thansettakij
thansettakij
พ.ร.บ.ลดโลกร้อน จ่อเข้า ครม. ตั้งเป้าใช้ปีนี้ พ.ร.บ. อากาศสะอาด ยังเคลียร์ซ้ำซ้อน

พ.ร.บ.ลดโลกร้อน จ่อเข้า ครม. ตั้งเป้าใช้ปีนี้ พ.ร.บ. อากาศสะอาด ยังเคลียร์ซ้ำซ้อน

28 เม.ย. 69 | 07:09 น.
อัปเดตล่าสุด :28 เม.ย. 69 | 07:31 น.

ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเผย “พ.ร.บ.ลดโลกร้อน” ตรวจร่างครบทุกมาตรา เตรียมเสนอคณะรัฐมนตรี ตั้งเป้าให้ประกาศใช้ภายในปีนี้ ขณะที่ “พ.ร.บ.อากาศสะอาด” ยังอยู่ระหว่างการพิจารณารายละเอียดและเคลียร์ความซ้ำซ้อนกับกฎหมายอื่น

KEY

POINTS

  • พ.ร.บ. ลดโลกร้อนมีความคืบหน้ามากที่สุด โดยร่างกฎหมายผ่านการตรวจทานแล้วและเตรียมเสนอเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยตั้งเป้าให้มีผลบังคับใช้ภายในปีนี้
  • พ.ร.บ. อากาศสะอาด ยังคงต้องพิจารณาในรายละเอียด เนื่องจากมีความซับซ้อนและหลายมาตรามีความซ้ำซ้อนกับกฎหมายฉบับอื่น
  • ประเด็นหลักที่ยังเป็นปัญหาคือความซ้ำซ้อนในการจัดเก็บค่าปล่อยมลพิษ ซึ่งปรากฏอยู่ในกฎหมายทั้งสองฉบับ ทำให้ภาคเอกชนกังวลว่าจะเป็นภาระซ้ำซ้อน

วันที่ 28 เมษายน 2569 ดร.รวีวรรณ ภูริเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยถึงความคืบหน้าของพระราชบัญญัติอากาศสะอาดว่า เดิมเสนอโดยกรมควบคุมมลพิษเป็นร่างแรก ก่อนจะมีการเสนอรวมทั้งหมด 7 ฉบับ และนำมาบูรณาการจนได้ร่างล่าสุด โดยเฉพาะร่างที่จัดทำโดยวุฒิสภา ซึ่งรวมหลายร่างเข้าด้วยกัน จากเดิมประมาณ 88 มาตรา เพิ่มเป็นมากกว่า 270 มาตรา

ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณา โดยคณะรัฐมนตรีได้แจ้งเวียนหน่วยงานเพื่อเตรียมนำเข้าสู่การพิจารณาตามขั้นตอน และเมื่อผ่านคณะรัฐมนตรีแล้ว จะต้องกลับเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา รวมถึงการรับฟังความคิดเห็นรายมาตรากับสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

ในหลักการ รัฐมนตรีเห็นชอบต่อการมีพระราชบัญญัติฉบับนี้ แต่ยังมีหลายมาตราที่ต้องทำให้มีความชัดเจน และไม่ซ้ำซ้อนกับกฎหมายอื่น โดยเฉพาะพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือ พ.ร.บ.ลดโลกร้อน ซึ่งขณะนี้ตรวจร่างครบถ้วนแล้ว และอยู่ระหว่างรอการยืนยัน ทำให้มีความคืบหน้ามากกว่า พ.ร.บ.อากาศสะอาด

ทั้งนี้ มีข้อกังวลเรื่องความซ้ำซ้อนของบางมาตรา เช่น การจัดเก็บค่าการปล่อยมลพิษทางอากาศ ซึ่งปรากฏอยู่ในทั้ง พ.ร.บ.โลกร้อน และ พ.ร.บ.อากาศสะอาด โดยทั้งสองฉบับต่างมีกองทุนรองรับการจัดเก็บค่ามลพิษ ส่งผลให้เกิดความกังวลจากภาคเอกชน โดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรม ว่าจะเป็นภาระซ้ำซ้อน

ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมระบุว่า พ.ร.บ.อากาศสะอาดไม่ได้เกี่ยวข้องเฉพาะภาคอุตสาหกรรม แต่ครอบคลุมหลายหมวด ทั้งภาคเกษตร ภาคป่าไม้ ภาคอุตสาหกรรม และประชาชนทั่วไป รวมถึงชุมชนเมือง เช่น กรุงเทพมหานคร ตลอดจนภาคยานยนต์ที่เกี่ยวข้องกับการจัดเก็บภาษีตามการปล่อยมลพิษ โดยกฎหมายยังครอบคลุมถึงกรณีการเผาในพื้นที่เกษตร หากเจ้าของที่ดินให้เช่าและผู้เช่าก่อให้เกิดการเผา เจ้าของที่ดินก็ต้องมีส่วนรับผิดด้วย

นอกจากนี้ ยังครอบคลุมถึงสถาบันการเงินที่ปล่อยสินเชื่อให้กับกิจการที่ก่อมลพิษ ซึ่งอาจต้องรับโทษตามกฎหมาย ส่งผลให้เกิดความกังวลว่าประชาชนหรือเกษตรกรจะเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ยากขึ้น เนื่องจากกิจกรรมต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการขับรถยนต์หรือการดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ล้วนมีการปล่อยมลพิษ

ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อธิบายว่า กฎหมายฉบับนี้กำหนดความรับผิดชอบต่อทุกคน โดยมีทั้งโทษทางอาญาและทางแพ่ง และกำหนดโทษปรับในระดับสูงตั้งแต่ 50 ล้านบาทถึง 100 ล้านบาท จึงจำเป็นต้องพิจารณาอย่างละเอียด แม้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจะเห็นชอบในหลักการ แต่ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการรอการลงนามเพื่อนำเสนอเข้าสู่คณะรัฐมนตรี

เราต้องระวังเพื่อไม่ให้เกิดความซ้ำซ้อนแล้วก็เป็นภาระกับผู้ประกอบการ ไม่ใช่แต่ภาคอุตสาหกรรม  ใน พ.ร.บ. อากาศสะอาด  แบ่งเป็นหลายหมวด  เพราะเกี่ยวกับชีวิตของเรา ภาคเกษตร ภาคป่าไม้ ภาคอุตสาหกรรม  ประชาชนธรรมดา การเผา หรือว่าเป็น Landlord เป็นเจ้าของที่ให้คนเช่า  ไปทำนาแล้วถ้ามีการเผา เจ้าของที่ดินก็โดนโทษด้วย แล้วก็จะมีโทษทั้งอาญา โทษทางแพ่งด้วย ดังนั้นก็ไม่ได้เกี่ยวกับ เฉพาะกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง เกี่ยวกับทุกคน แม้กระทั่งสถาบันการเงินที่ปล่อย สินเชื่อให้กับ ให้กับผู้ปล่อยมลพิษ ก็จะโดนโทษด้วย หลายคนก็กังวลว่า อย่างนี้ทำให้ประชาชน แม้กระทั่งกลุ่มเกษตรกรจะเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ยากขึ้นไปอีกหรือเปล่า  เพราะว่า พ.ร.บ. อากาศสะอาด จะเขียนบทลงโทษถึงสถาบันการเงินที่ให้เงินทุนกับกิจการต่างๆ ที่ก่อให้เกิดมลพิษ ซึ่งเราทราบดีว่าทุกอย่างเกิดมลพิษทั้งนั้น ไม่ว่าขับรถยนต์ก็ถือว่าเป็นผู้ปล่อยมลพิษก็ต้องโดนเหมือนกัน หรือว่าบางท่านเป็นเจ้าของบอกไม่รู้เลยให้คนเช่าที่ไปทำโรงงาน หรือให้เช่าที่นาแล้วเกิดเผา เจ้าของที่ก็ต้องมีส่วนรับผิดชอบ

ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อธิบายเพิ่มเติมว่า สำหรับหลักการสำคัญที่ใช้ในการจัดการสิ่งแวดล้อม คือ “ผู้ก่อพิษเป็นผู้จ่าย” ซึ่งเป็นหลักสากลที่ประเทศไทยใช้มาตั้งแต่พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม พ.ศ. 2535 โดยผู้ก่อให้เกิดมลพิษต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น

นอกจากนี้ยังมีหลัก “ผู้ได้รับประโยชน์เป็นผู้จ่าย” ซึ่งใช้ในภาคป่าไม้ โดยผู้ที่อยู่ปลายน้ำซึ่งได้รับประโยชน์ จะต้องจ่ายให้กับผู้ที่ดูแลรักษาป่าในพื้นที่ต้นน้ำ หลักการนี้เรียกว่า Payment for Ecosystem Services (PES)

ในเชิงกรอบเวลา คาดว่าจะเห็นภาพการบังคับใช้กฎหมายทั้ง พ.ร.บ.อากาศสะอาด และ พ.ร.บ.โลกร้อน ในช่วงปี 2570–2571 โดย พ.ร.บ.โลกร้อนมีความคืบหน้ามากที่สุด ขณะที่ พ.ร.บ.อากาศสะอาดยังต้องพิจารณาความสอดคล้องกับกฎหมายอื่น เช่น พระราชบัญญัติโรงงาน และมีการกำหนดไว้ว่า หากเกิดความซ้ำซ้อนหรือขัดแย้งกับกฎหมายอื่น ให้ใช้ พ.ร.บ.อากาศสะอาดเป็นหลัก

พ.ร.บ. โลกร้อนนำหน้าอยู่ก่อนแล้ว คือการตรวจร่าง ครบถ้วน จากทางกฤษฎีกา เช่นเดียวกันกับ พ.ร.บ. สิ่งแวดล้อมฉบับใหม่ ตรวจร่างไปเรียบร้อยโดยกฤษฎีกาแล้ว ส่วนในตัวของ พ.ร.บ. อากาศสะอาด  มีหลายมาตราที่แตะกับกฎหมายอื่น  เช่น ในตัวของ พ.ร.บ. โรงงาน เหล่านี้เป็นต้น ก็ต้อง Clearing กับหน่วยงานเจ้าของกฎหมาย ว่าขัดกันหรือไม่อย่างไร อย่างไรก็ตาม ในฉบับที่แก้ไขมาเป็น 200 กว่ามาตรา  ให้อำนาจไว้ที่ พ.ร.บ. อากาศสะอาดค่อนข้างมาก เพราะมีมาตราที่เขียนไว้ว่า หาก ว่ามีความซ้ำซ้อน หรือขัดแย้งกับกฎหมายอื่น ให้ใช้ พ.ร.บ. อากาศสะอาด เป็นหลัก

ในส่วนของการพัฒนาระบบคาร์บอนเครดิต อยู่ภายใต้ พ.ร.บ.โลกร้อน ขณะนี้ได้ผ่านการตรวจร่างครบทุกมาตราแล้ว และอยู่ระหว่างการเตรียมนำเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี

นอกจากนี้ ยังมีการปรับปรุงพระราชบัญญัติสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นอีกหนึ่งกฎหมายในกระบวนการ โดยมีการเพิ่มอำนาจให้เจ้าพนักงานควบคุมมลพิษสามารถเข้าตรวจสอบแหล่งกำเนิดมลพิษได้สะดวกขึ้น โดยสามารถเข้าตรวจได้ตั้งแต่พระอาทิตย์ขึ้นจนถึงพระอาทิตย์ตก และไม่จำเป็นต้องมีหน่วยงานอื่นร่วมเหมือนที่ผ่านมา

พ.ร.บ. ตัวอื่นที่อยู่ใน Pipeline เช่น ตัว พ.ร.บ. สิ่งแวดล้อมฉบับแก้ไข  เพราะของเดิมคือปี 35 แล้วมีแก้ไขเป็น พ.ร.บ. ส่งเสริมรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม ปี 62 ซึ่งแก้ไขได้หมวดเดียว เพราะเวลาไม่ค่อยมี แก้เฉพาะหมวด EIA หมวดอื่นยังไม่ได้แก้ ก็เรียกได้ว่า หมวดอื่นยังอยู่ในหมวดที่ว่าปี 35 ที่ตั้งขึ้น หลายภาคส่วน สถานการณ์เปลี่ยนไปหมดแล้ว ถึงต้องปรับปรุงตัว พ.ร.บ. สิ่งแวดล้อมฉบับนี้ก่อน และที่แก้ที่สำคัญคือ หมวดของการควบคุมมลพิษ ซึ่งจะเพิ่มอำนาจคล้ายๆ กับ พ.ร.บ. อากาศสะอาด กรณีที่ไม่มี พ.ร.บ. อากาศสะอาด ก็ต้องใช้ พ.ร.บ. สิ่งแวดล้อมฉบับแก้ไข ซึ่งในหมวดของการป้องกันในเรื่องของ ดูเรื่องมลพิษ  จะให้อำนาจเจ้าพนักงานควบคุมมลพิษ  เข้าไปในตรวจแหล่งกำเนิดมลพิษได้คล่องตัวมากยิ่งขึ้นหลักการก็คล้ายๆ ตัว พ.ร.บ. อากาศสะอาด

ขณะเดียวกัน ยังมีประเด็นที่ต้องพิจารณาเพิ่มเติมใน พ.ร.บ.อากาศสะอาด เช่น การกำหนดนิยาม “กลุ่มเปราะบาง” ที่จะได้รับประโยชน์จากกองทุน ว่าครอบคลุมถึงผู้ที่ทำงานกลางแจ้ง เช่น ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์รับจ้าง หรือเจ้าหน้าที่ตำรวจหรือไม่ ซึ่งต้องมีความชัดเจนก่อนการบังคับใช้

อย่างไรก็ตาม ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมย้ำว่า พ.ร.บ.โลกร้อนคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปีนี้ โดยผ่านการตรวจร่างครบทุกมาตรา และจะเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี เพื่อรับรองในวาระ 1 2 และ 3 ต่อไป