
เจ้าสัวธนินท์ แนะรัฐบาล ลงทุนชลประทาน-บริหารจัดการน้ำ พลิกเศรษฐกิจฐานราก
เจ้าสัวธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ เสนอนายกรัฐมนตรี บนเวที “ผู้ประกอบการพูด รัฐบาลฟัง” เจ้าสัวธนินท์ แนะรัฐบาล ลงทุนชลประทาน-บริหารจัดการน้ำ พลิกเศรษฐกิจฐานราก
KEY
POINTS
- เจ้าสัวธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ เสนอให้รัฐบาลเร่งลงทุนในระบบชลประทานและการบริหารจัดการน้ำ เพื่อแก้ปัญหาให้ภาคเกษตรกร
- ชี้ว่าหากมีน้ำเพียงพอจะช่วยให้เกษตรกรสามารถเพิ่มรอบการเพาะปลูกและเพิ่มผลผลิตต่อไร่ได้หลายเท่าตัว ซึ่งจะช่วยยกระดับรายได้และพลิกฟื้นเศรษฐกิจฐานราก
- เสนอแนวคิด "นิคมอุตสาหกรรมเกษตร" เพื่อเชื่อมโยงการผลิต แปรรูป และการตลาด สร้างสินค้าเกษตรมูลค่าสูงด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม
วันนี้ (15 พฤษภาคม 2569) ที่ทำเนียบรัฐบาล นายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ ร่วมเสนอแนวทางต่อรัฐบาลในเวที “The Listening Forum : Voices to the PM : ผู้ประกอบการพูด รัฐบาลฟัง” ว่า ประเทศไทยยังมีโอกาสมหาศาลท่ามกลางวิกฤตโลก โดยเฉพาะภาคเกษตรและอาหาร ซึ่งถือเป็น “น้ำมันบนดิน” ที่สร้างได้ไม่รู้จบ
ทั้งนี้ได้เสนอให้รัฐบาลเร่งลงทุนระบบชลประทาน การบริหารจัดการน้ำ และการยกระดับเกษตรสมัยใหม่ เพื่อเพิ่มรายได้เกษตรกร พลิกเศรษฐกิจฐานราก และสร้างความมั่นคงทางอาหารให้ประเทศในระยะยาว
นายธนินท์ กล่าวว่า ประเทศไทยมีจุดแข็งสำคัญด้านภูมิอากาศ แสงอาทิตย์ และศักยภาพการเพาะปลูก แต่ปัญหาหลักของเกษตรไทยคือน้ำ หากภาครัฐลงทุนด้านชลประทาน สร้างอ่างเก็บน้ำ และกระจายน้ำให้เข้าถึงพื้นที่เกษตรทั่วประเทศ เหมือนที่เคยพัฒนาไฟฟ้าและถนนเข้าถึงทุกหมู่บ้านในอดีต จะสามารถยกระดับผลผลิตและรายได้ของเกษตรกรได้อย่างก้าวกระโดด
อย่างไรก็ตามจากประสบการณ์ตรง หากมีน้ำ เกษตรกรสามารถเพาะปลูกได้ถึง 3 ครั้งต่อปี และหากยกระดับประสิทธิภาพการบริหารจัดการ ผลผลิตต่อไร่อาจเพิ่มขึ้นได้ถึง 5 เท่า
“น้ำมันบนดินสำคัญกว่าน้ำมันใต้ดิน เพราะทุกคนต้องกินอาหาร ชาวนาคือผู้มีพระคุณที่เลี้ยงคนทั้งประเทศ แต่วันนี้ชาวนายังยากจน เราต้องช่วยกันแก้ปัญหา” นายธนินท์ กล่าว
พร้อมกันนี้ ยังเสนอแนวคิด “นิคมอุตสาหกรรมเกษตร” ที่เชื่อมโยงภาคเกษตร อุตสาหกรรม และพาณิชย์ให้อยู่ในพื้นที่เดียวกัน เพื่อให้การผลิต การแปรรูป การขนส่ง และตลาดเชื่อมโยงเป็นระบบเดียว ลดต้นทุนโลจิสติกส์ และสร้างสินค้าเกษตรมูลค่าสูงผ่านการใช้ AI เทคโนโลยี และนวัตกรรมอาหารแห่งอนาคต
นายธนินท์ กล่าวว่า ภาคอุตสาหกรรมไทยยังมีโอกาสอีกมาก แต่ผู้ประกอบการต้องเร่งปรับตัวสู่ระบบการผลิตยุคใหม่ โดยใช้ AI เครื่องจักรอัตโนมัติ และระบบโลจิสติกส์อัจฉริยะ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการแข่งขันในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว รวมถึงการต่อยอดสินค้าเกษตรไทยสู่ผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง เช่น อาหารแปรรูป อาหารแห่งอนาคต และผลิตภัณฑ์ที่ใช้การวิจัยและพัฒนาอย่างเข้มข้น
“ผู้ชนะในอนาคตคือผู้ที่ปรับตัวได้เร็ว และโลจิสติกส์จะเป็นหัวใจสำคัญของการแข่งขัน หากใช้ AI บริหารจัดการได้ดี ธุรกิจเดิมจะมีประสิทธิภาพมากขึ้น และธุรกิจใหม่ ๆ จะเกิดขึ้นตามมาอีกมาก” นายธนินท์ กล่าวทิ้งท้าย
แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาล กล่าวว่า นายกรัฐมนตรี ได้รับข้อเสนอของภาคเอกชนทั้งหมด ซึ่งครอบคลุมหลายด้านทั้งเรื่องพลังงานสะอาด พลังงานสีเขียว การพัฒนาดิจิทัล และการปรับโครงสร้างประเทศไทย โดยจากนี้รัฐบาลจะขับเคลื่อนวาระต่าง ๆ ตามข้อเสนอที่เสนอมาของทุกกลุ่มอุตสาหกรรมผ่านคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (กรอ.) ซึ่งจะมีการจัดตั้งขึ้นในเร็ว ๆ นี้ มีนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน
“บรรยากาศในการหารือก็เป็นไปด้วยดีระหว่างรัฐบาลและภาคเอกชน โดยผู้บริหารระดับสูงของกลุ่มอุตสาหกรรมต่าง ๆ แม้จะนำเสนอข้อมูลมายังรัฐบาลแค่ 3 นาที แต่ก็มีรายละเอียดที่ต้องไปขับเคลื่อนร่วมกันต่อเนื่อง และจากนี้ไปทาง กรอ. จะรับหน้าที่ไปขับเคลื่อนแต่ละเรื่องออกมาให้เห็นผลออกมาที่ชัดเจน โดยจะมีสภาพัฒน์เป็นผู้รวบรวมรายละเอียดต่อไป”







