของ “ความมั่นคงของชาติ” ในมิติทางเศรษฐกิจ

ด้านระบบวิจัย อว. เสนอการปรับแนวทางผ่านการใช้ Backcasting โดยตั้งเป้าหมายปลายทางก่อน แล้ววางแผนย้อนกลับเพื่อให้การวิจัยตอบโจทย์ปัญหาของประเทศมากขึ้น พร้อมทั้งเน้นการจัดสรรงบประมาณไปยังเทคโนโลยีที่มีความเสี่ยงสูงและเป็นวิทยาการใหม่

บทบาทของ อว. ยังถูกกำหนดให้ทำหน้าที่ในหลายมิติ ทั้งการเป็นผู้สร้างระบบนิเวศ (Ecosystem Builder) ผู้บูรณาการความร่วมมือ (System Integrator) และผู้เร่งการขยายผล (Accelerator) รวมถึงการผลักดันแนวคิด Open Science และ Science Diplomacy เพื่อเชื่อมโยงองค์ความรู้จากต่างประเทศ และสนับสนุนการต่อยอดนวัตกรรม

อีกประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมาคือการสร้างมูลค่าจากทรัพย์สินทางปัญญา (IP) โดยมุ่งลดการสูญเสียโอกาสจากการถ่ายทอดเทคโนโลยีในราคาต่ำ และส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาและต่อยอดผลงานวิจัยในเชิงพาณิชย์มากขึ้น ทั้งหมดนี้ถูกกำหนดควบคู่กับเป้าหมายภายในปี 2030 ทั้งการเพิ่มสัดส่วน GDP จากเศรษฐกิจสีเขียว การพัฒนากำลังคนให้พร้อมต่อการเปลี่ยนแปลง การลดความเสี่ยงด้านคาร์บอน และการสร้างนวัตกรรมที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง