thansettakij
thansettakij
สรุป 6 เหตุผล 'ถ่ายทอดสดบอลโลก 2026' เมื่อไทยเมินซื้อลิขสิทธิ์ 1.7 พันล้าน

สรุป 6 เหตุผล 'ถ่ายทอดสดบอลโลก 2026' เมื่อไทยเมินซื้อลิขสิทธิ์ 1.7 พันล้าน

19 พ.ค. 69 | 06:52 น.
อัปเดตล่าสุด :19 พ.ค. 69 | 07:07 น.

เปิด 6 ชนวนเหตุ หลังรัฐบาลไทย “ถอยกรูด” ดีลลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดฟุตบอลบอลโลก 2026 ราคา 1,700 ล้านบาท เมื่อไทม์โซนตี 3 ทำพิษ เอกชนเมินหนุน และกฎ Must Have สิ้นฤทธิ์ เจาะลึกบทสรุปที่อาจจบลงด้วยการ “ไม่ซื้อ” เพื่อเซฟภาษีประชาชน

KEY

POINTS

  • ค่าลิขสิทธิ์มีราคาสูงถึง 1,700 ล้านบาท ซึ่งถูกมองว่าไม่คุ้มค่าและสามารถนำงบประมาณไปใช้พัฒนาวงการฟุตบอลไทยในระยะยาวได้ดีกว่า
  • เวลาแข่งขันส่วนใหญ่อยู่ในช่วงเช้ามืดของไทย (03.00 - 09.00 น.) ซึ่งไม่เอื้อต่อการสร้างรายได้จากโฆษณาและการรับชมของคนทั่วไป
  • กสทช. ได้มีมติถอดฟุตบอลโลกออกจากกฎ Must Have ทำให้รัฐบาลไม่มีความจำเป็นทางกฎหมายที่ต้องจัดซื้อลิขสิทธิ์เพื่อให้ประชาชนรับชมฟรี
  • บทเรียนจากปัญหา "จอดำ" ในปี 2022 และการที่ชาติอื่นในเอเชียอย่างจีนและอินเดียปฏิเสธราคาที่สูงเกินจริง ทำให้ภาครัฐระมัดระวังมากขึ้น

ท่ามกลางกระแสความตื่นตัวของแฟนบอลทั่วโลกต่อการขยายจำนวนทีมแข่งขันใน ฟุตบอลโลก 2026 จาก 32 เป็น 48 ทีม

แต่ในมุมมองของทำเนียบรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในไทย มหกรรมครั้งนี้กำลังถูกตั้งคำถามถึง “ความคุ้มค่า” อย่างรุนแรง บทเรียนราคาแพงจากปี 2022 บวกกับปัจจัยลบทางธุรกิจและข้อกฎหมายที่เปลี่ยนไป ทำให้ลิขสิทธิ์ครั้งนี้กลายเป็น “ของร้อน” ที่ไม่มีใครกล้าแตะ

ฐานเศรษฐกิจ รวบรวมข้อมูลจากทุกมุมมองได้ 6 เหตุผล ที่นำไปสู่ปลายทางเพื่อให้เห็นว่าทำไมลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลก 2026 จึงไม่น่าซื้อในมุมของประเทศไทย

กำแพง 1,700 ล้าน: ภาษีประชาชนกับตัวเลือกที่ยั่งยืนกว่า

ตัวเลขกลมๆ ที่รัฐบาลไทยต้องเผชิญในครั้งนี้พุ่งสูงถึง 1,700 ล้านบาท โดยเป็นค่าลิขสิทธิ์ 1,300 ล้านบาท ภาษีอีก 300 ล้านบาท และค่าดำเนินการทางเทคนิค 100 ล้านบาท

ซึ่ง นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ให้ทัศนะที่น่าสนใจถึงการนำเงินจำนวนนี้ไปใช้พัฒนาฟุตบอลไทยในระยะยาวว่า

“วงเงิน 1,700 ล้านบาท ซึ่งเงินจำนวนนี้อาจนำไปพัฒนาได้หลายปี... เชื่อว่าปีหนึ่งไม่เกิน 200-300 ล้านบาท จะส่งเสริมให้ฟุตบอลในประเทศเกิดความยั่งยืน ดังนั้น การจะใช้เงิน 1,700 ล้านบาท จึงต้องทบทวนให้เกิดความละเอียดมากขึ้น”

“Time zone” อุปสรรคใหญ่ที่ฆ่าโมเดลธุรกิจโฆษณา

ความต่างของเวลาระหว่างอเมริกาเหนือและไทย ทำให้แมตช์ส่วนใหญ่เตะในช่วง 03.00 - 09.00 น. ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ยากต่อการสร้างเม็ดเงินโฆษณาและการรวมตัวสังสรรค์

นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุชัดเจนถึงเหตุผลที่รัฐบาลอาจต้อง “ทิ้งไพ่” ในครั้งนี้

“ราคาที่ฟีฟ่าเสนอให้เราซื้อ ก็ไม่สามารถอธิบายกับประชาชนได้ ถ้าเป็นราคาที่ไม่ยุติธรรมเราขอเก็บเงินไปทำอย่างอื่น บอลโลกรัฐบาลก็อยากสนับสนุน เพราะเป็นการปลูกฝังและกระตุ้นเตือนฟุตบอลในไทยให้เยาวชน แต่ตอนนี้อาจจะยังไม่คุ้มค่าพอ”

ปลดล็อกกฎ Must Have: สิ้นสุดพันธะ “ดูฟรี” ของรัฐ

ในอดีต กฎ Must Have ของ กสทช. เป็นตัวบีบให้รัฐต้องหาทางนำบอลโลกมาให้คนไทยดูฟรี

แต่ในปี 2567 กสทช. ได้มีมติ 7:0 ถอดฟุตบอลโลกออกจากกฎนี้แล้ว ทำให้รัฐบาลไม่มีความจำเป็นทางกฎหมายที่ต้องแบกภาระ

โดย นายประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา อดีตกรรมการ กสทช. ได้ให้คำเตือนและข้อเสนอแนะว่า

“ในเมื่อเงื่อนไขบังคับทางกฎหมายไม่มีผลผูกพันอีกต่อไป การใช้งบประมาณจากภาครัฐเพื่อซื้อลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดจึงไม่มีความจำเป็นและไม่เหมาะสม... ควรเปิดทางให้ภาคเอกชนเป็นผู้รับความเสี่ยงและดำเนินการจัดซื้อลิขสิทธิ์ด้วยตนเอง”

บาดแผล “จอดำ” และรอยร้าวปี 2022

มหากาพย์เงิน "กองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม เพื่อประโยชน์สาธารณะ" หรือ กองทุน กทปส. 600 ล้านบาท ในปี 2022 ที่จบลงด้วยเหตุการณ์ “จอดำ”

และความไม่เท่าเทียมในการจัดสรรสิทธิ์ให้เอกชนรายเดียว ยังคงเป็นบาดแผลใหญ่ในใจสังคม ทำให้ครั้งนี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี ยืนยันหนักแน่นว่าจะไม่มีการใช้เงินแผ่นดิน:

“ไม่ได้ใช้เงินของแผ่นดิน หรือเงินงบประมาณ รัฐบาลจะพยายาม Best Effort แต่รัฐบาลประสานงานให้ผู้ที่แสดงเจตจำนงที่จะทำให้มันเกิดขึ้นช่วยอำนาจความสะดวกทุกอย่าง”

บทเรียนจากจีนและอินเดีย: สัญญาณถอยของเอเชีย

ด้วยความพยายามของฟีฟ่า ที่เพิ่มทีมและแมตช์เพื่อโก่งราคา ได้รับการตอบโต้จากมหาอำนาจในเอเชียอย่าง จีนและอินเดีย ที่ต่างปฏิเสธราคาตั้งต้น

จนในที่สุดฟีฟ่าต้องยอมลดค่าลิขสิทธิ์ให้จีนถึง 80% เหลือไม่ถึง 2,000 ล้านบาท เนื่องจากปัจจัยเรื่องเวลาที่ต่างกันถึง 15 ชั่วโมง

แม้ว่าจะยังไม่ได้ข้อสรุปสุดท้ายว่าประเทศไทยจะมีเอกชนรายใดสนใจซื้อลิขสิทธิ์หรือไม่ แต่เมื่อความคลั่งไคล้ฟุตบอลของคนไทยถูกฟีฟ่าประเมินเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจที่สูงเกินจริง ผนวกกับสถานการณ์เศรษฐกิจที่ฝืดเคือง

ลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลก 2026 หากฟีฟ่าไม่ยอมถอยราคาลงมาในระดับที่ "อธิบายสังคมได้" คนไทยอาจต้องเผชิญกับปรากฏการณ์ "จอดำ" ครั้งประวัติศาสตร์ เพื่อรักษาเสถียรภาพเงินภาษีของชาติไว้ในด้านที่จำเป็นกว่า