
คนไทยจะได้ดูบอลโลก? ย้อนรอยค่าลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสด FIFA World Cup
ไขคำตอบ คนไทยจะได้ดู"ฟุตบอลโลกไหม" ? พร้อมเจาะค่าลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสด FIFA World Cup ย้อนหลัง ไทยต้องจ่ายเท่าไรถึงได้ดูบอล
KEY
POINTS
- คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้ตั้ง 7 หน่วยงานเพื่อเตรียมการถ่ายทอดสด และมีรายงานว่าได้อนุมัติงบประมาณ 1,300 ล้านบาทสำหรับซื้อลิขสิทธิ์
- ค่าลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลกของไทยมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
- ปัจจัยที่ทำให้ค่าลิขสิทธิ์ของไทยมีราคาสูงมาจากความนิยมในกีฬาฟุตบอล, อำนาจการซื้อ และจำนวนนัดการแข่งขันที่เพิ่มขึ้นเป็น 104 นัด
การแข่งขันฟุตบอลโลก 2026 FIFA World Cup 2026 ที่สหรัฐอเมริกา ,แคนาดา และเม็กซิโกเป็นเจ้าภาพร่วม เตรียมจะระเบิดศึกความมันส์กันระหว่างวันที่ 11 มิถุนายน 2569 ไปจนถึง 19 กรกฎาคม 2569 ในส่วนของการถ่ายทอดสด ที่หลายคนตั้งคำถามว่า คนไทยจะได้ดูไหม จะได้ดูฟรีเหมือนทุกครั้งหรือเปล่า ข้อมูลล่าสุดจากที่ประชุมครม.วันนี้ (13 พ.ค.69)ระบุให้ 7 หน่วยงานไปปรึกษาหารือรับไม้ต่อเพื่อวางแผนร่วมกัน ให้คนไทยได้รับชมการถ่ายทอดสดบอลโลกในครั้งนี้
ย้อนกลับไปช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ข่าวความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดบอลโลกของไทยมีออกมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเมื่อ "นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย" ได้ให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 5 พ.ค.69 โดยระบุชัดเจนว่า "ฟุตบอลโลก 2026 ทุกรัฐบาลก็ต้องทำให้คนไทยได้ดู ซึ่งรัฐบาลนี้ก็ไม่มีข้อยกเว้น ก็ต้องทำได้เหมือนทุกรัฐบาลที่ผ่านมา ส่วนวิธีการจะทำอย่างไรนั้น ก็ค่อยมาว่ากัน"
ต่อมาในวันที่ 12 พ.ค.ที่ผ่านมา "นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย"ก็ได้ให้สัมภาษณ์อีกครั้ง โดยระบุว่า “รัฐบาลจะพยายามทำให้ดีที่สุด ซึ่งครม.ได้รับทราบและให้กรมประชาสัมพันธ์ ประสานงานและร่วมมือกับทาง กสทช. และผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด พยายามทำให้เกิดขึ้นให้ได้เหมือนทุกครั้ง
อนึ่งมีรายงานว่า ที่ประชุมครม.เมื่อวันที่ 12 พ.ค.69 ได้มีมติอนุมัติงบประมาณจำนวน 1,300 ล้านบาท สำหรับการซื้อลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก 2026 และข้อมูลความคืบหน้าล่าสุดในวันนี้ 13 พ.ค.69 ครม.ได้ตั้ง 7 หน่วยงานเพื่อเตรียมการถ่ายทอดสดบอลโลก โดยมีกรมประชาสัมพันธ์เป็นหน่วยงานหลัก และประสานกับหน่วยงานอื่นๆ (คลิกดูรายละเอียดหน้าที่ของทั้ง 7 หน่วยงาน)
ย้อนรอยค่าลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดฟุตบอลโลกของไทย
- ปี 2002 +2006 มูลค่า 337.5 ล้านบาท
- ปี 2010 -2014 มูลค่า 427 ล้านบาท
- ปี 2018 มูลค่า 1,141 ล้านบาท
- ปี 2022 มูลค่า 1,400 ล้านบาท
- ปี 2026 มูลค่า 1,300 ล้านบาท
ค่าลิขสิทธิ์บอลโลกไทย เทียบเพื่อนบ้าน-เอเชีย ทำไมแพง
สำหรับค่าลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก 2026 ของไทย เมื่อเปรียบเทียบกับเพื่อนบ้านจะพบว่า มีราคาแพงกว่าหลายประเทศ โดยข้อมูลจากสำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ในส่วนของเวียดนาม ช่อง VTV มีการซื้อลิขสิทธิ์ในราคาประมาณ 550 ล้านบาท ส่วนของสิงคโปร์ ไม่เปิดเผยข้อมูล แต่โมเดลในการรับชมจะเป็นลักษณะ Pay per View โดยคนดูจ่ายประมาณ 2,600 -3,100 บาท ขณะที่เกาหลีใต้ จ่ายค่าลิขสิทธิ์สูงกว่า 4,600 ล้านบาท เนื่องจากมีการแข่งขันสูงระหว่างสถานีต่างๆ ส่วนกัมพูชา ประเทศเพื่อนบ้านของไทย ก็มีรายงานว่าปีดดีลการซื้อลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดเป็นที่เรียบร้อย
อย่างไรก็ตาม ยังมีอีกหลายประเทศที่ยังไม่ได้บทสรุปของการซื้อลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสด ไม่ว่าจะเป็น 2 ประเทศใหญ่อย่าง จีน ที่รายงานข่าวระบุว่า ฟีฟ่าลดราคาลิขสิทธิ์อยู่ที่ 3,800 -4,800 ล้านบาท และอินเดีย โดยเฉพาะอินเดีย ที่ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ฟีฟ่า ได้ยอมหั่นราคาจาก 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เหนือเพียง 35 ดอลลาร์สหรัฐ แต่ก็ยังไม่ปิดดีลเนื่องจากความนิยมในกีฬาฟุตบอลน้อยกว่าคริกเก็ตนั้นเอง ส่วนประเทศอื่นๆในแถบอาเซียนที่ยังไม่ได้บทสรุปของการซื้อลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดบอลโลกก็มีมาเลเซีย ที่อยู่ระหว่างการเจรจา ส่วนลาว เมียนมา บรูไน ยังไม่มีข้อมูลในส่วนนี้
ปัจจัยที่ทำให้ค่าลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดฟุตบอลโลกของไทยที่แพงกว่าประเทศอื่นๆ ข้อมูลจากฟีฟ่าระบุว่า ค่าลิขสิทธิ์ไม่ได้ตั้งตามประชากรของประเทศนั้นๆ แต่พิจารณาจาก "ความคลั่งไคล้"ในเกมกีฬาฟุตบอล และ "อำนาจการซื้อ"ในส่วนของไทย ฟีฟ่ามองว่าเป็นประเทศในกลุ่มที่มีดีมานด์การรับชมสูง
นอกจากนั้นแล้ว กฎ Must Have ที่กำหนดให้บอลโลกเป็น 1 ใน 7 กีฬาที่คนไทยต้องดูฟรี ทำให้ฟีฟ่าประเมินว่า รัฐฯต้องหาเงินมาซื้อลิขสิทธิ์เพื่อถ่ายทอดสดให้ประชาชนได้ดู (ปัจจุบันมีการถอดฟุตบอลโลกออกจากกฎ Must Have แล้ว) ส่วนปัจจัยอื่นๆที่ประเมินว่ามีผลต่อราคาลิขสิทธิ์ในการถ่ายทอดสดในปีนี้ คือจำนวนนัดที่เพิ่มมากขึ้น เพราะแต่เดิมแข่ง 64 นัด แต่เนื่องจากฟุตบอลโลก 2026 เพิ่มจำนวนทีมเข้ามาเป็น 48 ทีมทำให้จำนวนนัดที่เตะเพิ่มมาเป็น 104 นัด
เปิดฉากบอลโลก 12 มิ.ย.69 เม็กซิโก VS แอฟริกาใต้
อนึ่งฟุตบอลโลก 2026 FIFA World Cup 2026 มี 48 ทีมเข้าร่วมแข่งขัน โดยแบ่งออกเป็น 12 กลุ่ม โดยนัดประเดิมสนามจะมีขึ้นในวันศุกร์ที่ 12 มิถุนายน 2569 (คืนวันพฤหัสบดี)โดยจะเป็นการพบกันระหว่าง เม็กซิโก (กลุ่ม A ) VS แอฟริกาใต้ (กลุ่มA)แข่งขันกันที่สนาม เม็กซิโก ซิตี้ สเตเดี้ยม ทั้งนี้สามารถตรวจสอบข้อมูลรายละเอียด การแบ่งกลุ่มได้ที่นี่
กลุ่ม A
- เม็กซิโก (Mexico)
- แอฟริกาใต้ (South Africa)
- เกาหลีใต้ (Korea Republic)
- สาธารณรัฐเช็ก (Czechia)
กลุ่ม B
- แคนาดา (Canada)
- บอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา (Bosnia and Herzegovina)
- กาตาร์ (Qatar)
- สวิตเซอร์แลนด์ (Switzerland)
กลุ่ม C
- บราซิล (Brazil)
- โมร็อกโก (Morocco)
- เฮติ (Haiti)
- สกอตแลนด์ (Scotland)
กลุ่ม D
- สหรัฐอเมริกา (USA)
- ปารากวัย (Paraguay)
- ออสเตรเลีย (Australia)
- ตุรกี (Türkiye)
กลุ่ม E
- เยอรมนี (Germany)
- คูราเซา (Curaçao)
- ไอวอรี่โคสต์ (Côte d'Ivoire)
- เอกวาดอร์ (Ecuador)
กลุ่ม F
- เนเธอร์แลนด์ (Netherlands)
- ญี่ปุ่น (Japan)
- สวีเดน (Sweden)
- ตูนิเซีย (Tunisia)
กลุ่ม G
- เบลเยียม (Belgium)
- อียิปต์ (Egypt)
- อิหร่าน (Iran)
- นิวซีแลนด์ (New Zealand)
กลุ่ม H
- สเปน (Spain)
- เคปเวิร์ด (Cabo Verde)
- ซาอุดีอาระเบีย (Saudi Arabia)
- อุรุกวัย (Uruguay)
กลุ่ม I
- ฝรั่งเศส (France)
- เซเนกัล (Senegal)
- อิรัก (Iraq)
- นอร์เวย์ (Norway)
กลุ่ม J
- อาร์เจนตินา (Argentina)
- แอลจีเรีย (Algeria)
- ออสเตรีย (Austria)
- จอร์แดน (Jordan)
กลุ่ม K
- โปรตุเกส (Portugal)
- สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก (Congo DR)
- อุซเบกิสถาน (Uzbekistan)
- โคลอมเบีย (Colombia)
กลุ่ม L
- อังกฤษ (England)
- โครเอเชีย (Croatia)
- กานา (Ghana)
- ปานามา (Panama)







