thansettakij
thansettakij
ฝนน้อย-เสี่ยงท่วมเฉพาะจุด กรมชลฯ คุมเข้มพื้นที่เศรษฐกิจ-เกษตรตลอดฤดูฝน

ฝนน้อย-เสี่ยงท่วมเฉพาะจุด กรมชลฯ คุมเข้มพื้นที่เศรษฐกิจ-เกษตรตลอดฤดูฝน

25 มิ.ย. 69 | 02:15 น.
อัปเดตล่าสุด :29 มิ.ย. 69 | 07:36 น.

ฝนต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 16% แต่บางพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมฉับพลัน กรมชลฯ เดินหน้าบริหารน้ำสองด้าน เร่งเก็บน้ำต้นทุน-ป้องกันผลกระทบพื้นที่เศรษฐกิจและเกษตร

KEY

POINTS

  • ภาพรวมปริมาณฝนทั่วประเทศยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ย แต่บางพื้นที่โดยเฉพาะภาคใต้และพื้นที่เชิงเขายังคงมีความเสี่ยงต่อน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก
  • กรมชลประทานเฝ้าระวังและบริหารจัดการน้ำเข้มข้นในพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญ โดยเฉพาะเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ที่มีปริมาณน้ำต้นทุนต่ำ
  • มีการปรับปฏิทินการเพาะปลูกในพื้นที่เกษตรกรรมลุ่มต่ำให้เร็วขึ้น เพื่อให้สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ก่อนช่วงฤดูน้ำหลาก
  • ดำเนินนโยบายเร่งกักเก็บน้ำในอ่างเก็บน้ำทั่วประเทศให้ได้มากที่สุด เพื่อสำรองไว้รับมือสถานการณ์ฝนทิ้งช่วงและผลกระทบจากปรากฏการณ์เอลนีโญ

แม้ประเทศไทยจะเข้าสู่ฤดูฝนอย่างเป็นทางการแล้ว แต่สถานการณ์น้ำปี 2569 กลับมีความซับซ้อนมากกว่าหลายปีที่ผ่านมา เมื่อปริมาณฝนสะสมทั่วประเทศยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยถึง 16% ขณะที่บางพื้นที่กลับเผชิญฝนตกหนักจนมีความเสี่ยงเกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก

ภาพดังกล่าวทำให้กรมชลประทานต้องวางแผนบริหารจัดการน้ำแบบ “สองด้านพร้อมกัน” ทั้งการเฝ้าระวังอุทกภัยในพื้นที่เสี่ยง และการเร่งกักเก็บน้ำต้นทุนเพื่อรับมือฝนทิ้งช่วงและความเสี่ยงจากปรากฏการณ์เอลนีโญที่คาดว่าจะส่งผลชัดเจนขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี

ดร.ธเนศร์ สมบูรณ์ ผู้อำนวยการสำนักบริหารจัดการน้ำและอุทกวิทยา และโฆษกกรมชลประทาน

ดร.ธเนศร์ สมบูรณ์ ผู้อำนวยการสำนักบริหารจัดการน้ำและอุทกวิทยา และโฆษกกรมชลประทาน กล่าวว่า แม้ภาพรวมฝนทั่วประเทศจะต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 16% แต่ยังมีหลายพื้นที่ที่ฝนตกสูงกว่าค่าเฉลี่ยอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะภาคใต้ฝั่งตะวันตก ซึ่งมีปริมาณฝนสูงกว่าค่าเฉลี่ยประมาณ 14% ส่งผลให้หลายจังหวัดต้องเฝ้าระวังน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลากอย่างใกล้ชิด

พื้นที่ชายขอบประเทศยังเสี่ยงน้ำป่า-น้ำท่วมฉับพลัน

ทั้งนี้พื้นที่ที่กรมชลประทานประเมินว่าต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ ได้แก่ จังหวัดกระบี่ พังงา และภูเก็ต ซึ่งเป็นพื้นที่เชิงเขาและมีฝนตกต่อเนื่อง รวมถึงพื้นที่ภาคเหนือบริเวณเชียงราย เชียงใหม่ ตลอดจนจังหวัดชายขอบภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อย่างนครพนม และสกลนคร ขณะที่ภาคตะวันออก โดยเฉพาะจันทบุรีและตราด ยังคงเป็นอีกพื้นที่ที่มีฝนตกสูงและมีโอกาสเกิดน้ำป่าไหลหลากตามลักษณะภูมิประเทศ

ดร.ธเนศร์ ระบุว่า ลักษณะน้ำท่วมที่น่ากังวลในปีนี้จะเป็นน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลากบริเวณเชิงเขาและพื้นที่ลาดชัน มากกว่าการเกิดน้ำท่วมขนาดใหญ่ในพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยาเหมือนในอดีต เนื่องจากภาพรวมปริมาณฝนทั้งประเทศยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ย

ฝนน้อย-เสี่ยงท่วมเฉพาะจุด กรมชลฯ คุมเข้มพื้นที่เศรษฐกิจ-เกษตรตลอดฤดูฝน

ข้อมูลสถานการณ์น้ำของกรมชลประทาน ณ วันที่ 12 มิถุนายน 2569 ยังสอดคล้องกับการประเมินดังกล่าว โดยพบว่าร่องมรสุมพาดผ่านภาคเหนือตอนบนและประเทศลาว ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้กำลังปานกลาง ส่งผลให้หลายพื้นที่มีฝนตกหนักถึงหนักมาก และมีความเสี่ยงเกิดน้ำท่วมฉับพลันในพื้นที่ลุ่มต่ำและบริเวณทางน้ำไหลผ่าน

เร่งป้องกันผลกระทบ EEC-ภาคอุตสาหกรรม

แม้การเฝ้าระวังน้ำท่วมจะเป็นภารกิจสำคัญ แต่สิ่งที่กรมชลประทานให้ความสำคัญไม่แพ้กันคือการรักษาเสถียรภาพน้ำต้นทุนในพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญ โดยเฉพาะเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC)

ดร.ธเนศร์ ยอมรับว่า พื้นที่ EEC เป็นหนึ่งในจุดที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด เนื่องจากปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำหลักหลายแห่งอยู่ในระดับต่ำกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยเฉพาะอ่างเก็บน้ำหนองปลาไหล ซึ่งเป็นแหล่งน้ำสำคัญสำหรับภาคอุตสาหกรรมในภาคตะวันออก

ฝนน้อย-เสี่ยงท่วมเฉพาะจุด กรมชลฯ คุมเข้มพื้นที่เศรษฐกิจ-เกษตรตลอดฤดูฝน

จากสถานการณ์ดังกล่าว อธิบดีกรมชลประทานได้สั่งการให้สำนักงานชลประทานที่ 9 เดินหน้าผันน้ำผ่านระบบท่อส่งน้ำจากอ่างเก็บน้ำประแสร์เข้าสู่คลองใหญ่และอ่างเก็บน้ำหนองปลาไหลอย่างเต็มศักยภาพ เพื่อเสริมความมั่นคงด้านน้ำให้ภาคอุตสาหกรรมและชุมชนในพื้นที่

แนวทางดังกล่าวสะท้อนว่า การบริหารจัดการน้ำในปัจจุบันไม่ได้มุ่งเฉพาะภาคเกษตรกรรมเท่านั้น แต่ต้องคำนึงถึงภาคอุตสาหกรรม การลงทุน และระบบเศรษฐกิจโดยรวมที่ต้องใช้น้ำเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโต

กักเก็บน้ำทุกอ่าง รับฝนทิ้งช่วงครึ่งปีหลัง

อีกหนึ่งความท้าทายสำคัญคือการรับมือกับปรากฏการณ์เอลนีโญที่เริ่มส่งสัญญาณชัดขึ้น กรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ว่าปริมาณฝนตลอดปีนี้อาจต่ำกว่าค่าเฉลี่ยราว 10% ขณะที่ช่วงกลางเดือนมิถุนายนถึงกลางเดือนกรกฎาคมเป็นช่วงฝนทิ้งช่วงตามฤดูกาล ซึ่งอาจยิ่งซ้ำเติมสถานการณ์น้ำในหลายพื้นที่

ด้วยเหตุนี้ กรมชลประทานจึงกำหนดนโยบายสำคัญคือการกักเก็บน้ำในอ่างเก็บน้ำทุกแห่งให้ได้มากที่สุด โดยเฉพาะอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ 35 แห่ง และอ่างเก็บน้ำขนาดกลางอีก 461 แห่งทั่วประเทศ

“เป้าหมายสำคัญคือเก็บน้ำต้นทุนให้มากที่สุด เพื่อให้มีน้ำเพียงพอสำหรับอุปโภคบริโภค รักษาระบบนิเวศ และสนับสนุนกิจกรรมทางเศรษฐกิจในปีถัดไป” ดร.ธเนศร์ กล่าว

ข้อมูลล่าสุดพบว่า อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศมีน้ำรวม 42,955 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือคิดเป็น 56% ของความจุอ่าง แต่ยังต่ำกว่าช่วงเดียวกันของปี 2568 ประมาณ 247 ล้านลูกบาศก์เมตร ขณะเดียวกันยังมีอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ 8 แห่งที่มีปริมาณน้ำต่ำกว่า 30% ของความจุ เช่น เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนขุนด่านปราการชล สะท้อนว่าการกักเก็บน้ำในช่วงฤดูฝนปีนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการบริหารจัดการน้ำในอนาคต

จัดปฏิทินปลูกข้าว ลดความเสี่ยงพื้นที่ลุ่มต่ำ

ในภาคเกษตรกรรม กรมชลประทานยังคงเดินหน้าปรับปฏิทินเพาะปลูกเพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์น้ำ พื้นที่ลุ่มต่ำสำคัญ เช่น บางระกำ จังหวัดพิษณุโลก รวมถึงพื้นที่ท้ายเขื่อนเจ้าพระยาตั้งแต่จังหวัดชัยนาทลงมาประมาณ 1 ล้านไร่ ได้รับการจัดระบบเพาะปลูกให้เร็วขึ้น เพื่อให้สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ก่อนช่วงน้ำหลาก นอกจากนี้ ยังครอบคลุมพื้นที่ลุ่มต่ำสำคัญในจังหวัดสิงห์บุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา และพื้นที่ทุ่งรับน้ำต่าง ๆ อาทิ ทุ่งผักไห่ ทุ่งป่าโมก ทุ่งบางบาล และทุ่งท่าวุ้ง

สำหรับพื้นที่ชลประทานทั่วประเทศซึ่งมีแผนเพาะปลูกราว 16-17 ล้านไร่ กรมชลประทานยังยืนยันว่าจะบริหารจัดการน้ำอย่างเต็มที่เพื่อไม่ให้พื้นที่เพาะปลูกได้รับความเสียหาย

อย่างไรก็ตาม พื้นที่นอกเขตชลประทาน รวมถึงบางพื้นที่ในลุ่มน้ำมูล จังหวัดนครราชสีมา บุรีรัมย์ และสุรินทร์ อาจต้องเตรียมแผนใช้น้ำน้อยหรือปรับเปลี่ยนรูปแบบการเพาะปลูก หากสถานการณ์ฝนไม่เป็นไปตามคาดการณ์

ระดมเครื่องมือทั่วประเทศรับสถานการณ์ฉุกเฉิน

เพื่อรองรับสถานการณ์น้ำท่วมฉับพลันที่อาจเกิดขึ้นในบางพื้นที่ กรมชลประทานได้เตรียมความพร้อมเครื่องจักรและบุคลากรทั่วประเทศ ปัจจุบันมีการเตรียมเครื่องสูบน้ำเคลื่อนที่จำนวน 1,820 เครื่อง รถบรรทุกน้ำ 280 คัน รวมถึงเครื่องจักรกลและเจ้าหน้าที่ประจำพื้นที่เสี่ยง เพื่อให้สามารถเข้าช่วยเหลือประชาชนได้อย่างรวดเร็ว

ขณะเดียวกัน การระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยายังคงอยู่ในระดับ 80 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ส่งผลให้ระดับน้ำในแม่น้ำสายหลักส่วนใหญ่ยังต่ำกว่าตลิ่งและอยู่ในเกณฑ์ปกติ แม้ปี 2569 จะยังไม่ใช่ปีที่น่ากังวลด้านน้ำท่วมขนาดใหญ่ แต่ความผันผวนของสภาพอากาศทำให้การบริหารจัดการน้ำต้องละเอียดและแม่นยำมากกว่าที่ผ่านมา