
SCB WEALTH ชี้ตลาดลงทุนยุคใหม่ผันผวน แนะปรับพอร์ตหนีความเสี่ยงกระจุกตัว AI
SCB WEALTH ชี้ตลาดลงทุนครึ่งหลังปี 2569 ผันผวน AI ยังเป็น Mega Force แนะกระจายพอร์ต ลดหุ้นกระจุกตัว เพิ่มสินทรัพย์สร้างรายได้ และปรับจาก 60:40 รับตลาดยุคใหม่
KEY
POINTS
- SCB WEALTH ชี้ว่า AI ยังเป็นเมกะเทรนด์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ แต่หุ้นกลุ่มต้นน้ำมีราคาสูงและมีความเสี่ยงจากการกระจุกตัว อาจเกิดการปรับฐานหากผลประกอบการไม่เป็นไปตามคาด
- แนะให้นักลงทุนกระจายความเสี่ยงโดยลดการลงทุนในหุ้น AI ต้นน้ำ และเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในธุรกิจ AI กลางน้ำและปลายน้ำ ซึ่งเป็นกลุ่มที่นำเทคโนโลยีไปประยุกต์ใช้และยังมีโอกาสเติบโต
- เสนอให้ยกระดับพอร์ตการลงทุนจากสูตร 60:40 แบบดั้งเดิม โดยเพิ่มสินทรัพย์ที่สร้างรายได้สม่ำเสมอและสินทรัพย์ทางเลือกอื่น ๆ เพื่อรับมือกับความผันผวนของตลาดยุคใหม่
SCB WEALTH เปิดมุมมองการลงทุนครึ่งหลังปี 2569 ชี้ AI ยังเป็น Mega Force ขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก แต่ราคาหุ้นกลุ่มต้นน้ำสะท้อนความคาดหวังสูง เสี่ยงปรับฐาน แนะกระจายลงทุนสู่ AI กลางน้ำ-ปลายน้ำ เพิ่มสินทรัพย์สร้างรายได้และทางเลือก พร้อมยกระดับพอร์ตจากสูตร 60:40 รับมือความผันผวนตลาดยุคใหม่
SCB WEALTH จัดสัมมนา “SCB WEALTH INVESTMENT OUTLOOK : THE NEW MARKET REGIME : Turning Uncertainty into Opportunity” ถ่ายทอดมุมมองเศรษฐกิจและการลงทุนท่ามกลางความผันผวนของตลาดโลก พร้อมเดินหน้ากลยุทธ์ One Smart Wealth เพื่อยกระดับการบริหารความมั่งคั่งแบบองค์รวม โดยเชื่อมโยงผลิตภัณฑ์และบริการด้านการเงินของกลุ่ม SCBX รวมถึงพันธมิตรการลงทุนทั้งในและต่างประเทศเข้าด้วยกัน
นางสาวปรมาศิริ มโนลม้าย Head of Wealth Business ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า SCB WEALTH ให้ความสำคัญกับบทบาทการเป็นที่ปรึกษาทางการเงินที่ดูแลความมั่งคั่งของลูกค้าในระยะยาว โดยกลยุทธ์ One Smart Wealth จะเชื่อมโยงบริการตั้งแต่เงินฝาก สินเชื่อ การลงทุน ประกันภัย การวางแผนทรัพย์สิน ภาษี และการส่งต่อมรดก พร้อมผสานความเชี่ยวชาญของ SCB CIO, SCB EIC, Investment Consultant และ Family Office เพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายของลูกค้าแต่ละราย
ขณะเดียวกัน SCB WEALTH นำ VAULT Framework มาใช้ในการบริหารจัดการทรัพย์สิน แบ่งเป็น 5 มิติ ได้แก่ Value Income การสร้างรายได้, Accumulation การสร้างการเติบโต, Umbrella การสร้างความคุ้มครอง, Liquidity การสร้างสภาพคล่อง และ Tactical การสร้างโอกาสระยะสั้น เพื่อเปลี่ยนจากการจัดพอร์ตที่มุ่งหวังผลตอบแทนเพียงอย่างเดียว ไปสู่การบริหารทรัพย์สินที่เชื่อมโยงกับเป้าหมายชีวิตของลูกค้า
AI ยังเป็น Mega Force แต่ต้องระวังหุ้นกระจุกตัว
นายศรชัย สุเนต์ตา CFA, Deputy Head of Wealth Business ธนาคารไทยพาณิชย์ มองว่า ภาพการลงทุนในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 ถูกขับเคลื่อนด้วยการเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI ของกลุ่ม Hyperscalers และความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลต่อราคาสินทรัพย์ ราคาพลังงาน เงินเฟ้อ และทิศทางนโยบายการเงินทั่วโลก
สำหรับครึ่งหลังปี 2569 AI ยังเป็น Mega Force ที่มีศักยภาพสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจโลกในระยะยาว แต่หุ้น AI ต้นน้ำปรับตัวขึ้นมามากและสะท้อนความคาดหวังเชิงบวกไปแล้วบางส่วน ทำให้มีความเสี่ยงที่จะเกิดการปรับฐานหากผลประกอบการหรือการเติบโตต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้
SCB WEALTH จึงแนะนำให้นักลงทุนกระจายการลงทุนจากธุรกิจ AI ต้นน้ำไปยังธุรกิจ AI กลางน้ำและปลายน้ำ ซึ่งยังมีโอกาสเติบโตจากการนำเทคโนโลยี AI ไปประยุกต์ใช้จริงในอุตสาหกรรมต่างๆ พร้อมเพิ่มสินทรัพย์ที่สามารถสร้างกระแสรายได้ เช่น SET REITs หุ้นไทยปันผลสูง ตราสารหนี้ต่างประเทศ และ Structured Notes เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับพอร์ต
BlackRock ชู 3 ธีมลงทุนรับตลาดยุคใหม่
ด้าน Mr. Navin Saigal, Managing Director และ Head of Global Fixed Income, Asia Pacific, BlackRock เสนอ 3 ธีมสำคัญสำหรับการลงทุนในช่วงครึ่งหลังปี 2569 ได้แก่ AI Scarcity, Beyond Labels และ Durable Income
สำหรับ AI Scarcity แม้ AI ยังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจและตลาดหุ้น แต่ระดับมูลค่าหุ้นที่สูงทำให้นักลงทุนต้องให้ความสำคัญกับการคัดเลือกหลักทรัพย์และบริหารความเสี่ยงจากการกระจุกตัวมากขึ้น
ส่วน Beyond Labels คือการก้าวข้ามการแบ่งประเภทสินทรัพย์แบบเดิม เนื่องจากสินทรัพย์ต่างประเภทอาจมีปัจจัยเสี่ยงหรือแรงขับเคลื่อนร่วมกัน ทำให้สามารถเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกันได้ ขณะที่ Durable Income เน้นการสร้างกระแสรายได้ที่สม่ำเสมอและยั่งยืน ควบคู่กับการกระจายความเสี่ยง เพื่อสร้างพอร์ตที่มีความยืดหยุ่นมากขึ้น
InnovestX มองหุ้นชิปยังไม่เกิดฟองสบู่
นายสิทธิชัย ดวงรัตนฉายา Offshore Investment Team Lead บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด ประเมินว่า หุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ยังไม่เข้าสู่ภาวะฟองสบู่ แม้ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นมาค่อนข้างมาก โดยวัฏจักรขาขึ้นรอบปัจจุบันเดินหน้ามาประมาณ 33 เดือน และยังมีโอกาสขยายตัวต่อได้อย่างน้อย 1 ปี หรือยาวนานกว่านั้น ขึ้นอยู่กับความต้องการใช้ AI
อย่างไรก็ตาม หุ้นเซมิคอนดักเตอร์ซื้อขายที่ P/E ประมาณ 25–30 เท่า สะท้อนว่าราคาหุ้นอยู่ในระดับสูง นักลงทุนจึงควรเน้นการลงทุนแบบ Selective โดยพิจารณาควบคู่ทั้งปัจจัยพื้นฐาน ศักยภาพการเติบโตของกำไร และระดับมูลค่าหุ้น ขณะที่การลงทุนใน Data Center ยังคงเป็นแรงหนุนสำคัญตลอดห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรม
BlackRock ชี้พอร์ต 60:40 อาจไม่พอ
Mr. Zach Bevevino, CFA, Managing Director และ Multi-Asset Strategies & Solutions Strategist at BlackRock ระบุว่า การกระจายการลงทุนยังเป็นหัวใจสำคัญของการบริหารพอร์ต แต่โครงสร้างตลาดยุคใหม่มีทั้งความผันผวนทางเศรษฐกิจ การกระจุกตัวของหุ้น AI และความสัมพันธ์ระหว่างหุ้นกับตราสารหนี้ที่เปลี่ยนแปลงไป ส่งผลให้พอร์ตแบบดั้งเดิม 60:40 อาจกระจายความเสี่ยงได้ไม่ดีเท่าในอดีต
BlackRock จึงเสนอให้ยกระดับ Core Portfolio ด้วยการกระจายการลงทุนทั้งประเภทสินทรัพย์ อุตสาหกรรม และภูมิภาค รวมถึงเพิ่มสินทรัพย์ที่มีความสัมพันธ์กับหุ้นและตราสารหนี้ต่ำ เพื่อช่วยลดความผันผวน พร้อมแนะนำให้นักลงทุนลงทุนอย่างต่อเนื่องและหลีกเลี่ยงการจับจังหวะเข้าออกตลาดบ่อยครั้ง
ด้าน SCB CIO แนะนำแนวคิด “Core + Opportunistic” โดยมี Core Portfolio เป็นฐานหลักของพอร์ต และเพิ่มการลงทุนเชิงโอกาสตามภาวะตลาดและระดับความเสี่ยงที่เหมาะสม ภายใต้แนวคิด Stay Invested เพื่อให้นักลงทุนสามารถรับมือกับความผันผวนและเดินหน้าลงทุนระยะยาวได้
SCBAM แนะเพิ่ม Hedge Fund กระจายแหล่งผลตอบแทน
นางสาวนันท์มนัส เปี่ยมทิพย์มนัส Chief Investment Officer บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนไทยพาณิชย์ หรือ SCBAM กล่าวว่า ความผันผวนของตลาดมีแนวโน้มเกิดบ่อยและเปลี่ยนรูปแบบต่อเนื่อง ขณะที่กระแส AI ทำให้ผลตอบแทนและมูลค่าตลาดกระจุกตัวในหุ้นขนาดใหญ่ไม่กี่บริษัท
อีกทั้งความสัมพันธ์ระหว่างหุ้นและตราสารหนี้เปลี่ยนแปลงจากเดิม ทำให้การจัดพอร์ตด้วยหุ้นและตราสารหนี้เพียง 2 ประเภทอาจไม่เพียงพอต่อการกระจายความเสี่ยง
SCBAM จึงมองว่า Hedge Fund สามารถเข้ามาเป็นส่วนเสริมของพอร์ต ด้วยกลยุทธ์ที่มีความยืดหยุ่น เช่น Long-Short และ Leverage รวมถึงสามารถแสวงหาผลตอบแทนจากสินทรัพย์หลากหลายประเภท
อย่างไรก็ตาม ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวมีข้อจำกัดด้านสภาพคล่องและความซับซ้อน จึงเหมาะกับผู้ลงทุนสถาบันและผู้ลงทุนรายใหญ่พิเศษที่มีความเข้าใจผลิตภัณฑ์ รับความเสี่ยงสูง และสามารถลงทุนระยะยาวได้







