
อดีตรอง กสทช. เสนอโมเดล ‘วิน-วิน’ บอลโลก 2026 นัดสำคัญดูฟรี-ที่เหลือปล่อยเสรี
อดีตรองประธาน กสทช. ผ่าทางตันกฎ Must Have บอลโลกยุคสตรีมมิ่ง เสนอทางออกที่จับต้องได้ นัดหยุดโลกต้องดูฟรี ส่วนนัดที่เหลือให้เอกชนสร้างรายได้ เพื่อสิทธิ์ของคนไทยทุกคนในวันที่เศรษฐกิจฝืดเคือง
KEY
POINTS
- อดีตรองประธาน กสทช. เสนอโมเดล "วิน-วิน" สำหรับการถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก 2026 เพื่อแก้ปัญหาค่าลิขสิทธิ์ที่พุ่งสูงขึ้น
- แนวทางดังกล่าวเสนอให้แมตช์สำคัญ เช่น นัดเปิดสนาม, รอบรองชนะเลิศ และรอบชิงชนะเลิศ ต้องถ่ายทอดสดผ่านฟรีทีวีให้ประชาชนรับชมฟรี
- ส่วนการแข่งขันในนัดอื่นๆ ที่เหลือ ให้เปิดเสรีให้เอกชน (Pay TV/Streaming) ซื้อลิขสิทธิ์ไปถ่ายทอดสดเพื่อหารายได้ในเชิงพาณิชย์ได้
วันนี้ 2 มิ.ย. 59 พันเอก ดร.นที ศุกลรัตน์ อดีตรองประธานกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) และอดีตประธานกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสท.) ได้โพสต์เฟสบุ๊คส่วนตัวว่า บอลโลก... เราจะปล่อยให้ซ้ำรอยเดิม หรือกำหนดอนาคตใหม่?
ทุกๆ 4 ปี คนไทยต้องมานั่งลุ้นกันตัวโก่งว่า "รอบนี้เราจะได้ดูบอลโลกไหม?" และจบลงด้วยพล็อตเดิมๆ คือฝ่ายการเมืองออกมายืนยันว่า "ต้องได้ดูฟรี" ตามมาด้วยดราม่าการวิ่งเต้นของ กสทช. และสปอนเซอร์ที่ต้องระดมทุนก้อนโตมาจ่ายค่าลิขสิทธิ์
เมื่อปี 2012 "กฎ Must Have" ถูกสร้างขึ้นมาด้วยความตั้งใจดีครับ บนสมมุติฐานที่ว่าฟุตบอลโลก คือ กีฬามหาชน เป็นความฝันและแรงบันดาลใจให้เยาวชนไทย เราจึงอยากให้ทุกคนได้ดูฟรี เหมือนในอดีตผ่านฟรีทีวี โดยทั่วถึงและไม่ต้องจ่ายค่าดู
โลกเปลี่ยน กฎต้องปรับ: เมื่อฟีฟ่าเน้นธุรกิจ 100%
วันนี้เราเข้าสู่ยุค Streaming และ OTT ค่าลิขสิทธิ์บอลโลกพุ่งทะยาน ฟีฟ่ากำลังทำให้ฟุตบอลโลกเป็น
"คอนเทนต์บันเทิงเชิงพาณิชย์ 100%"
เช่นเดียวกับการแข่งขันซูเปอร์โบล์ ต่างจากเจตนาดั้งเดิมที่มุ่งให้เป็นกีฬาที่คนทั้งโลกมีส่วนร่วม
ในขณะที่ฟรีทีวีมีกำลังซื้อลดลง อำนาจซื้อไปตกอยู่กับกลุ่ม Pay TV, Streaming และ OTT ประเทศไทยเล็กเกินกว่าจะไปต่อรองกับฟีฟ่าได้อย่างจีนหรืออินเดีย
กสทช. ต้องปรับเปลี่ยนกฎ Must Have ให้เหมาะสมกับบริบทที่เปลี่ยนไป สร้างความสมดุลของกลไกตลาด แต่ "ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง" ส่งเสริมกิจการในกำกับดูแลในขณะที่รักษาประโยชน์สาธารณะ ฟุตบอลโลกต้องไม่ใช่ข้อต่อรองทางธุรกิจ ที่บีบให้คนไทยต้องควักกระเป๋าจ่ายในยุคที่เศรษฐกิจฝืดเคือง
ถอดกฎ Must Have = ลอยแพประชาชน
หลายคนเสนอทางออกง่ายๆ ว่า "ก็ถอดบอลโลกออกจากกฎ Must Have ไปเลยสิ!" ปล่อยให้เป็นไปตามกลไกการตลาด ใครอยากดูก็จ่ายเงิน ใครไม่มีเงินก็ไม่ต้องดู
ในฐานะที่เคยเป็น กสทช. และรับผิดชอบโดยตรง ผมคิดว่าการแก้ปัญหาแบบนี้ "มักง่ายเกินไป" การมี กสทช. ก็ไม่เกิดประโยชน์ เพราะมันคือการลอยแพประชาชนให้เผชิญกับระบบตลาดทุนโดยลำพัง ไร้ซึ่งตาข่ายรองรับ (Safety Net) ทอดทิ้งกลุ่มเปราะบาง ตัดโอกาสการใช้บอลโลกส่งเสริมกีฬาไทย สร้างแรงจูงใจแก่เยาวชน
ทางออกที่ "วิน-วิน" (ไม่ต้องยกเลิก แต่ต้องปรับเปลี่ยน)
แทนที่จะทอดทิ้งคนรากหญ้า เราสามารถนำโมเดลที่ประสบความสำเร็จในต่างประเทศมาปรับใช้ โดยแบ่งการถ่ายทอดสดออกเป็น 2 ระดับครับ:
กลุ่มที่ 1 (ต้องดูฟรี): แมตช์สำคัญ เช่น นัดเปิดสนาม, รอบรองฯ, รอบชิงฯ หรือนัดที่ทีมชาติไทยลงแข่ง กลุ่มนี้ต้อง "บังคับ" เผยแพร่ผ่านฟรีทีวี เพื่อให้ทุกคนเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม
กลุ่มที่ 2 (ให้สิทธิ์หารายได้): นัดอื่นๆ ที่เหลือ เปิดให้เอกชน (Pay TV/ Streaming/ OTT) ซื้อลิขสิทธิ์ไปฉายแบบ Exclusive เพื่อหารายได้จากค่าสมาชิกอย่างเต็มที่ แต่มีข้อแม้ว่า: ต้องทำไฮไลท์ความยาวอย่างน้อย 5 นาที มาฉายทางฟรีทีวีให้คนไทยได้ติดตามในภายหลัง
โมเดลนี้ไม่เพียงกระตุ้นให้เอกชนอยากเข้ามาลงทุน แต่ยังรักษาสิทธิของคนตัวเล็กตัวน้อยไปพร้อมๆ กัน
กสทช. เป็นองค์กรที่ใช้งบประมาณจำนวนมากไปกับงานวิจัย การศึกษา และดูงานต่างประเทศ ควรนำแนวทางที่เป็นสากลเหล่านี้มาปรับใช้เพื่อสร้างความสมดุลในอุตสาหกรรม และสร้างโอกาสให้คนในชาติ
ลองจินตนาการ...คิดแบบโลกสวย ถ้ารอบหน้าทีมชาติไทยทะลุไปบอลโลกรอบสุดท้ายได้จริงๆ หรือ ถ้าในอนาคต คณะกรรมการโอลิมปิกสากล (IOC) ปรับทิศทางไปเหมือนกับฟีฟ่า เราจะได้ไม่ต้องมานั่งหน้าดำคร่ำเครียด หาเงินภาษีไปจ่ายค่าลิขสิทธิ์มหาศาลเพื่อให้คนไทยได้เชียร์โดยทั่วถึงและเท่าเทียม
ผมคิดว่าถึงเวลาแล้วที่ กสทช. ต้องแสดงศักยภาพในการกำหนดทิศทางเพื่อปกป้องสิทธิของคนไทยทุกคนอย่างแท้จริง
คิดว่าการแบ่งถ่ายทอดสดเป็น 2 ระดับแบบนี้ เป็นทางออกที่จะช่วยให้วงการทีวีไทยเดินหน้าต่อ โดยที่คนไทยไม่ถูกทิ้งไว้ข้างหลังหรือไม่?.







