thansettakij
thansettakij
'เจาะโครงสร้างราคาน้ำมัน' หลังสงครามตะวันออกกลาง ถล่มเศรษฐกิจไทย

'เจาะโครงสร้างราคาน้ำมัน' หลังสงครามตะวันออกกลาง ถล่มเศรษฐกิจไทย

24 มี.ค. 69 | 11:14 น.
อัปเดตล่าสุด :24 มี.ค. 69 | 11:22 น.

'ช่องแคบฮอร์มุซ' ปิด น้ำมันพุ่ง 130 ดอลลาร์ เปิดความจริงซ่อนเร้นเบื้องหลัง "ค่าการกลั่น" ที่คนไทยเข้าใจผิดมาตลอด พร้อมคำตอบว่าเศรษฐกิจไทยจะรับมือวิกฤตครั้งนี้ได้แค่ไหน

สถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างกะทันหันในช่วงต้นปี 2569 ได้กลายเป็นปัจจัยหลักที่สั่นคลอนเสถียรภาพทางเศรษฐกิจทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

การปิดช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ซึ่งเปรียบเสมือนเส้นเลือดใหญ่ทางการค้าด้านพลังงานของโลก ส่งผลให้เกิดการชะงักของอุปทานพลังงานมหาศาล และกลายเป็นแรงผลักดันให้ราคาน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติพุ่งสูงขึ้น จนกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชนในวงกว้าง

ผลกระทบจากการปิดเส้นเลือดใหญ่พลังงานโลก

ช่องแคบฮอร์มุซมีความสำคัญอย่างยิ่งยวดเนื่องจากเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันดิบกว่า 20 ล้านบาร์เรลต่อวันสู่ตลาดโลก และยังเป็นทางผ่านหลักของก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ปริมาณมหาศาล เมื่อเส้นทางนี้ถูกปิด อุปทานน้ำมันหายไปจากระบบทันทีในสัดส่วนที่น่าตกใจ โดยประเมินว่าเพียงระยะเวลาไม่ถึง 20 วัน อุปทานน้ำมันหายไปแล้วกว่า 360 ล้านบาร์เรล

ปรากฏการณ์นี้ทำให้เกิดภาวะ “ช็อก” ในตลาดพลังงาน ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบดูไบพุ่งทะยานไปแตะระดับเกือบ 130 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ขณะที่ราคาน้ำมันสำเร็จรูปอย่างดีเซลในตลาดโลกดีดตัวสูงขึ้นถึง 180-197 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ซึ่งถือเป็นระดับที่สูงกว่าช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครนที่เคยเกิดขึ้นก่อนหน้านี้

ไม่เพียงแต่น้ำมันเท่านั้น ราคาก๊าซธรรมชาติเหลวในตลาดจร (Spot LNG) ก็ได้รับผลกระทบอย่างหนัก โดยราคาพุ่งสูงขึ้นกว่า 80% ในช่วงเวลาอันสั้น สำหรับประเทศไทยซึ่งต้องนำเข้าก๊าซธรรมชาติประมาณ 30% ของความต้องการใช้ในประเทศ การพุ่งสูงขึ้นของราคาก๊าซจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนการผลิตไฟฟ้าและค่า Ft ในงวดต่อไปอย่างแน่นอน 

ทำความเข้าใจโครงสร้าง “ค่าการกลั่น”: กำไรหรือต้นทุนที่มองไม่เห็น?

ท่ามกลางวิกฤตราคาพลังงาน มักเกิดกระแสความเข้าใจผิดเกี่ยวกับกำไรของโรงกลั่นน้ำมัน โดยเฉพาะเมื่อเห็นตัวเลข “ค่าการกลั่น” (Gross Refinery Margin - GRM) ปรับตัวสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม จำเป็นต้องทำความเข้าใจว่าค่าการกลั่น ไม่ใช่กำไรสุทธิ ของโรงกลั่น

ค่าการกลั่นคือส่วนต่างระหว่างราคาน้ำมันดิบที่ซื้อเข้ามา กับราคาเฉลี่ยของน้ำมันสำเร็จรูปทุกชนิดที่กลั่นออกมาได้ และในความเป็นจริง โรงกลั่นยังมีต้นทุนอื่นๆ อีกมหาศาลที่ไม่ได้รวมอยู่ในตัวเลขนี้ โดยเฉพาะในช่วงวิกฤตการณ์สงคราม ดังนี้:

  1. Crude Premium: ในยามที่น้ำมันขาดแคลน โรงกลั่นต้องไปแย่งซื้อน้ำมันดิบในตลาดโลก ทำให้ต้องจ่ายส่วนเพิ่ม (Premium) จากราคาตลาดปกติ ซึ่งอาจสูงถึง 3 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล หรือประมาณ 3 บาทต่อลิตร
  2. ค่าขนส่งและประกันภัย: เมื่อเกิดสงครามและความเสี่ยงในการเดินเรือผ่านพื้นที่ขัดแย้ง ค่าระวางเรือและค่าประกันภัยขนส่งสินค้าทางทะเลจะปรับตัวสูงขึ้นเป็นเท่าตัว
  3. ต้นทุนการดำเนินงาน: โรงกลั่นมีค่าใช้จ่ายคงที่ เช่น ค่าพลังงานที่ใช้ในการกลั่น (ซึ่งสูงขึ้นตามราคาตลาด) ค่าแรงงาน และค่าบำรุงรักษาเครื่องจักร

นอกจากนี้ การประเมินผลกำไรของโรงกลั่นไม่สามารถดูจากตัวเลขรายวันหรือรายสัปดาห์ได้ เนื่องจากโรงกลั่นต้องเผชิญกับความเสี่ยงด้านราคา หากสั่งซื้อน้ำมันดิบราคาสูงมาเก็บไว้ แต่ในอนาคตราคาตลาดโลกปรับลดลง โรงกลั่นจะต้องแบกรับผลขาดทุนจากการสต็อกน้ำมันทันที ข้อมูลในอดีตแสดงให้เห็นว่าแม้บางไตรมาสค่าการกลั่นจะดูสูง แต่เมื่อสรุปผลประกอบการทั้งปี กำไรอาจเหลือน้อยมากหรือแทบไม่มีเลย ดังนั้น การที่โรงกลั่นน้ำมันทั้ง 6 แห่งในประเทศไทยยังคงเดินเครื่องเต็มกำลัง จึงถือเป็นการสร้างความมั่นคงด้านอุปทานให้แก่ประเทศภายใต้ความเสี่ยงทางธุรกิจที่สูงขึ้น

ความมั่นคงทางพลังงาน: น้ำมันสำรองเพียงพอแต่ต้องไม่ประมาท

หนึ่งในความกังวลหลักของประชาชนคือความกลัวว่าน้ำมันจะขาดแคลน อย่างไรก็ตาม ข้อมูลยืนยันชัดเจนว่า ประเทศไทยมีปริมาณน้ำมันสำรองที่เพียงพอสำหรับการใช้งานได้นานกว่า 100 วัน (ข้อมูล ณ 20 มี.ค. 69)
ปัญหาที่พบเห็นว่าบางสถานีบริการน้ำมันขาดแคลนชั่วคราว ไม่ได้เกิดจากน้ำมันในประเทศไม่พอ แต่เป็น ปัญหาด้านโลจิสติกส์ และความตื่นตระหนก เนื่องจากมีความต้องการใช้น้ำมันดีเซลพุ่งสูงขึ้นผิดปกติ ทำให้รถขนส่งน้ำมันไม่สามารถกระจายน้ำมันได้ทันตามรอบการใช้งานปกติ 

ในขณะเดียวกัน ในสภาวะที่ราคาต้นทุนพลังงานโลกอยู่ในระดับสูงเช่นนี้ การช่วยกันประหยัดพลังงาน จึงเป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยชาติได้ดีที่สุด การลดการใช้รถยนต์ส่วนบุคคล การใช้ระบบขนส่งสาธารณะ หรือการบริหารจัดการการเดินทางร่วมกัน (Car Pool) จะช่วยลดการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศ ซึ่งเป็นการลดการสูญเสียเงินตราต่างประเทศและช่วยบรรเทาภาระของกองทุนน้ำมันในทางอ้อม

บทบาทของรัฐบาล: การบริหารจัดการกองทุนน้ำมันอย่างรอบคอบ

บทบาทหน้าที่ของรัฐบาลผ่านกระทรวงพลังงานและกระทรวงการคลังในช่วงเวลานี้คือการตัดสินใจที่ยากลำบาก ระหว่างการพยุงราคาเพื่อช่วยเหลือประชาชนกับการรักษาเสถียรภาพทางการเงินของประเทศ ปัจจุบัน กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ได้รับหน้าที่แบกรับภาระส่วนต่างราคาอย่างมหาศาลเพื่อตรึงราคาดีเซลไว้ไม่ให้สูงเกินไป จนสถานะกองทุนเริ่มติดลบและเผชิญความเสี่ยงด้านสภาพคล่องการบริหารจัดการกองทุนน้ำมันในระยะต่อจากนี้ จำเป็นต้องดำเนินการอย่างรอบคอบและมีวิสัยทัศน์

การอุดหนุนราคาในระดับที่สูงเกินไปอย่างต่อเนื่อง อาจทำให้กองทุนขาดสภาพคล่องและกลายเป็นภาระงบประมาณแผ่นดินในอนาคต รัฐบาลจึงควรพิจารณาปรับราคาสะท้อนความเป็นจริงแบบค่อยเป็นค่อยไปควบคู่ไปกับการใช้มาตรการทางภาษีสรรพสามิตอย่างเหมาะสม เพื่อให้ระบบพลังงานของประเทศยังคงเดินหน้าต่อไปได้อย่างยั่งยืน

โดยสรุป วิกฤตการณ์ในตะวันออกกลางครั้งนี้คือบททดสอบครั้งสำคัญของเศรษฐกิจไทย แม้ความมั่นคงด้านปริมาณน้ำมันจะยังคงแข็งแกร่ง แต่ความผันผวนด้านราคาคือความจริงที่เราต้องยอมรับ การสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับโครงสร้างราคาและค่าการกลั่น จะช่วยลดความขัดแย้งในสังคม ขณะที่ความร่วมมือจากประชาชนในการประหยัดพลังงาน และการบริหารจัดการที่ชาญฉลาดจากภาครัฐ จะเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยผ่านพ้นวิกฤตพลังงานครั้งนี้ไปได้อย่างยั่งยืน