
TOA ผนึกพันธมิตรปั้น Green Ecosystem ยกระดับก่อสร้างไทย สู่ Net Zero
TOA ผนึกพันธมิตรอสังหาฯ-ก่อสร้าง เดินหน้า Green Ecosystem ชูข้อมูล EPD ยกระดับ Green Building พร้อมมุ่งสู่ Net Zero และ Nature Positive
KEY
POINTS
- ทีโอเอร่วมมือกับพันธมิตรในห่วงโซ่อุตสาหกรรมก่อสร้าง เพื่อสร้างระบบนิเวศสีเขียว (Green Ecosystem) และผลักดันวงการสู่เป้าหมาย Net Zero
- ปรับเปลี่ยนบทบาทจากผู้ผลิตสินค้าสีเขียว (Green Product) สู่การเป็นพันธมิตรสีเขียว (Green Partner) เพื่อสนับสนุนคู่ค้าในการพัฒนาโครงการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
- ผลักดันการใช้ข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมที่โปร่งใส โดยมีผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการรับรองฉลาก EPD (Environmental Product Declaration) 33 รายการ เพื่อช่วยในการตัดสินใจเลือกวัสดุสำหรับอาคารเขียว
บริษัท ทีโอเอ เพ้นท์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ TOA เดินหน้าขับเคลื่อนอุตสาหกรรมก่อสร้างไทยสู่ความยั่งยืน ผนึกกำลังพันธมิตรในห่วงโซ่อุตสาหกรรม ผ่านงาน “TOA BETTER FUTURE TOGETHER” มุ่งเปลี่ยนแนวคิด Sustainability จากเป้าหมายขององค์กรไปสู่ความร่วมมือของทุกภาคส่วน พร้อมผลักดันการใช้ข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมที่โปร่งใสและตรวจสอบได้ เพื่อยกระดับมาตรฐาน Green Building และสร้าง Green Ecosystem รองรับทิศทางการก่อสร้างยุค Net Zero
TOA ดึงพันธมิตรทั้ง Value Chain ร่วมสร้าง Green Ecosystem
การจัดงาน “TOA BETTER FUTURE TOGETHER” เกิดขึ้นจากแนวคิดว่าการพัฒนาอุตสาหกรรมก่อสร้างอย่างยั่งยืนไม่สามารถเกิดขึ้นจากผู้ประกอบการรายใดรายหนึ่ง แต่ต้องอาศัยความร่วมมือของผู้เกี่ยวข้องตลอด Value Chain ตั้งแต่ผู้ผลิตวัสดุก่อสร้าง ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ สถาปนิก วิศวกร ผู้รับเหมา ผู้บริหารอาคาร ตลอดจนผู้บริโภค
ภายในงานมีตัวแทนจากภาคธุรกิจและสมาคมที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมแลกเปลี่ยนมุมมอง ประกอบด้วย คุณประเสริฐ แต่ดุลยสาธิต นายกกิตติมศักดิ์และที่ปรึกษาสมาคมอาคารชุดไทย คุณสมนึก ตันฑเทอดธรรม อุปนายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร คุณอรรณนิตย์ อุตสาหะ นายกสมาคมผู้บริหารงานวิศวกรรมในโรงแรมและอาคารพาณิชย์ และ ดร.เชษฐ์ ตั้งทรงจิตรากุล นายกสมาคมบริหารทรัพย์สินแห่งประเทศไทย
นายจตุภัทร์ ตั้งคารวคุณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทีโอเอ เพ้นท์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การสร้างอาคารในปัจจุบันไม่ควรพิจารณาเพียงความสวยงาม ความแข็งแรง หรือประสิทธิภาพการใช้งาน แต่ต้องคำนึงถึงผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบ การเลือกวัสดุ กระบวนการก่อสร้าง และการใช้งานตลอดอายุอาคาร
TOA จึงกำหนด Sustainability Commitment เป็นหนึ่งในกลยุทธ์หลักขององค์กร และขับเคลื่อนผ่านนโยบาย GREEN MISSION ตั้งแต่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การลด Carbon Footprint ในกระบวนการผลิต การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ และการบริหารจัดการทรัพยากร ไปจนถึงการทำงานร่วมกับคู่ค้าและพันธมิตรใน Value Chain โดยมีเป้าหมายระยะยาวในการมุ่งสู่ Net Zero ภายในปี 2050
นายจตุภัทร์กล่าวว่า TOA ต้องการขยับบทบาทจากผู้ผลิตสีและวัสดุก่อสร้างไปสู่การเป็น Green Partner ที่ช่วยสนับสนุนคู่ค้าและพันธมิตรให้สามารถพัฒนาโครงการที่มีประสิทธิภาพและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมก่อสร้างจะเกิดขึ้นได้เมื่อทุกฝ่ายใน Value Chain มีส่วนร่วม
TEI ชี้ก่อสร้างไทยต้องรับ 3 วิกฤตสิ่งแวดล้อม
อีกหนึ่งประเด็นสำคัญภายในงานคือการบรรยายพิเศษหัวข้อ “Future Trends in Sustainable Construction and Better Living” โดย ดร.เบญจมาส โชติทอง ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาโครงการและแผนงาน กรรมการและผู้ช่วยเลขานุการบริหาร สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI) ซึ่งนำเสนอแนวโน้มด้านสิ่งแวดล้อมที่ภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมก่อสร้างต้องเตรียมรับมือ
ดร.เบญจมาสกล่าวถึงความร่วมมือระหว่าง TEI และ TOA ที่ดำเนินมาเกือบ 30 ปี โดยเริ่มตั้งแต่ปี 2540 ซึ่ง TOA ได้รับการรับรองฉลากเขียวจาก TEI เป็นครั้งแรก และยังคงร่วมมือด้านสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ TEI มีบทบาทในการพัฒนามาตรฐานและการรับรองฉลากสิ่งแวดล้อม ทั้งฉลากเขียวและ Environmental Product Declaration (EPD) รวมถึงการประเมิน Carbon Footprint เพื่อให้ภาคธุรกิจสามารถเข้าถึงข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมที่น่าเชื่อถือ
สำหรับสถานการณ์สิ่งแวดล้อมโลก ภาคธุรกิจต้องรับมือกับ 3 วิกฤตหลัก ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ และปัญหามลพิษ ซึ่งล้วนส่งผลต่อการดำเนินธุรกิจและการพัฒนาเมือง โดยเฉพาะอุตสาหกรรมก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์ที่ต้องพิจารณาผลกระทบตั้งแต่การออกแบบ การเลือกวัสดุ การใช้พลังงาน ตลอดจนความสามารถของอาคารในการรับมือกับสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง เช่น คลื่นความร้อน ฝนตกหนัก และน้ำท่วม
ขณะเดียวกัน แนวคิดด้านความยั่งยืนกำลังขยายจาก Zero Waste และ Net Zero ไปสู่ Nature Positive ซึ่งเป็นแนวทางที่ไม่ได้มุ่งเพียงลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม แต่ต้องสร้างผลกระทบเชิงบวกและฟื้นฟูคุณค่าของธรรมชาติด้วย โดยภาคธุรกิจควรปรับกระบวนการตั้งแต่ต้นทางตามแนวคิด “หลีกเลี่ยง ลด และปรับเปลี่ยน” การใช้ทรัพยากร ก่อนพิจารณาการรีไซเคิลหรือการแก้ปัญหาที่ปลายทาง
ดร.เบญจมาสมองว่า Sustainable Construction จึงต้องก้าวพ้นจากการให้ความสำคัญเฉพาะความมั่นคง ความปลอดภัย และการประหยัดพลังงาน ไปสู่การพิจารณาผลกระทบตลอดวงจรชีวิตของอาคาร ทั้งการเลือกใช้วัสดุ การใช้ทรัพยากรและพลังงาน การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ตลอดจนการออกแบบอาคารให้สามารถรองรับผลกระทบจากสภาพภูมิอากาศ และสนับสนุนคุณภาพชีวิตของผู้อยู่อาศัย
ทั้งนี้ TEI ยังทำหน้าที่เป็น Think Tank ด้านสิ่งแวดล้อม ทั้งการศึกษาและประเมินนโยบาย การพัฒนาเกณฑ์ รวมถึงการส่งเสริมและสนับสนุนการรับรองฉลากเขียวและฉลากสิ่งแวดล้อม ตลอดจนให้คำปรึกษาและประเมิน Carbon Footprint ของผลิตภัณฑ์และองค์กร เพื่อช่วยให้ภาคธุรกิจมีข้อมูลสำหรับนำไปประกอบการตัดสินใจอย่างเป็นระบบ
TOA ชู EPD 33 รายการ ใช้ข้อมูลสิ่งแวดล้อมตัดสินใจ
ด้าน นายนพคุณ ปัญญาเสริมสุข Head of Marketing บริษัท ทีโอเอ เพ้นท์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงทิศทางภายใต้หัวข้อ “TOA: Leading the Way Towards a Greener Future” ว่า TOA เดินหน้าพัฒนาผลิตภัณฑ์และนวัตกรรมให้สอดคล้องกับแนวทาง ESG และสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ผ่านการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ การลด Carbon Footprint และการเพิ่มทางเลือกด้านวัสดุก่อสร้างสำหรับโครงการที่ให้ความสำคัญกับมาตรฐานอาคารเขียว
หนึ่งในความก้าวหน้าคือการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ได้รับฉลาก Environmental Product Declaration (EPD) จำนวน 33 รายการ ครอบคลุมผลิตภัณฑ์ในระบบงานสีหลายประเภท ทั้งสีทาอาคาร สีทาโลหะ และสีทาฝ้า รวมถึงผลิตภัณฑ์ที่มีขนาดบรรจุแตกต่างกัน ทำให้ผู้พัฒนาโครงการสามารถเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ให้เหมาะสมกับรูปแบบและความต้องการของโครงการได้มากขึ้น
EPD เป็นการเปิดเผยข้อมูลผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมของผลิตภัณฑ์ โดยอ้างอิงผลการประเมินตลอดวงจรชีวิต หรือ Life Cycle Assessment (LCA) ทำให้ผู้เกี่ยวข้องในโครงการสามารถนำข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมที่มีความโปร่งใสและตรวจสอบได้มาใช้ประกอบการตัดสินใจเลือกวัสดุ
แนวทางดังกล่าวมีความสำคัญมากขึ้นในช่วงที่ Developer และ Owner ต้องรับมือกับความคาดหวังจากผู้บริโภค นักลงทุน รวมถึงมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มข้นขึ้น ทำให้ EPD ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงเป็นฉลาก แต่เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้การจัดซื้อวัสดุขยับจากการพิจารณาเฉพาะคุณสมบัติและราคา ไปสู่การใช้ Environmental Data ประกอบการตัดสินใจ และสนับสนุนการทำ Green Procurement รวมถึงการพัฒนา Green Building
นอกจากนี้ TOA ยังได้รับ ฉลากเขียวต่อเนื่องมากกว่า 25 ปี และผ่านการรับรองจาก องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) ครอบคลุมฉลากคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร (CFO) ฉลากคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์ (CFP) จำนวน 313 รายการ และฉลากลดโลกร้อน (CFR) จำนวน 131 รายการ สะท้อนการดำเนินงานด้านผลิตภัณฑ์และสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง
จาก Green Product สู่ Green Partner เชื่อมทุกการตัดสินใจ
หัวใจของการจัดงาน “TOA BETTER FUTURE TOGETHER” จึงไม่ได้จำกัดอยู่ที่การนำเสนอผลิตภัณฑ์สีเขียวหรือมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม แต่เป็นการเชื่อมโยงผู้มีส่วนเกี่ยวข้องตลอดห่วงโซ่คุณค่า ตั้งแต่ Owner, Developer, Architect, Designer, Purchaser, Contractor, Real Estate Project Owner, Property Management Company ไปจนถึง Manufacturer และ Supplier
เนื่องจากการตัดสินใจในแต่ละขั้นตอน ตั้งแต่การออกแบบ การกำหนด Material Specification การจัดซื้อ ไปจนถึงการเลือกวัสดุและ Supplier ล้วนส่งผลต่อ Environmental Footprint ของโครงการในท้ายที่สุด
ดังนั้น ทิศทางของ TOA จึงเป็นการเปลี่ยนบทบาทจากการพัฒนา “Green Product” ไปสู่ “Green Partner” โดยทำงานร่วมกับพันธมิตรเพื่อสนับสนุนให้แนวคิดด้านความยั่งยืนถูกนำมาใช้ตั้งแต่ต้นทางของโครงการ และสามารถต่อยอดไปสู่การบริหารจัดการอาคารและคุณภาพชีวิตของผู้ใช้งานในระยะยาว
ทั้งนี้ TOA มองว่าอาคารแห่งอนาคตไม่ควรเป็นเพียงพื้นที่สำหรับอยู่อาศัยหรือประกอบกิจกรรมทางธุรกิจ แต่ควรเป็นพื้นที่ที่สร้าง Better Living ควบคู่กับการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างเมืองและสังคมที่เติบโตได้อย่างสมดุล
การจัดงาน “TOA BETTER FUTURE TOGETHER” จึงเป็นอีกก้าวของ TOA ในการนำจุดแข็งด้านผลิตภัณฑ์ นวัตกรรม มาตรฐานสิ่งแวดล้อม และเครือข่ายพันธมิตร มาสนับสนุนภาคอสังหาริมทรัพย์และอุตสาหกรรมก่อสร้างไทยให้ก้าวสู่ Green Building และ Low-Carbon Future โดยมีเป้าหมายให้ Sustainability ไม่ได้หยุดอยู่ที่นโยบายหรือความตั้งใจขององค์กร แต่ถูกนำไปสู่การปฏิบัติจริงตลอด Value Chain เพื่อสร้างระบบนิเวศการก่อสร้างที่สามารถเติบโตควบคู่กับสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตของผู้คนในระยะยาว






