
เอกชน-องค์กรสากล ดัน Traceability ในไทย ใช้บล็อกเชน+AI สกัดเผา ลด PM2.5
เอกชน-องค์กรสากล-ภาคประชาสังคม ขับ “Traceability” ในไทย ใช้บล็อกเชน+AI และภาพถ่ายดาวเทียม เชื่อมข้อมูลแปลงปลูกถึงผู้บริโภค ชี้พิกัดการเผาแม่นยำ เร่งสร้างแรงจูงใจ-ถ่ายทอดองค์ความรู้ หนุนเกษตรกรเปลี่ยนผ่านสู่ปลอดเผา ยกระดับมาตรฐาน ลด PM2.5 ได้จริงทั้งห่วงโซ่
KEY
POINTS
- ภาคเอกชนพัฒนาแพลตฟอร์มตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) โดยใช้เทคโนโลยีบล็อกเชนเพื่อความโปร่งใส และใช้ AI ร่วมกับภาพถ่ายดาวเทียมเพื่อตรวจจับการเผาในพื้นที่เกษตรอย่างแม่นยำ
- เป้าหมายหลักของระบบคือการสร้างห่วงโซ่อุปทานที่โปร่งใส สามารถติดตามที่มาของผลผลิตเพื่อยืนยันกระบวนการผลิตที่ปลอดการเผา ซึ่งเป็นแนวทางแก้ปัญหามลพิษและฝุ่น PM2.5
- ความร่วมมือนี้ได้รับการผลักดันจากองค์กรสากลที่เน้นย้ำความสำคัญของการมีหน่วยงานอิสระเข้ามาตรวจสอบ เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือและทำให้ระบบเป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ
นายสรรเสริญ สมัยสุต กรรมการผู้จัดการและผู้บริหารแบรนด์ AXONS หน่วยงานภาคเอกชนผู้พัฒนา เทคโนโลยีระบบตรวจสอบย้อนกลับ กล่าวว่า ภาคการเกษตรและอาหารจำเป็นต้องยกระดับด้วย “ระบบตรวจสอบย้อนกลับ” ในฐานะโครงสร้างพื้นฐานของการบริหารจัดการยุคใหม่ เพื่อสร้างความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือตลอดห่วงโซ่อุปทาน AXONS จึงพัฒนา “AXONS Trace” บนเทคโนโลยีบล็อกเชน ซึ่งทำให้ข้อมูลไม่สามารถแก้ไขย้อนหลังได้ และสามารถตรวจสอบแหล่งที่มาของสินค้าได้ในขั้นตอนเดียว (One Step)
ตั้งแต่ฟาร์ม โรงงานผลิต ไปจนถึงโรงงานอาหารสัตว์ พร้อมแสดงข้อมูลมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง ข้อมูลโภชนาการ และมิติด้านความยั่งยืนอย่างครบถ้วน ระบบดังกล่าวยกระดับความเชื่อมั่นของผู้บริโภค เป็นเครื่องมือสำคัญกำกับพฤติกรรมการผลิตให้สอดคล้องกับมาตรฐานโลก โดยต่อยอดจากประสบการณ์การพัฒนาเทคโนโลยีในอุตสาหกรรมเกษตรและอาหารมาอย่างยาวนาน เพื่อผลักดันความสามารถในการแข่งขันและความยั่งยืนในระยะยาว
ในเชิงการทำงานด้านเทคโนโลยี นายบดินทร์ มิลินทางกูร IT Solution Director, AXONS อธิบายถึงการพัฒนาแพลตฟอร์มตรวจสอบย้อนกลับในงานเวทีเสวนา “ระบบตรวจสอบย้อนกลับ...เกษตรปลอดเผา นำไทยยั่งยืน” ซึ่งจัดโดยหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยไว้ว่า ระบบตรวจสอบย้อนกลับทำให้ผลผลิตทุกล็อตมีตัวตน สามารถตรวจสอบได้ทุกขั้นตอนการผลิต ผ่านการเชื่อมโยงข้อมูลแปลงปลูก ประวัติการเพาะปลูก และการจัดการพื้นที่เข้ากับห่วงโซ่อาหารทั้งหมด
ความท้าทายสำคัญคือการระบุพื้นที่เผาให้ได้อย่างแม่นยำ ซึ่งระบบใช้เอไอร่วมกับภาพถ่ายดาวเทียมทั้งแบบรายวันและย้อนหลัง เพื่อตรวจจับร่องรอยการเผาได้ ทำให้การตัดสินใจเชิงบริหาร หรือการรับซื้อผลผลิตมีความแม่นยำ โปร่งใส ตรวจสอบได้ และบริหารจัดการได้อย่างมีระบบ แพลตฟอร์มดังกล่าวพัฒนามากว่า 5 ปี บนฐานข้อมูลกายภาพจริงในพื้นที่ และยังมีแอปพลิเคชันสำหรับเกษตรกรเพื่อบันทึกและติดตามการพัฒนาแปลงปลูก สะท้อนการยกระดับจาก “การเห็นข้อมูล” ไปสู่ “การจัดการข้อมูล” อย่างเป็นระบบ
ขณะที่นายจารุวัฒน์ บุญรอด ผู้จัดการฝ่ายรับรองคุณภาพ บริษัท คอนโทรล ยูเนียน (ประเทศไทย) จำกัด หน่วยงานสากลผู้ตรวจสอบเทคโนโลยีระบบตรวจสอบย้อนกลับ กล่าวในงานเสวนาดังกล่าวว่า แก่นของระบบตรวจสอบย้อนกลับอยู่ที่ความสามารถในการติดตาม chain of custody หรือเส้นทางการเคลื่อนย้ายของสินค้าในทุกขั้นตอน ตั้งแต่ฟาร์ม ผู้รับซื้อ จนถึงผู้บริโภค โดยต้องตรวจสอบได้ทั้งในมิติของเทคโนโลยีและเอกสารประกอบ หากระบบมีประสิทธิภาพ จะต้องสามารถย้อนกลับได้ครบทุกจุดและทุกช่วงเวลา พร้อมมีหน่วยงานอิสระเข้ามาตรวจสอบเพื่อยืนยันความน่าเชื่อถือของข้อมูล ทำให้ระบบไม่เพียงโปร่งใส แต่ยัง “พิสูจน์ได้” ในระดับสากล
ด้านความเห็นของภาคประชาสังคมที่ดำเนินโครงการร่วมกับเกษตรกร และชาวบ้านในพื้นที่ทั้งในประเทศไทย และเมียนมา โดยนางสาวสุดารัตน์ โรจน์พงศ์เกษม ผู้อำนวยการฝ่าย Nature-based Solution มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง เน้นว่า ระบบตรวจสอบย้อนกลับต้องทำงานควบคู่กับกลไกอื่น โดยเฉพาะการสร้างแรงจูงใจทางเศรษฐกิจและการให้ความรู้แก่เกษตรกร ในพื้นที่ราบ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสามารถขับเคลื่อนได้ผ่านมาตรการและผลตอบแทนที่เหมาะสม แต่ในพื้นที่สูงซึ่งมีความซับซ้อนจากความลาดชันและข้อจำกัดด้านการจัดการแปลง จำเป็นต้องสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านจากพืชไร่หมุนเวียนไปสู่ระบบวนเกษตร
รวมถึงสร้างความมั่นคงในสิทธิทำกิน ควบคู่กับการมีส่วนร่วมของผู้รับซื้อและพ่อค้าคนกลางในการถ่ายทอดความรู้สู่ชุมชน ทั้งนี้ ประสบการณ์จากโครงการในเมียนมาสะท้อนชัดว่า เมื่อมีระบบสนับสนุนที่เหมาะสม การเผาสามารถลดลงได้จริง โดยหัวใจสำคัญของระบบคือข้อมูลที่โปร่งใสและเปิดเผยได้ ซึ่งต้องตั้งอยู่บนระบบนิเวศที่ช่วยเหลือเกษตรกรอย่างรอบด้าน
ภาพรวมสะท้อนว่า การยกระดับระบบตรวจสอบย้อนกลับเป็นเครื่องมือกำกับ และโครงสร้างพื้นฐานเชิงกลยุทธ์ที่เชื่อมโยงข้อมูล เทคโนโลยี และแรงจูงใจเข้าด้วยกัน เมื่อระบบสามารถระบุแหล่งที่มาและพฤติกรรมการผลิตได้อย่างชัดเจน พร้อมมีการตรวจสอบยืนยันในทุกขั้นตอน ก็จะสร้างแรงกดดันเชิงบวกต่อทั้งผู้ผลิตและตลาด นำไปสู่การลดการเผาอย่างต่อเนื่อง และลดผลกระทบจากฝุ่นควันและ PM 2.5 ได้ในระยะยาว







