thansettakij
thansettakij
กรมการแพทย์เตือนอาการตาโปน สัญญาณเตือน “ไทรอยด์ขึ้นตา”

กรมการแพทย์เตือนอาการตาโปน สัญญาณเตือน “ไทรอยด์ขึ้นตา”

31 ส.ค. 69 | 04:10 น.
อัปเดตล่าสุด :31 ส.ค. 69 | 04:12 น.

กรมการแพทย์ เตือนประชาชนสังเกตอาการตาโปน สัญญาณเตือนภาวะไทรอยด์ขึ้นตา โรคภูมิคุ้มกันผิดปกติที่อาจรุนแรงถึงขั้นสูญเสียการมองเห็นถาวร พร้อมแนะวิธีดูแลและรักษาอย่างเหมาะสม

KEY

POINTS

  • อาการตาโปนเป็นสัญญาณเตือนสำคัญของภาวะ "ไทรอยด์ขึ้นตา" ซึ่งเป็นโรคจากความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกัน และเป็นสาเหตุของตาโปนที่พบบ่อยที่สุดในผู้ใหญ่
  • ผู้ป่วยจำเป็นต้องได้รับการวินิจฉัยจากจักษุแพทย์ ควบคุมระดับฮอร์โมนไทรอยด์ให้คงที่ และต้องงดสูบบุหรี่โดยเด็ดขาด เนื่องจากเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ทำให้อาการรุนแรงขึ้น
  • การรักษามี 2 ระยะหลัก คือ ระยะอักเสบที่เน้นการลดการอักเสบ และระยะโรคนิ่งซึ่งอาจพิจารณาการผ่าตัดเพื่อฟื้นฟูแก้ไขเมื่อโรคสงบลงแล้ว
  • นอกจากตาโปน อาจมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น ตาแดง ตาแห้ง เห็นภาพซ้อน หรือการมองเห็นลดลง ซึ่งควรรีบพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยโดยเร็วที่สุด

“ภาวะไทรอยด์ขึ้นตา” เป็นความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกันที่พบบ่อยที่สุดในผู้ที่มีอาการตาโปน โดยกรมการแพทย์ชี้ว่าผู้ป่วยจำเป็นต้องได้รับตรวจวินิจฉัยจากจักษุแพทย์เพื่อแยกโรค ควบคู่กับการควบคุมระดับฮอร์โมนไทรอยด์ให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมโดยเฉพาะการงดสูบบุหรี่อย่างเด็ดขาด

สัญญาณเตือนทางร่างกายที่ไม่ควรมองข้าม

กรมการแพทย์ โดยโรงพยาบาลเมตตาประชารักษ์ (วัดไร่ขิง) ออกเตือนประชาชนเกี่ยวกับสัญญาณเตือนทางร่างกายที่ไม่ควรมองข้าม โดยเฉพาะอาการตาโปน ซึ่งมักเกิดร่วมกับอาการตาแดง ตาแห้ง ระคายเคืองตา เห็นภาพซ้อน หรือความสามารถในการมองเห็นลดลง เนื่องจากอาการเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณของภาวะไทรอยด์ขึ้นตา (Thyroid Eye Disease; TED) ซึ่งเป็นโรคที่เกิดจากความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกัน และเป็นสาเหตุของภาวะตาโปนที่พบบ่อยที่สุดในกลุ่มผู้ใหญ่

อย่างไรก็ตาม ภาวะตาโปนยังสามารถเกิดจากสาเหตุอื่นได้เช่นกัน อาทิ การติดเชื้อในเบ้าตา เนื้องอก ความผิดปกติของระบบหลอดเลือด หรือบาดแผลจากการได้รับบาดเจ็บ ดังนั้น ผู้ที่มีอาการดังกล่าวจึงจำเป็นต้องได้รับการตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียดโดยจักษุแพทย์เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงและวางแผนการรักษาได้อย่างถูกต้อง

ความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย

นายแพทย์พงษ์ศักดิ์ นิติการุญ รองอธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวถึงกลไกการเกิดโรคว่า ภาวะไทรอยด์ขึ้นตาเกิดจากความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย ซึ่งมักพบร่วมกับโรคเกรฟส์ (Graves' disease) โดยกระบวนการของโรคเริ่มต้นจากการที่แอนติบอดี้ในร่างกายไปกระตุ้นตัวรับฮอร์โมนกระตุ้นต่อมไทรอยด์ (TSH receptor) บริเวณต่อมไทรอยด์และเนื้อเยื่อรอบดวงตา

การกระตุ้นดังกล่าวก่อให้เกิดการอักเสบ เกิดการสะสมของสารไกลโคซามิโนไกลแคน (glycosaminoglycans) และทำให้ปริมาณไขมันในเบ้าตาเพิ่มขึ้น ประกอบกับกล้ามเนื้อตาเกิดการหนาตัว จนส่งผลให้เกิดแรงดันดันลูกตาออกมาด้านหน้า เกิดเป็นอาการตาโปน หนังตารั้ง และการเห็นภาพซ้อน

นอกจากนี้ ยังเน้นย้ำด้วยว่าภาวะไทรอยด์ขึ้นตาไม่ได้เกิดขึ้นจากระดับฮอร์โมนไทรอยด์ที่สูงเพียงอย่างเดียว เนื่องจากผู้ป่วยบางรายสามารถเกิดโรคได้แม้ระดับฮอร์โมนไทรอยด์ในร่างกายจะอยู่ในเกณฑ์ปกติ หรือได้รับการรักษาจนระดับฮอร์โมนคงที่แล้วก็ตาม

ปัจจัยกระตุ้นให้โรคกำเริบ

ด้านนายแพทย์กิตติวัฒน์ มะโนจันทร์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลเมตตาประชารักษ์ (วัดไร่ขิง) ระบุถึงความสำคัญของการปฏิบัติตนของผู้ป่วยว่า การควบคุมระดับฮอร์โมนไทรอยด์ให้อยู่ในเกณฑ์ปกติอย่างสม่ำเสมอถือเป็นหัวใจสำคัญ การที่ระดับฮอร์โมนไทรอยด์ผันผวนจากการที่ผู้ป่วยหยุดยาเอง หรือปรับขนาดยาโดยไม่ได้รับคำแนะนำจากแพทย์

อาจเป็นปัจจัยกระตุ้นให้โรคกำเริบและเพิ่มความเสี่ยงให้เกิดการอักเสบของเนื้อเยื่อรอบดวงตามากยิ่งขึ้น ในกรณีที่การอักเสบของเนื้อเยื่อในเบ้าตารุนแรงขึ้นจนไปกดทับเส้นประสาทตา (Dysthyroid Optic Novopathy) ถือเป็นภาวะฉุกเฉินทางจักษุวิทยา ซึ่งหากผู้ป่วยไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที อาจนำไปสู่การสูญเสียการมองเห็นอย่างถาวรได้

ระยะของโรคที่ต้องรู้

นายแพทย์สรรเสริญ วัฒนะพานิช นายแพทย์ปฏิบัติการ โรงพยาบาลเมตตาประชารักษ์ (วัดไร่ขิง) ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลกระทบทางตาและแนวทางการรักษาว่า โรคนี้แสดงอาการได้หลายระดับ ตั้งแต่ตาแห้ง ระคายเคือง ตาแดง หนังตารั้ง ตาโปน ภาพซ้อนจากกล้ามเนื้อตาผิดปกติ ไปจนถึงการมองเห็นลดลงจากการกดทับเส้นประสาทตา สำหรับการรักษาสามารถแบ่งออกเป็น 2 ระยะหลักตามสภาวะของโรค ดังนี้

ระยะที่ 1 คือ ระยะอักเสบ (Active phase) ซึ่งเป็นช่วงที่เนื้อเยื่อรอบดวงตากำลังเกิดการอักเสบและอาการต่างๆ ยังสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา การดูแลรักษาในระยะนี้จะมุ่งเน้นไปที่การลดการอักเสบ การป้องกันภาวะแทรกซ้อน และการบรรเทาอาการ โดยแพทย์จะแนะนำให้ใช้น้ำตาเทียมเพื่อลดอาการตาแห้งและระคายเคือง

ควบคู่ไปกับการควบคุมโรคไทรอยด์อย่างเหมาะสม หากผู้ป่วยมีอาการอักเสบรุนแรงหรือเสี่ยงต่อการสูญเสียการมองเห็น แพทย์อาจพิจารณาใช้ยากดการอักเสบ เช่น ยาสเตียรอยด์ทางหลอดเลือดดำ หรือยาชีวภาพตามข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ โดยอยู่ภายใต้การดูแลร่วมกันระหว่างจักษุแพทย์และแพทย์อายุรกรรมต่อมไร้ท่อ

ระยะที่ 2 คือ ระยะโรคนิ่ง (Inactive phase) จะเริ่มขึ้นเมื่อการอักเสบภายในเบ้าตาสงบลงและสภาวะโรคคงที่แล้ว ในระยะนี้แพทย์อาจพิจารณาใช้วิธีผ่าตัดฟื้นฟูตามความจำเป็นของผู้ป่วยแต่ละราย เช่น การผ่าตัดลดความโปนของลูกตา (Orbital decompression) การผ่าตัดแก้ไขตาเขเพื่อลดอาการเห็นภาพซ้อน และการผ่าตัดแก้ไขเปลือกตาเพื่อช่วยให้ปิดตาได้สนิทขึ้นรวมถึงปรับปรุงด้านความสวยงาม โดยลำดับขั้นตอนการผ่าตัดจะถูกพิจารณาตามความเหมาะสมของสภาพร่างกายผู้ป่วย

ต้องงดสูบบุหรี่เด็ดขาด

นอกจากขั้นตอนการรักษาทางการแพทย์แล้ว การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมประจำวันเป็นสิ่งสำคัญ โดยผู้ป่วยจำเป็นต้องงดสูบบุหรี่โดยเด็ดขาด เนื่องจากควันบุหรี่เป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ส่งผลให้โรครุนแรงขึ้น เพิ่มอัตราการเกิดภาวะแทรกซ้อน และทำให้ร่างกายตอบสนองต่อการรักษาได้น้อยลง

ส่วนการดูแลดวงตาประจำวัน ผู้ป่วยควรหยอดน้ำตาเทียมเมื่อมีอาการตาแห้ง สวมแว่นกันแดดเพื่อป้องกันแสงเมื่อต้องออกแดดกลางแจ้ง และรับประทานยาควบคุมโรคไทรอยด์ตามคำสั่งแพทย์อย่างเคร่งครัด ทั้งนี้ เนื่องจากผู้ป่วยบางรายอาจแสดงอาการทางตาก่อนที่จะตรวจพบโรคไทรอยด์

หากพบว่าตนเองมีอาการตาโปน ตาแดง ตาแห้ง เห็นภาพซ้อน ตามัว หรือมีอาการปวดตาขณะกลอกตา ควรรีบไปพบจักษุแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัย ตรวจระดับฮอร์โมนไทรอยด์ และประเมินความรุนแรงของโรคโดยเร็วที่สุด เพื่อเข้าสู่กระบวนการรักษาที่ถูกต้องและป้องกันภาวะสูญเสียการมองเห็นในระยะยาว