
3 สัญญาณเตือน ‘เหนื่อยง่าย ซีด แน่นท้อง’ เสี่ยงป่วยโรคพังผืดในไขกระดูก
สัญญาณเตือนที่มักถูกมองข้าม ‘เหนื่อยง่าย ซีด แน่นท้อง’ อาการธรรมดาที่อาจนำไปสู่ “โรคพังผืดในไขกระดูก” (MF) การวินิจฉัย พร้อมแนวทางการรักษา
KEY
POINTS
- โรคพังผืดในไขกระดูก (Myelofibrosis) เป็นมะเร็งเม็ดเลือดชนิดหายากที่เกิดจากความผิดปกติในไขกระดูก ทำให้การสร้างเม็ดเลือดผิดปกติ
- สัญญาณเตือนสำคัญ 3 กลุ่ม ได้แก่ ภาวะโลหิตจาง (เหนื่อยง่าย, อ่อนเพลีย), ภาวะม้ามโต (แน่นท้อง, อิ่มเร็ว) และอาการอักเสบในร่างกาย (ไข้ต่ำ, เหงื่อออกกลางคืน, น้ำหนักลด)
- อาการเหนื่อยง่ายและซีดเกิดจากภาวะโลหิตจาง ส่วนอาการแน่นท้องเกิดจากม้ามที่ขยายใหญ่ขึ้นจนไปกดเบียดกระเพาะอาหาร
- เนื่องจากอาการเริ่มแรกไม่จำเพาะเจาะจงและคล้ายโรคทั่วไป หากพบความผิดปกติดังกล่าวควรรีบปรึกษาแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยที่ถูกต้อง ซึ่งต้องอาศัยการตรวจไขกระดูกเพื่อยืนยันโรค
โรคพังผืดในไขกระดูก (Myelofibrosis: MF) มะเร็งโลหิตวิทยาชนิดหายากที่ส่งผลต่อกระบวนการสร้างเม็ดเลือดและการทำงานของร่างกาย ซึ่งอาการในระยะแรกมักไม่จำเพาะเจาะจง ทำให้ผู้ป่วยบางรายไม่ตระหนักถึงความผิดปกติ และอาจใช้เวลานานกว่าจะได้รับการวินิจฉัยที่ถูกต้อง
รู้จักโรค MF หายาก มักพบมากขึ้นตามอายุ
รศ. นพ. สุภร จันทร์จารุณี แพทย์ทางโลหิตวิทยา ตัวแทนชมรมแพทย์ที่ดูแลรักษาโรค Myelofibrosis เล่าให้ฟังว่า โรคพังผืดในไขกระดูก หรือ MF เป็นโรคในกลุ่มมะเร็งเม็ดเลือดชนิดหายาก (Myeloproliferative Neoplasms: MPN) ที่เกิดจากความผิดปกติของเซลล์ต้นกำเนิดในไขกระดูก ส่งผลให้การสร้างเซลล์เม็ดเลือดผิดปกติ และก่อให้เกิดพังผืดในไขกระดูก ซึ่งรบกวนกระบวนการสร้างเม็ดเลือดตามปกติของร่างกาย
โรคในกลุ่ม MPN ยังประกอบด้วยโรคเกล็ดเลือดสูงผิดปกติ (Essential Thrombocythemia: ET) และโรคเม็ดเลือดแดงมากผิดปกติ (Polycythemia Vera: PV) โดยผู้ป่วย ET หรือ PV บางรายอาจมีการดำเนินโรคไปสู่ MF ได้ ขณะที่ผู้ป่วย MF ประมาณร้อยละ 60–70 เกิดโรคขึ้นโดยไม่มีประวัติ ET หรือ PV มาก่อน
โรค MF พบได้ไม่บ่อยและมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นตามอายุ โดยข้อมูลจากการลงทะเบียนผู้ป่วยของชมรมผู้ป่วยโรค MPN ประเทศไทย ซึ่งดำเนินงานร่วมกับโรงเรียนแพทย์ 10 แห่ง เป็นระยะเวลา 4 ปี คาดว่าประเทศไทยมีผู้ป่วย MF ทั้งรายใหม่และผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่รวมกันไม่น้อยกว่า 500–700 คนทั่วประเทศ
“จำนวนผู้ป่วยที่ตรวจพบเพิ่มขึ้นในช่วงที่ผ่านมา ไม่ได้หมายความว่าโรคมีความชุกสูงขึ้นเสมอไป แต่อาจสะท้อนถึงความก้าวหน้าในการวินิจฉัย ความเชี่ยวชาญของแพทย์ และการเข้าถึงการตรวจไขกระดูกที่ดีขึ้น ทำให้สามารถค้นพบผู้ป่วยที่ในอดีตอาจไม่ได้รับการวินิจฉัย”
สัญญาณเตือนที่ไม่ควรมองข้าม
หนึ่งในความท้าทายของโรค MF คือยังไม่มีโปรแกรมตรวจคัดกรองเฉพาะโรคสำหรับประชาชนทั่วไปเป็นประจำทุกปี ผู้ป่วยบางรายจึงได้รับการวินิจฉัยเมื่อเริ่มมีอาการรบกวนการใช้ชีวิต หรือเมื่อตรวจพบความผิดปกติจากการตรวจสุขภาพ 3 กลุ่มอาการสำคัญ ได้แก่
1. ภาวะโลหิตจาง เช่น เหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย ไม่มีแรง หน้ามืด หรือวิงเวียน ซึ่งอาจส่งผลต่อการทำงานและการใช้ชีวิตประจำวัน
2. ภาวะม้ามโต เช่น แน่นท้อง อึดอัดบริเวณใต้ชายโครงซ้าย อิ่มเร็ว หรือรับประทานอาหารได้น้อยลง เนื่องจากม้ามที่ขยายใหญ่ขึ้นอาจกดเบียดกระเพาะอาหาร
3. อาการจากการอักเสบในร่างกาย เช่น มีไข้ต่ำ ๆ เหงื่อออกมากตอนกลางคืน น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ คันตามผิวหนัง และปวดกระดูก
“อาการเหล่านี้อาจดูเหมือนความผิดปกติทั่วไป แต่สามารถส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตได้อย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นความอ่อนเพลียที่ทำให้ทำกิจกรรมตามปกติได้ยาก อาการคันที่รบกวนการใช้ชีวิต หรือเหงื่อออกตอนกลางคืนจนพักผ่อนไม่เพียงพอ ผลกระทบไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับผู้ป่วย แต่ยังรวมถึงครอบครัวและผู้ดูแลด้วย”
ปัจจุบันแพทย์สามารถใช้แบบประเมินอาการ MPN-10 (MPN Symptom Assessment Form) ฉบับภาษาไทย เพื่อประเมินความรุนแรงของอาการสำคัญ 10 รายการ และติดตามผลกระทบของโรคต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย
ตรวจชัด วางแผนรักษาถูกทาง
อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยบางรายอาจยังไม่มีอาการชัดเจน แต่ตรวจพบความผิดปกติจากการตรวจสุขภาพ เช่น จำนวนเม็ดเลือดหรือเกล็ดเลือดผิดปกติ หรือพบม้ามโต หากพบความผิดปกติดังกล่าว ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยเพิ่มเติม
การวินิจฉัยโรค MF ต้องอาศัยการประเมินทางการแพทย์หลายด้านร่วมกัน เนื่องจากอาการและความผิดปกติของเม็ดเลือดอาจคล้ายคลึงกับโรคอื่น
รศ. นพ. สุภร บอกว่า การตรวจเลือดเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอต่อการยืนยันโรค แพทย์จำเป็นต้องพิจารณาผลการตรวจไขกระดูก (Bone Marrow Biopsy) เพื่อประเมินลักษณะเซลล์และระดับพังผืด ร่วมกับการตรวจการกลายพันธุ์ของยีนที่เกี่ยวข้อง โดยระดับพังผืดสามารถแบ่งเป็น MF-1, MF-2 และ MF-3 ตามความรุนแรง
เมื่อได้รับการวินิจฉัยแล้ว แพทย์จะประเมินความเสี่ยงของโรคโดยพิจารณาปัจจัยต่าง ๆ เช่น อายุ ความผิดปกติของเม็ดเลือด อาการทางคลินิก และการพบเซลล์ตัวอ่อนในกระแสเลือด เพื่อประกอบการวางแผนการรักษาและติดตามการดำเนินโรค
โรค MF มีความรุนแรงแตกต่างกันในผู้ป่วยแต่ละราย บางรายสามารถดำเนินชีวิตร่วมกับโรคได้เป็นเวลานาน ขณะที่ผู้ป่วยกลุ่มความเสี่ยงสูงอาจมีภาวะแทรกซ้อนรุนแรง รวมถึงความเสี่ยงที่โรคจะเปลี่ยนเป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเฉียบพลัน การติดตามอาการและประเมินความเสี่ยงอย่างต่อเนื่องจึงมีความสำคัญ
ความท้าทายในการเข้าถึงนวัตกรรม
ปัจจุบัน การรักษาโรค MF มีหลายแนวทาง โดยแพทย์จะพิจารณาตามระดับความเสี่ยง อาการ ความรุนแรงของโรค อายุ และสภาพร่างกายของผู้ป่วย
การปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือดเป็นแนวทางการรักษาที่มีโอกาสทำให้โรคหายขาดได้ แต่มีข้อจำกัดด้านความเหมาะสมของผู้ป่วย โดยเฉพาะผู้สูงอายุหรือผู้ที่มีโรคร่วมและสภาพร่างกายไม่พร้อม และมีความเสี่ยงที่อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนได้
สำหรับผู้ป่วยที่ไม่สามารถเข้ารับการปลูกถ่ายได้ แพทย์อาจพิจารณาการรักษาด้วยยาเพื่อควบคุมจำนวนเม็ดเลือด ลดอาการ และบรรเทาภาวะแทรกซ้อน รวมถึงการใช้ยามุ่งเป้าในผู้ป่วยที่มีข้อบ่งใช้เหมาะสม ซึ่งสามารถช่วยควบคุมอาการบางประการและบรรเทาอาการม้ามโตได้
อย่างไรก็ตาม การเข้าถึงทางเลือกการรักษายังคงเป็นความท้าทาย โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายของยานวัตกรรมและข้อจำกัดด้านสิทธิประโยชน์ในระบบสุขภาพ ซึ่งอาจส่งผลให้ผู้ป่วยบางกลุ่มไม่สามารถเข้าถึงการรักษาที่เหมาะสมได้อย่างทั่วถึง
“การพิจารณาขยายสิทธิประโยชน์ด้านการรักษาจำเป็นต้องอาศัยข้อมูลทางคลินิกควบคู่กับการประเมินความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์สาธารณสุข เพื่อสนับสนุนการจัดสรรทรัพยากรสุขภาพอย่างเหมาะสมและเป็นธรรมนอกจากนี้ ความเข้าใจเกี่ยวกับการจำแนกโรคและเกณฑ์การพิจารณาสิทธิประโยชน์ของระบบประกันยังเป็นอีกประเด็นที่ควรได้รับการพัฒนา เนื่องจากผู้ป่วยบางรายอาจประสบข้อจำกัดในการใช้สิทธิรักษาพยาบาลหรือการเรียกร้องค่าสินไหมประกันโรคร้ายแรง”
การใช้ชีวิตกับโรคไม่ใช่เพียงเรื่องของการรักษา
ปัจจุบัน มูลนิธิเครือข่ายมะเร็ง ชมรมผู้ป่วยโรค MPN และสมาคมโลหิตวิทยาแห่งประเทศไทย มีความพยายามประสานความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อส่งเสริมความเข้าใจเกี่ยวกับโรคและผลักดันให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลอย่างเหมาะสมและเป็นธรรม
นายพสุสันต์ วัฒนบุญญา ผู้ก่อตั้งชมรมผู้ป่วยโรคมะเร็งเลือด MPN ประเทศไทย กล่าวถึงความสำคัญของการผลักดันให้เสียงของผู้ป่วยมีบทบาทในการพัฒนาแนวทางการรักษาว่า ผู้ป่วยไม่ควรเป็นเพียงผู้รับการรักษา แต่ควรเป็นส่วนหนึ่งของการกำหนดทิศทางการดูแลตนเอง เสียงและประสบการณ์ของผู้ป่วย MPN ต้องได้รับการรับฟัง และนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ช่วยให้ผู้ป่วยเข้าถึงการดูแลที่เหมาะสมและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
“อุปสรรคสำคัญประการหนึ่งคือการที่อาการเริ่มต้นของโรคไม่แตกต่างจากความผิดปกติทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นความเหนื่อยล้า อาการคันตามผิวหนัง หรือน้ำหนักลด ทำให้ทั้งผู้ป่วยและคนรอบข้างอาจเข้าใจว่าเกิดจากอายุ สภาพอากาศ หรือปัจจัยแวดล้อม ผู้ป่วยบางรายต้องเข้ารับการตรวจในโรงพยาบาลหลายแห่ง และใช้เวลาหลายเดือนกว่าจะได้รับการวินิจฉัย”
โรคเรื้อรังไม่ใช่เพียงการติดตามอาการและการรักษา แต่ยังรวมถึงการสนับสนุนด้านจิตใจ การช่วยให้ผู้ป่วยรักษาสมดุลระหว่างการดูแลสุขภาพกับการใช้ชีวิต และการเปิดโอกาสให้ผู้ป่วยยังคงทำกิจกรรมที่มีความหมายต่อตนเอง
ขณะเดียวกัน กลุ่มผู้ป่วยยังให้ความสำคัญกับการเข้าถึงทางเลือกการรักษาที่เหมาะสม โดยมองว่าความก้าวหน้าทางการแพทย์ควรเป็นโอกาสที่ผู้ป่วยสามารถเข้าถึงได้ ไม่ใช่ข้อจำกัดที่ขึ้นอยู่กับกำลังจ่ายเพียงอย่างเดียว
“การเป็นมะเร็งไม่ควรทำให้เราต้องเปลี่ยนตัวตน ให้บาลานซ์ไป ความสุขก็สำคัญ หน้าที่การงานก็สำคัญ และควรผลักดันให้ผู้ป่วยเข้าถึงยามุ่งเป้าและนวัตกรรมยาใหม่ ๆ ในราคาที่จับต้องได้”







