thansettakij
ภาวะโลกร้อนดันต้นทุนกาแฟพุ่ง หลังอากาศเปลี่ยนกระทบผลผลิต
sustainable

ภาวะโลกร้อนดันต้นทุนกาแฟพุ่ง หลังอากาศเปลี่ยนกระทบผลผลิต

In Brief

  • ภาวะโลกร้อนและการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศส่งผลให้ผลผลิตกาแฟทั่วโลกรวมถึงในไทยลดลง สวนทางกับความต้องการที่เพิ่มขึ้น ทำให้ราคาพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
  • ราคาผลกาแฟสดในไทยปรับตัวสูงขึ้นจากกิโลกรัมละ 18-20 บาท เป็น 43 บาทในปัจจุบัน ส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนผู้ประกอบการและราคาที่ผู้บริโภคต้องจ่าย
  • กลุ่มเกษตรกรในเชียงรายกำลังปรับตัวรับมือโดยการพัฒนาสายพันธุ์กาแฟที่ทนทานต่อสภาพอากาศ และปรับปรุงกระบวนการแปรรูปเพื่อลดต้นทุนและเพิ่มมูลค่าให้ผลผลิต

นายเจริญ วุ้ยยื้อ เกษตรกรผู้ปลูกกาแฟจากบ้านดอยช้าง อ.แม่สรวย จ.เชียงราย เจ้าของบริษัท มีไทย คอฟฟี่ จำกัด ผู้จำหน่ายเมล็ดกาแฟและดำเนินกิจการร้านกาแฟในซอยสุขุมวิท 36 (BTS ทองหล่อ) เปิดเผยว่า จากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงในรอบหลายปีที่ผ่านมา ส่งผลกระทบต่อการปลูกกาแฟเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะในประเทศผู้ผลิตกาแฟรายใหญ่ของโลกอย่าง บราซิล และเวียดนาม 

ซึ่งประเทศไทยก็รับผลกระทบไม่น้อย จากสถานการณ์ดังกล่าวส่งผลให้ผลผลิตกาแฟลดลงอย่างรุนแรง ประกอบกับผู้บริโภคมีความต้องการในการดื่มกาแฟสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องทั่วโลก ทำให้เกิดภาวะคาดแคลนกาแฟยิ่งทวีความรุนแรง ราคากาแฟจึงดีดสูงขึ้นอย่างมาก

ทั้งนี้ ในประเทศไทยประมาณ 5 ปีที่ผ่านมา ราคาผลสดเคยขายกันอยู่ที่ 18-20 บาท/กิโลกรัม ขึ้นเป็น 25 – 35 บาท/กิโลกรัม และในปี 2568 นี้ราคาผลสดขึ้นไปถึง 43 บาทต่อกิโลกรัม 

ส่วนราคากาแฟสารเคยขายกันอยู่ที่ 180 -220 บาท/กิโลกรัม ขึ้นเป็น 280 – 380 บาท/กิโลกรัม และกาแฟคั่วเคยขายกันในราคา 400 – 500 บาท/กิโลกรัมก็กลายเป็น 600 – 1,200 บาท/กิโลกรัม ซึ่งในปีนี้อาจจะเพิ่มขึ้นอีกตามราคาผลสดที่รับซื้อกันอยู่ในปัจจุบัน

ภาวะโลกร้อนดันต้นทุนกาแฟพุ่ง หลังอากาศเปลี่ยนกระทบผลผลิต

ปัญหาดังกล่าวกระทบต่อคนทำธุรกิจกาแฟโดยตรงและก็คงก็กระทบกับผู้บริโภคอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ในด้านราคากาแฟที่สูงขึ้น แต่โดยส่วนตัวอาจจะดีกว่าผู้อื่นตรงที่ปลูกกาแฟเอง แปรรูปเอง และคั่วเอง เลยสามารถลดปัญหาเรื่องราคา คุณภาพ  และการขาดแคลนวัตถุดิบได้ส่วนหนึ่ง 

แต่ในภาคการปลูกก็ประสบปัญหาไม่ต่างกับเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟทั่วโลก ปัญหาผลผลิตที่ลดลงย่อมส่งผลกับรายได้ที่ลดลงด้วย ซึ่งเป็นผลกระทบต่อเนื่องกันไปจนถึงเรื่องปากท้องการใช้ชีวิตของเกษตรกร เรียกว่ากระทบกันไปหมด ดังนั้นตอนนี้เกษตรกรอย่างพวกเราก็ต้องร่วมมือกันรับมือกับปัญหาดังกล่าว 

อย่างไรก็ดี ได้มีการทำงานร่วมกับกลุ่มเกษตรกรรุ่นใหม่ภายใต้ชื่อกลุ่ม อาราบิก้าเชียงราย ศึกษาเรื่องสายพันธุ์กาแฟอาราบิก้า ค้นหาสายพันธุ์ย่อยที่ทนทานต่อภูมิอากาศ ทนทานต่อโรคและแมลง เพื่อให้ต้นกาแฟมีความทนทานและออกผลผลิตที่ดีมีคุณภาพ  ในด้านการแปรรูปเราก็ต้องพยายามหาวิธีที่ดีและเป็นมาตรฐานสากล เพื่อให้การแปรรูปออกมาได้ผลดีที่สุด 

โดยเลือกใช้เครื่องสีกาแฟจากประเทศโคลัมเบียที่มีมาตรฐานระดับโลก ซึ่งเป็นเครื่องสีขนาดเล็กเหมาะกับเกษรตกรรายย่อย เครื่องนี้สามารถลดการสูญเสียระหว่างการผลิตได้ดี ทั้งยังเป็นระบบแบบใช้น้ำและไฟน้อย รวมถึงมีการปล่อยน้ำเสียในปริมาณที่น้อยอีกด้วย ทำให้เกษตรกรลดต้นทุนในการผลิตได้อย่างมาก 

ซึ่งมีการขยายการใช้เครื่องสีดังกล่าวไปยังเกษตรกรดอยอื่นๆด้วย  เพื่อให้เกษตรกรสามารถแปรรูปกาแฟได้เอง เปลี่ยนจากการขายผลสดมาขายเป็นกาแฟสารแทน ซึ่งสามารถเพิ่มรายได้ให้กับเกตรกรถึง 100-160% 

นอกจากนี้กลุ่มอาราบิก้าเชียงราย ยังร่วมกันพัฒนาการแปรรูป Specialty coffee ด้วย ซึ่งตอนนี้กำลังเป็นที่ต้องการของผู้ดิื่มกาแฟรุ่นใหม่ทั่วโลก คาดว่าจะมีช่องทางการเติบโตได้อีกมาก อีกทั้ง Specialty coffee ยังสามารถเพิ่มรายให้กับเกษตรกรถึง 200%