thansettakij
thansettakij
ย้อนรอยมหากาพย์ 600 ล้าน ถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก 2022 จากจอดำ สู่รอยร้าวใน กสทช.

ย้อนรอยมหากาพย์ 600 ล้าน ถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก 2022 จากจอดำ สู่รอยร้าวใน กสทช.

13 พ.ค. 69 | 06:14 น.
อัปเดตล่าสุด :13 พ.ค. 69 | 07:44 น.

ฟุตบอลโลกถูกถอดออกจากกฎ Must Have แต่ไทยยังจะซื้อลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสด ท่ามกลางบทเรียนจากปี 2022 ที่กลายเป็นมหากาพย์ “จอดำ” ข้อพิพาทลิขสิทธิ์ และรอยร้าวภายใน กสทช.

KEY

POINTS

  • กสทช. อนุมัติเงิน 600 ล้านบาทจากกองทุนสาธารณะเพื่อช่วยซื้อลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลก 2022 แต่การจัดสรรสิทธิ์กลับเอื้อประโยชน์ให้เอกชนรายเดียว (ทรู) อย่างไม่เป็นธรรม แม้จะร่วมลงทุนเพียงส่วนน้อย
  • สัญญาที่ขัดแย้งกันนำไปสู่เหตุการณ์ "จอดำ" บนแพลตฟอร์ม IPTV หลายค่าย ทำให้ประชาชนไม่สามารถรับชมการถ่ายทอดสดได้ทั่วถึง แม้จะใช้งบประมาณจากภาครัฐซึ่งสร้างความไม่พอใจในวงกว้าง
  • มหากาพย์ครั้งนี้ก่อให้เกิดความขัดแย้งและรอยร้าวภายในองค์กร กสทช. เอง จนมีการตั้งคณะกรรมการสอบสวน และนำไปสู่การตัดสินใจถอดฟุตบอลโลกออกจากกฎ Must Have เพื่อป้องกันปัญหาซ้ำรอยในอนาคต

ฟุตบอลโลก 2026 ที่จะจัดขึ้นใน 3 ชาติเจ้าภาพ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา แคนาดา และเม็กซิโก กำลังกลายเป็นโจทย์ใหญ่ของวงการโทรทัศน์ไทยอีกครั้ง ท่ามกลางคำถามสำคัญว่า “คนไทยจะได้ดูฟรีหรือไม่” หลังสำนักงาน สำนักงาน กสทช. ตัดสินใจถอด “ฟุตบอลโลก” ออกจากกฎ Must Have ไปแล้วในปี 2567 ทำให้รัฐไม่มีภาระเชิงนโยบายเหมือนในอดีต ที่ต้องผลักดันให้ประชาชนเข้าถึงการถ่ายทอดสดฟรีทุกนัด

สถานการณ์ครั้งนี้แตกต่างจากบอลโลก 2022 อย่างสิ้นเชิง เพราะนอกจากต้นทุนลิขสิทธิ์ที่มีแนวโน้มสูงขึ้นต่อเนื่องแล้ว โมเดลธุรกิจการถ่ายทอดสดกีฬาโลกก็เปลี่ยนไปอย่างมาก ผู้ถือสิทธิ์ระดับโลกต้องการขายสิทธิ์แยกแพลตฟอร์ม ทั้งฟรีทีวี IPTV OTT และสตรีมมิ่ง เพื่อเพิ่มมูลค่าทางธุรกิจ ขณะที่ประเทศไทยเพิ่งผ่านบาดแผลครั้งใหญ่จากกรณี “จอดำบอลโลก” เมื่อ 4 ปีก่อน

 

กสทช.มีมติ 7:0 ให้ถอดการถ่ายทอดสดฟุตบอลโลกออกจากกฎ Must Have

 

ยิ่งไปกว่านั้น ฟุตบอลโลก 2026 ยังแข่งขันในทวีปอเมริกาเหนือ ซึ่งมี Time Zone ห่างจากไทยมาก ทำให้เวลาแข่งขันส่วนใหญ่ตกอยู่ในช่วงดึกจนถึงเช้า ตั้งแต่ 23.00 น., 02.00 น., 05.00 น. ไปจนถึง 08.00-11.00 น. ตามเวลาไทย จนหลายฝ่ายเริ่มตั้งคำถามว่า หากต้องใช้เงินมหาศาลอีกครั้ง การลงทุนซื้อลิขสิทธิ์จะยัง “คุ้มค่า” หรือไม่

ย้อนอดีต “ค่าโง่ 600 ล้าน” บอลโลก 2022

ย้อนกลับไปก่อนฟุตบอลโลก 2022 ที่กาตาร์ ไทยเกือบไม่มีผู้ซื้อลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสด เนื่องจาก FIFA ตั้งราคาสูงกว่า 1,400 ล้านบาท ขณะที่ฟุตบอลโลกยังอยู่ภายใต้กฎ Must Have ของ กสทช. ที่กำหนดให้ประชาชนต้องเข้าถึงการถ่ายทอดสดฟรี ส่งผลให้เกิดแรงกดดันมหาศาลต่อภาครัฐ และท้ายที่สุด กสทช. อนุมัติเงินจากกองทุน กทปส. จำนวน 600 ล้านบาท ให้ การกีฬาแห่งประเทศไทย นำไปสนับสนุนค่าลิขสิทธิ์

ปัญหาเริ่มต้นขึ้นเมื่อ MOU ระหว่าง กสทช. กับ กกท. ลงวันที่ 14 พฤศจิกายน 2565 ระบุชัดว่า การถ่ายทอดสดฟุตบอลโลกต้องเผยแพร่ได้ “ทุกช่องทาง” หรือไม่จำกัดระบบการรับส่งสัญญาณ ซึ่งย่อมรวมถึง IPTV และ OTT ด้วย แต่เพียง 5 วันต่อมา กกท. กลับทำ MOU อีกฉบับกับ True Corporation โดยระบุเงื่อนไขว่า “ไม่ให้ถ่ายทอดผ่าน IPTV” พร้อมให้ทรูถือสิทธิ์บางส่วนแบบ “แต่เพียงผู้เดียว”

 

โครงสร้างการซื้อลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดฟุตบอลโลกปี 2022

 

แม้ทรูจะสนับสนุนเงินเพียงราว 300 ล้านบาท หรือประมาณ 21.4% ของต้นทุนทั้งหมด แต่กลับได้สิทธิ์มหาศาล ทั้งสิทธิ์ถ่ายทอดฟรีทีวี 32 นัดจาก 64 นัด พร้อมสิทธิ์เลือกคู่ถ่ายทอดเอง รวมถึงสิทธิ์ IPTV และ OTT ครบทั้ง 64 นัด ส่งผลให้ผู้ประกอบการทีวีรายอื่นต้องจับฉลากแบ่งคู่ถ่ายทอด หลายช่องได้เพียง 1-2 นัดเท่านั้น จนถูกวิจารณ์ว่าเป็น “ดีลที่คุ้มค่ามหาศาล” สำหรับเอกชนรายเดียว

จากลิขสิทธิ์บอลโลก สู่รอยร้าวใน กสทช.

ผลจาก MOU ที่ขัดกันเอง นำไปสู่เหตุการณ์ “จอดำ” บอลโลก 2022 เมื่อทรูยื่นฟ้องผู้ให้บริการ IPTV และ OTT หลายรายต่อศาลทรัพย์สินทางปัญญา โดยอ้างว่าตนได้รับสิทธิ์เผยแพร่การแข่งขัน “แต่เพียงผู้เดียว” ในประเทศไทย ก่อนที่ศาลจะมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวบางส่วน ส่งผลให้ผู้ใช้งานกล่อง IPTV หลายค่าย เช่น AIS Playbox, 3BB และ NT ไม่สามารถรับชมการแข่งขันได้ในบางช่วงเวลา

เหตุการณ์ดังกล่าวกลายเป็นดราม่าระดับประเทศ เพราะสังคมตั้งคำถามทันทีว่า หากใช้เงินสาธารณะจากกองทุน กทปส. ถึง 600 ล้านบาท เหตุใดประชาชนจึงยังดูบอลโลกไม่ได้ทุกแพลตฟอร์ม และที่สำคัญคือ “กฎ Must Carry” ของ กสทช. ซึ่งกำหนดว่าหากเป็นฟรีทีวี ทุกแพลตฟอร์มต้องเผยแพร่ต่อได้ ห้ามจอดำ นั้นยังมีความหมายอยู่หรือไม่

 

กรณีที่เกิดขึ้นจากการถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก 2022

 

มหากาพย์บอลโลกครั้งนั้นไม่ได้จบเพียงเรื่องลิขสิทธิ์ แต่ลุกลามกลายเป็นรอยร้าวภายใน กสทช. เอง มีทั้งการตั้งคณะตรวจสอบการใช้งบกองทุน กทปส. ปมร้องเรียนเรื่องการจัดสรรสิทธิ์ไม่เป็นธรรม รวมถึงคดีความที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติหน้าที่ของผู้บริหารและกรรมการ กสทช. ก่อนที่ท้ายที่สุด กสทช. จะตัดสินใจถอด “ฟุตบอลโลก” ออกจากกฎ Must Have ในปี 2568 เพื่อลดปัญหาข้อพิพาทซ้ำซ้อนในอนาคต

 

ตารางเวลาการถ่ายทอดสดเป็นเวลาไทยที่ชี้ให้เห็นว่าการลงทุนถ่ายทอดสดอาจไม่คุ้มค่า

 

บอลโลก 2026 ประวัติศาสตร์จะซ้ำรอยหรือไม่

แม้เวลาจะผ่านมาหลายปี แต่คำถามสำคัญกำลังกลับมาอีกครั้ง เมื่อฟุตบอลโลก 2026 กำลังจะเริ่มต้น และประเทศไทยยังไม่มีความชัดเจนเรื่องผู้ถือลิขสิทธิ์ ขณะที่ต้นทุนลิขสิทธิ์ระดับโลกมีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อย ๆ ในยุคที่แพลตฟอร์มสตรีมมิ่งและ OTT กลายเป็นสนามแข่งขันหลักของธุรกิจคอนเทนต์กีฬา

อย่างไรก็ตาม ความต่างสำคัญของบอลโลก 2026 คือ “เวลาแข่งขัน” ที่อาจไม่เอื้อต่อผู้ชมไทยเหมือนบอลโลก 2022 ที่กาตาร์ เพราะการแข่งขันส่วนใหญ่จะเตะในช่วงดึกถึงเช้าตามเวลาไทย โดยรอบแบ่งกลุ่มจำนวนมากอยู่ในช่วง 23.00 น., 02.00 น., 05.00 น. และ 08.00-11.00 น. ซึ่งกระทบทั้งฐานผู้ชม การขายโฆษณา และเรตติ้งโทรทัศน์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

นั่นทำให้หลายฝ่ายเริ่มประเมินว่า หากต้องใช้เงินระดับพันล้านบาทอีกครั้ง การลงทุนซื้อลิขสิทธิ์บอลโลกอาจไม่คุ้มค่าเหมือนในอดีตอีกต่อไป โดยเฉพาะในวันที่ฟุตบอลโลกไม่อยู่ในกฎ Must Have แล้ว และภาครัฐเองก็อาจไม่ต้องการย้อนกลับไปเผชิญ “มหากาพย์ 600 ล้าน” ซ้ำอีกครั้งในปี 2026.