
SET เปิดพอร์ต 11 นักลงทุนหลากวัย แชร์กลยุทธ์ลงทุน ปั้นรายได้ ต่อยอดความมั่งคั่งระยะยาว
SET Zooom in Live ครั้งที่ 3 เปิดมุมคิด 11 นักลงทุนหลากวัย แชร์กลยุทธ์ลงทุน หุ้นปันผล หุ้น Turnaround DCA Index Fund ใช้ AI วิเคราะห์ พร้อมเตือนภัยมิจฉาชีพ
KEY
POINTS
- ตลาดหลักทรัพย์ฯ จัดงานเสวนาเชิญนักลงทุน 11 คนจากหลากหลายวัยและอาชีพ มาแบ่งปันประสบการณ์และกลยุทธ์การลงทุนเพื่อสร้างความมั่งคั่งในระยะยาว
- มีการนำเสนอกลยุทธ์การลงทุนที่หลากหลาย เช่น การจัดพอร์ตวัยเกษียณ, การลงทุนในหุ้นปันผล, หุ้น Turnaround, การลงทุนแบบ DCA และการนำ AI มาช่วยวิเคราะห์ข้อมูล
- ผู้ร่วมเสวนาได้ให้ข้อคิดสำคัญแก่นักลงทุน เช่น การแยกแยะระหว่าง "ข้อเท็จจริง" กับ "ความคิดเห็น" ในบทวิเคราะห์ และการระวังกลโกงการลงทุนรูปแบบต่างๆ
ตลาดหลักทรัพย์ฯ จัด SET Zooom in Live ตั้งวงเล่าชาวลงทุน ครั้งที่ 3 เปิดมุมคิด 11 นักลงทุนต่างวัยต่างอาชีพ ถ่ายทอดประสบการณ์ตั้งแต่การวางพอร์ตหลังเกษียณ กลยุทธ์หุ้นปันผล หุ้น Turnaround การลงทุนแบบ DCA ไปจนถึงการใช้ AI วิเคราะห์ข้อมูล พร้อมเตือนนักลงทุนแยก “ข้อเท็จจริง-ความคิดเห็น” และระวังกลโกงการลงทุน
SET เปิดพอร์ต 11 นักลงทุน แชร์วิธีคิดต่อยอดลงทุน สร้างรายได้ระยะยาว
ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเวที SET Zooom in Live ตั้งวงเล่าชาวลงทุน ครั้งที่ 3 เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2569 ถ่ายทอดประสบการณ์จากนักลงทุนหลากหลายวัยและอาชีพ ภายใต้ 2 หัวข้อสำคัญ ได้แก่ “เปิดพอร์ตชีวิต ต่อยอดวิธีคิดสู่การลงทุน” และ “สร้างรายได้จากงาน สร้างโอกาสจากการลงทุน” โดยมุ่งนำเสนอแนวคิดและบทเรียนจากประสบการณ์จริงที่นักลงทุนสามารถนำไปปรับใช้ให้เหมาะกับเป้าหมายทางการเงินของแต่ละคน
เปิดพอร์ตชีวิต วางแผนลงทุนให้สอดคล้องแต่ละช่วงวัย
ช่วงเช้า เป็นการพูดคุยของ 5 อดีตนักวิเคราะห์และนักลงทุน ได้แก่ ถนอมศักดิ์ สหรัตน์ชัย มยุรี โชวิกรานต์ CFP® จรูญพันธ์ วัฒนวงศ์ ธีรวุฒิ กานต์นิภากุล และคมสันต์ ปรมาภูติ ซึ่งแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับการบริหารพอร์ตในช่วงหลังออกจากงานประจำ รวมถึงการปรับวิธีคิดจากนักวิเคราะห์มาสู่การเป็นนักลงทุน
ถนอมศักดิ์ ซึ่งมีประสบการณ์ในวงการตลาดทุนกว่า 40 ปี ระบุแนวทางการวางพอร์ตเพื่อวัยเกษียณ โดยให้ความสำคัญกับความปลอดภัยเป็นหลัก แบ่งเงินเกือบ 50% ลงทุนในตราสารหนี้ 30% ในหุ้นขนาดใหญ่ที่มีปันผล และอีก 20% สำหรับการลงทุนเพื่อเก็งกำไร
ขณะที่คมสันต์จัดสรรพอร์ตประมาณครึ่งหนึ่งไว้ในอสังหาริมทรัพย์และทองคำเพื่อสร้าง Passive Income พร้อมลงทุนใน TFEX เป็นรอบใหญ่ และนำ AI มาช่วยพัฒนาระบบเทรดอัตโนมัติ ส่วนจรูญพันธ์ปรับกลยุทธ์หลังเกษียณ โดยเน้น “ปิดความเสี่ยงก่อน” และให้น้ำหนักกับหุ้นปันผลเกือบ 60% ภายใต้แนวคิดว่าเมื่อเกษียณแล้วต้องบริหารความเสี่ยงไม่ให้พอร์ตเสียหายหนัก
ด้านธีรวุฒิ ซึ่งตัดสินใจเป็น Full-time Investor ตั้งแต่อายุ 37 ปี มองว่าอาชีพนักลงทุนไม่มีคำว่าเกษียณ ขณะที่มยุรีเน้นความสำคัญของการบริหารความเสี่ยง โดยมองว่านักลงทุนจำนวนไม่น้อยเริ่มต้นลงทุนก่อนวางแผนป้องกันความเสี่ยง จึงควรพิจารณาความคุ้มครองด้านชีวิตและสุขภาพก่อนนำเงินไปลงทุน
อย่าเชื่อบทวิเคราะห์ 100% ต้องแยกข้อเท็จจริงจากความคิดเห็น
อีกประเด็นที่ได้รับความสนใจคือบทบาทของนักวิเคราะห์ โดยจรูญพันธ์และถนอมศักดิ์มองว่า นักวิเคราะห์ต้องเผชิญแรงกดดันจากหลายฝ่าย และในบางกรณีอาจมีข้อจำกัดในการแนะนำ “ขาย” หุ้นบางบริษัท จึงเสนอให้นักลงทุนใช้บทวิเคราะห์เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจ ไม่ควรเชื่อทั้งหมดโดยไม่ตรวจสอบ
หัวใจสำคัญคือการแยกระหว่าง “ข้อเท็จจริง” กับ “ความคิดเห็น” ที่ปรากฏอยู่ในบทวิเคราะห์ และนำข้อมูลดังกล่าวมาพิจารณาร่วมกับสถานะทางการเงิน เป้าหมาย และระดับความเสี่ยงที่แต่ละคนรับได้
โมเดลลูกตุ้ม 5 แกน มองหุ้น Turnaround
สำหรับการลงทุนในหุ้น Turnaround ธีรวุฒิเปรียบการเคลื่อนไหวของราคาหุ้นเสมือนลูกตุ้ม 5 แกน ได้แก่ Market, Competition/Cost, Growth Story หรือ S-Curve, Shock Change และ Free Float
หากหุ้นได้รับแรงหนุนเชิงบวกจากทั้ง 5 ปัจจัยพร้อมกัน ราคาหุ้นอาจเคลื่อนไหวขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่เมื่อปัจจัยพื้นฐานเปลี่ยน ทิศทางของลูกตุ้มก็สามารถแกว่งกลับได้เช่นกัน แนวคิดดังกล่าวจึงถูกนำมาใช้ประกอบการตัดสินใจว่าควรถือลงทุนต่อหรือปรับสมดุลพอร์ตเพื่อบริหารความเสี่ยง
สำหรับคนรุ่นใหม่ ธีรวุฒิแนะนำให้ชะลอการซื้อบ้าน เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายคงที่ ขณะที่คมสันต์เตือนการลงทุนในคริปโตไม่ควรนำเงินทั้งหมดไปลงทุนในสินทรัพย์เดียว และเสนอให้พิจารณาการลงทุนแบบ DCA ในกองทุนดัชนีเป็นอีกทางเลือก
สร้างรายได้จากงาน ต่อยอดโอกาสจากตลาดทุน
ช่วงบ่ายเป็นการแลกเปลี่ยนประสบการณ์จาก 6 นักลงทุนต่างวัยและอาชีพ ได้แก่ ภก.ดร. นิลสุวรรณ ลีลารัศมี รศ.นพ. ทวีศักดิ์ ทองทวี บุญชู จูระมงคล ผู้พันหนู ทฤฒมน ชี้กิ่ง เศรษฐวิชญ์ อัครเดชานันท์ และธนรัชต์ เจนธัญญารักษ์ โดยเน้นการสร้างรายได้จากอาชีพหลักควบคู่กับการลงทุน เพื่อสร้างโอกาสทางการเงินในระยะยาว
อ่านจังหวะตลาดด้วยสถิติ รอช้อนหุ้น IPO
ภก.ดร.นิลสุวรรณ ใช้ข้อมูลทางสถิติเพื่อวิเคราะห์พฤติกรรมและอารมณ์ของนักลงทุนในตลาด โดยให้ความสำคัญกับ Bollinger Bands แท่งเทียน และปริมาณการซื้อขาย สำหรับหุ้น IPO จะไม่เน้นเข้าซื้อในวันแรก แต่รอให้ราคาปรับตัวลงก่อนประมาณ 1-2 สัปดาห์ถึง 1-2 เดือน แล้วจึงทยอยสะสมเพื่อถือระยะยาว 10-20 ปี
กลยุทธ์หุ้นปันผลสองเด้ง เน้นเงินปันผลบวกส่วนต่างราคา
รศ.นพ.ทวีศักดิ์ เปิดเผยประสบการณ์หลังเคยได้รับบทเรียนจากการเก็งกำไรระยะสั้น ก่อนหันมาศึกษา Business Cycle เป็นเวลานาน 5 ปี และพัฒนากลยุทธ์ลงทุนในหุ้นปันผลคุณภาพดี โดยมองหาหุ้นที่มีอัตราปันผลมากกว่า 5% ในช่วงอุตสาหกรรมอยู่ในขาลงหรือเกิดวิกฤต
กลยุทธ์ดังกล่าวเน้นการถือครองประมาณ 3-5 ปี รอให้ผลประกอบการของบริษัทฟื้นตัวก่อนขายทำกำไร หวังผลตอบแทนทั้งจากเงินปันผลและส่วนต่างราคาหุ้น โดยให้ความสำคัญกับหุ้นผู้นำอันดับ 1 ในแต่ละอุตสาหกรรม รวมถึงหุ้นในกลุ่ม SET50 และ SET100
นักลงทุนต่างอาชีพชู Index Fund-หุ้นพื้นฐาน พร้อมใช้ AI เพิ่มประสิทธิภาพ
ผู้พันหนู ทฤฒมน แนะนำให้ผู้มีรายได้ประจำสร้างความมั่นคงทางการเงินด้วยตัวเอง โดยหารายได้เสริมนอกเวลางาน และลงทุนอย่างระมัดระวังผ่าน Index Fund หรือดัชนี SET50 และ SET100 รวมถึงการคัดเลือกหุ้นพื้นฐานดีจำนวน 3-5 ตัว พร้อมย้ำว่าไม่ควรกู้เงินมาลงทุน
ด้านบุญชูมองว่า เมื่อธุรกิจหลักเริ่มเข้าสู่ช่วงเติบโตเต็มที่ หรือผลตอบแทนจากเงินลงทุนในธุรกิจ (ROIC) เริ่มลดลง การแบ่งเงินมาลงทุนในตลาดหุ้นสามารถช่วยกระจายความเสี่ยงได้ โดยเปรียบการลงทุนเป็น “การวิ่งมาราธอน” ที่ต้องเดินหน้าอย่างสม่ำเสมอ ไม่เน้นสร้างความมั่งคั่งแบบรวดเร็ว
สำหรับคนทำงานประจำ บุญชูแนะนำการลงทุนในกองทุนดัชนีโลก เพื่อให้เงินลงทุนเติบโตไปพร้อมกับเศรษฐกิจโลก ขณะเดียวกันยังนำ AI มาใช้ทั้งในธุรกิจและการลงทุน เช่น การจัดทำ Dashboard ส่วนตัว การให้ AI สรุปข่าวส่งผ่าน Telegram และช่วยวิเคราะห์งบการเงิน โดยปัจจุบันยังเป็นวิทยากรหลักสูตร “AI for Investor” ของตลาดหลักทรัพย์ฯ
พลังดอกเบี้ยทบต้น ยิ่งเริ่มเร็ว ยิ่งเพิ่มโอกาสเติบโต
เศรษฐวิชญ์และธนรัชต์ให้ความสำคัญกับหลักการทบต้น หรือ Compound Interest โดยอธิบายผ่านสูตร FV = C x (1+r)^n ซึ่งสะท้อนว่าระยะเวลาและอัตราผลตอบแทนมีบทบาทสำคัญต่อการเติบโตของเงินลงทุน
แนวทางของทั้งคู่เน้นการเริ่มลงทุนให้เร็ว เลือกธุรกิจที่มองเห็นโอกาสเติบโตในช่วง 3-5 ปีข้างหน้า รวมถึงพิจารณาคุณภาพของผู้บริหารและวิเคราะห์งบการเงินอย่างละเอียด ก่อนตัดสินใจลงทุน
เตือนภัยมิจฉาชีพ ย้ำตรวจสอบก่อนโอนเงินลงทุน
ช่วงท้ายของงานยังมีการเตือนภัยกลโกงการลงทุน โดยแนะนำให้นักลงทุนเปิดบัญชีกับบริษัทหลักทรัพย์ที่ได้รับการรับรองจากสำนักงาน ก.ล.ต. และเพิ่มความระมัดระวังหากพบข้อเสนอที่รับประกันผลตอบแทนสูง หรือกำหนดให้โอนเงินเข้าบัญชีบุคคลธรรมดา
ทั้งนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ ยังเปิดพื้นที่ “INVESTIGUARD” ณ พิพิธภัณฑ์เรียนรู้การลงทุน เพื่อเป็นอีกช่องทางในการเสริมภูมิคุ้มกันและให้ความรู้เกี่ยวกับภัยจากการหลอกลงทุน
ผู้สนใจสามารถรับชมย้อนหลังงาน SET Zooom in Live ตั้งวงเล่าชาวลงทุน ครั้งที่ 3 ได้ทั้งช่วงเช้าและช่วงบ่ายผ่านช่อง SET Zooom in ผ่าน 2 ช่องทางคือ YouTube และ Facebook







