
โซลาร์ภาคประชาชนล้านหหลังโอกาสเปลี่ยนผ่านพลังงานสะอาด จี้รัฐต้องปรับกติกา
อสังหาฯ หนุน โซลาร์ภาคประชาชน 1ล้านหลัง โอกาสเปลี่ยนผ่านพลังงานสะอ่าด จี้รัฐต้องปรับกติกา เปิดทาง SME และคุ้มครองประชาชนระยะยาว
KEY
POINTS
- สนับสนุนโครงการโซลาร์ภาคประชาชน 1 ล้านหลังคาเรือนเพื่อเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด แต่เรียกร้องให้รัฐปรับปรุงกติกาเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด
- กติกาปัจจุบันเป็นอุปสรรคต่อผู้ประกอบการรายย่อย (SME) ในการแข่งขัน เช่น การขออนุญาตที่ล่าช้า และเงื่อนไขการวางหลักประกันที่สร้างภาระทางการเงินสูง
- เสนอให้รัฐสร้างการแข่งขันที่เป็นธรรม โปร่งใส และมีมาตรการคุ้มครองผู้บริโภคในระยะยาว เช่น การรับรองมาตรฐานผู้ติดตั้งและระบบประกันความเสี่ยง
ท่ามกลางสถานการณ์ต้นทุนพลังงานที่ยังเป็นภาระสำคัญของภาคครัวเรือน รัฐบาลเดินหน้าผลักดันการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด ผ่านโครงการโซลาร์ภาคประชาชน ตั้งเป้าขยายการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ให้ครอบคลุม 1 ล้านหลังคาเรือน พร้อมจัดสรรงบประมาณสนับสนุนครัวเรือนละ 50,000 บาท เพื่อจูงใจให้ประชาชนหันมาใช้พลังงานสะอาดมากขึ้น
โครงการดังกล่าวไม่เพียงเป็นการส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทนและลดการพึ่งพาพลังงานจากเชื้อเพลิงฟอสซิลเท่านั้น แต่ยังมุ่งสร้างประโยชน์โดยตรงให้กับประชาชน ทั้งการลดภาระค่าใช้จ่ายด้านค่าไฟฟ้าในระยะยาว และเปิดโอกาสให้ครัวเรือนที่ผลิตไฟฟ้าได้เกินความต้องการ สามารถขายไฟฟ้าส่วนเกินคืนให้กับภาครัฐได้
นับเป็นอีกหนึ่งมาตรการสำคัญในการเปลี่ยนประชาชนจากผู้บริโภคพลังงานให้กลายเป็นผู้ผลิตพลังงานรายย่อย พร้อมสร้างการมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนประเทศสู่สังคมคาร์บอนต่ำ และวางรากฐานระบบพลังงานที่ยั่งยืนในอนาคต
โอกาสเปลี่ยนผ่านพลังงานสะอาด แต่รัฐต้องปรับกติกา
นายสุนทร สถาพร นายกสมาคมธุรกิจธุรกิจบ้านจัดสรร เปิดเผย”ฐานเศรษฐกิจ”ว่า สนับหนุนโซลาร์ภาคประชาชน 1 ล้านหลัง เพราะเป็นโอกาสเปลี่ยนผ่านพลังงานสะอาด แต่รัฐต้องปรับกติกา เปิดทาง SMEแข่งขันแได้จริง และคุ้มครองประชาชนระยะยาว
สนับสนุนนโยบายโซลาร์ภาคประชาชน เป็นทิศทางที่ดีต่อประเทศในระยะยาว
ในภาพรวม พี่สนับสนุนให้รัฐบาลเดินหน้าโครงการโซลาร์ภาคประชาชน 1 ล้านหลัง เพราะถือเป็นก้าวสำคัญของการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานของประเทศ จากการพึ่งพาพลังงานฟอสซิลไปสู่พลังงานสะอาด เปิดโอกาสให้ประชาชนเป็นทั้งผู้ใช้และผู้ผลิตพลังงาน ลดภาระค่าไฟฟ้าในระยะยาว และช่วยเพิ่มความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ
การที่ภาครัฐสนับสนุนเงินลงทุนครัวเรือนละ 50,000 บาท มีเป้าหมาย 1 ล้านครัวเรือน จึงเป็นนโยบายที่มีประโยชน์ต่อประชาชนและเศรษฐกิจโดยรวม หากดำเนินการด้วยหลักความโปร่งใส เป็นธรรม และเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนแข่งขันอย่างเสรี
อย่างไรก็ตาม ความคุ้มค่าของการติดตั้ง Solar Rooftop ไม่ควรพิจารณาจากรายได้จากการขายไฟฟ้าคืนให้รัฐเพียงอย่างเดียว แต่ต้องคำนึงถึงการประหยัดค่าไฟจากการใช้ไฟฟ้าที่ผลิตได้เองเป็นหลักด้วย เพราะการขายไฟฟ้าส่วนเกินในอัตรา 2.20 บาทต่อหน่วย มีมูลค่าต่ำกว่าราคาค่าไฟฟ้าที่ประชาชนซื้อจากระบบปกติ ดังนั้น ผู้ที่ใช้ไฟฟ้าในช่วงกลางวันมาก มีแนวโน้มได้รับประโยชน์คุ้มค่ากว่าครัวเรือนที่ใช้ไฟฟ้าในช่วงกลางคืนเป็นหลัก ส่วนการลงทุนโดยใช้เงินกู้ธนาคาร ต้องพิจารณาต้นทุนดอกเบี้ย ระยะเวลาผ่อนชำระ และเงินประหยัดค่าไฟที่เกิดขึ้นจริงประกอบกัน ไม่ควรโฆษณาว่าทุกครัวเรือนจะคืนทุนได้เท่ากัน
2) รัฐต้องปรับกติกาให้ SME สามารถแข่งขันและเข้าร่วมโครงการได้จริง
เท่าที่ทราบ เจตนารมณ์ของรัฐบาลต้องการเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการติดตั้ง Solar Rooftop โดยเฉพาะ SME รายเล็กและรายกลาง เข้ามามีส่วนร่วม สร้างงานและกระจายรายได้ไปสู่ผู้ประกอบการในประเทศ ซึ่งเป็นแนวทางที่ดี แต่ขณะนี้มีเสียงสะท้อนจากผู้ประกอบการ SME จำนวนหนึ่งว่า หลักเกณฑ์และเงื่อนไขบางประการอาจสร้างภาระเกินความจำเป็น จนทำให้ผู้ประกอบการรายเล็กไม่สามารถเข้าร่วมได้จริง
พบประเด็นที่ควรทบทวนอย่างน้อย 3 เรื่อง
เรื่องแรก การกำหนดมาตรฐานและการอนุญาตเชื่อมต่อระบบไฟฟ้า
ปัจจุบันการไฟฟ้าทั้งสองแห่งมีบทบาททั้งในการกำหนดหลักเกณฑ์ ตรวจสอบคุณภาพงาน และอนุญาตให้เชื่อมต่อระบบไฟฟ้า ขณะที่มีการดำเนินธุรกิจหรือรับงานติดตั้งผ่านผู้รับเหมาช่วงด้วย จึงควรออกแบบระบบกำกับดูแลให้มีความเป็นกลาง ป้องกันข้อกังวลเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน และสร้างความมั่นใจว่าผู้ประกอบการทุกรายได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียม
อีกประเด็นคือ ระยะเวลาการพิจารณาคำขอขนานไฟฟ้า ซึ่งมีผู้ประกอบการรายย่อยสะท้อนจากประสบการณ์ว่าอาจใช้เวลาหลายเดือนในบางพื้นที่ ส่งผลกระทบต่อการส่งมอบงานและต้นทุนทางการเงิน
นายสุนทรเสนอว่าให้กำหนดกรอบเวลาการตรวจสอบและอนุญาตที่ชัดเจน มีระบบติดตามสถานะออนไลน์ และหากเอกสารครบถ้วนก็ควรดำเนินการภายในระยะเวลาที่ประกาศไว้ เช่น กรอบ 7 วันทำการตามที่มีการสื่อสาร โดยต้องมีระบบรับผิดชอบหากหน่วยงานไม่สามารถดำเนินการได้ตามกำหนด ทั้งนี้ การตรวจสอบมาตรฐานความปลอดภัยยังต้องทำอย่างครบถ้วน
เรื่องที่สอง หลักประกันต้องได้สัดส่วนกับความเสี่ยงและขนาดธุรกิจ
เงื่อนไขการวาง Bank Guarantee สำหรับการติดตั้งแต่ละหลัง และการกำหนดหลักประกันด้านบริการหลังการขายและประกันภัยต่อเนื่องหลายปี เป็นภาระที่ผู้ประกอบการรายเล็กต้องนำเงินทุนไปผูกไว้จำนวนมาก
ตัวอย่างเช่น หลักประกันการติดตั้ง 50,000 บาทต่อหลัง เมื่อเทียบกับมูลค่างานติดตั้งที่ผู้ประกอบการสะท้อน อาจคิดเป็นสัดส่วนสูงถึงประมาณ 30–35% ของมูลค่างาน ทำให้ SME ที่มีเงินทุนจำกัดไม่สามารถรับงานจำนวนมากได้ ขณะที่ยังมีต้นทุนค่าธรรมเนียมธนาคาร ค่าประกันภัย และค่าใช้จ่ายในการดูแลระบบต่อเนื่อง
ทั้งนี้ไม่ได้ปฏิเสธความจำเป็นของหลักประกัน เพราะประชาชนต้องได้รับการคุ้มครอง แต่ต้องถามว่าการกำหนดหลักประกันในระดับเดียวกันสำหรับทุกบริษัท เป็นวิธีที่เหมาะสมที่สุดหรือไม่ เสนอว่าให้มีทางเลือก เช่น
- กำหนดหลักประกันตามขนาดธุรกิจ ผลงาน และประวัติความน่าเชื่อถือ
- ใช้ระบบประกันภัยความรับผิดหรือกองทุนค้ำประกันกลางแทนการวางหลักประกันเต็มจำนวนในบางกรณี
- เปิดให้ใช้หลักประกันแบบกลุ่มหรือวงเงินรวมตามจำนวนงานที่รับผิดชอบ
- แยกหลักประกันการส่งมอบงานออกจากหลักประกันการรับประกันคุณภาพและบริการหลังการขาย
นอกจากนี้ ต้องกำหนดให้ชัดเจนว่าผู้ประกอบการจะได้รับชำระเงินอย่างไร เพื่อไม่ให้ SME ต้องเป็นผู้แบกรับภาระเงินทุนหมุนเวียนแทนโครงการของรัฐ
เรื่องที่สาม ต้องเปิดเผยกติกาและสร้างการแข่งขันที่เป็นธรรม
ภาครัฐควรเปิดเผยหลักเกณฑ์ทั้งหมดให้ชัดเจน ตั้งแต่การขึ้นทะเบียนผู้ติดตั้ง การประเมินคุณภาพ การอนุญาตขนานไฟ การรับประกัน การจ่ายเงินสนับสนุน ไปจนถึงการตรวจสอบหลังติดตั้ง ไม่ควรให้ผู้ประกอบการต้องเผชิญกับกฎเกณฑ์ที่ไม่ชัดเจนหรือเปลี่ยนแปลงระหว่างดำเนินโครงการ เพราะจะสร้างความได้เปรียบให้กับบริษัทที่มีเงินทุนสูงและมีความสัมพันธ์กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมากกว่าผู้ประกอบการทั่วไป
หากรัฐเร่งกระตุ้นความต้องการติดตั้งจำนวนมาก แต่ระบบอนุญาต บุคลากร และห่วงโซ่อุปทานยังไม่พร้อม ก็อาจเกิดปัญหาคอขวด อุปกรณ์ขาดแคลน ราคาสูงขึ้น และคุณภาพการติดตั้งลดลงได้
3) ประชาชนต้องได้ประโยชน์จริง และได้รับการดูแลตลอดอายุการใช้งาน
ประเด็นนี้พี่ให้ความสำคัญมากที่สุด เพราะท้ายที่สุดแล้วโครงการจะประสบความสำเร็จหรือไม่ ไม่ได้วัดจากจำนวนผู้ลงทะเบียนหรือจำนวนหลังคาที่ติดตั้ง แต่ต้องวัดจากประชาชนได้รับประโยชน์จริง ประหยัดค่าไฟได้จริง ระบบมีความปลอดภัย และมีผู้รับผิดชอบเมื่อเกิดปัญหาในอนาคต
สำหรับธุรกิจบ้านจัดสรร พี่มองว่า Solar Rooftop สามารถพัฒนาเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับบ้านได้ โดยผู้ประกอบการสามารถออกแบบบ้านให้พร้อมรองรับระบบโซลาร์ตั้งแต่ต้น หรือจัดเป็นทางเลือกเพิ่มเติมให้ลูกค้า เช่น บ้านประหยัดพลังงาน บ้าน Green Home หรือ Smart Home ที่สามารถบริหารจัดการพลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
อย่างไรก็ตาม ไม่ควรนำ Solar Rooftop มาเป็นเพียงจุดขายทางการตลาด แต่ต้องคำนวณความเหมาะสมของระบบกับพฤติกรรมการใช้ไฟฟ้าของลูกค้า และเปิดเผยต้นทุน ผลประหยัด และระยะเวลาคืนทุนอย่างตรงไปตรงมา
ส่วนผู้ประกอบการ SME ที่เข้ามาติดตั้ง พี่คิดว่าความเชื่อมั่นของประชาชนจะเกิดขึ้นได้จากระบบรับรองมาตรฐานที่ตรวจสอบได้ ไม่ใช่ดูจากขนาดหรือชื่อเสียงของบริษัทเพียงอย่างเดียว โดยควรมีมาตรการสนับสนุนดังนี้
1. ระบบรับรองผู้ติดตั้งมาตรฐานเดียวกัน มีการตรวจสอบความรู้ ความสามารถ ผลงาน และประวัติการดำเนินงานอย่างเป็นกลาง
2. สัญญามาตรฐานและการรับประกันที่ชัดเจน ระบุความรับผิดชอบของผู้ติดตั้ง อุปกรณ์ และบริการหลังการขาย รวมถึงช่องทางร้องเรียนและแก้ไขปัญหา
3. ระบบฐานข้อมูลผู้ติดตั้งที่ประชาชนตรวจสอบได้ ทั้งประวัติผลงาน มาตรฐานการติดตั้ง และประวัติการให้บริการ
4. มีระบบประกันภัยหรือกองทุนคุ้มครองผู้บริโภค เพื่อให้ประชาชนได้รับการดูแล แม้ผู้ติดตั้งรายเล็กจะเลิกกิจการหรือไม่สามารถรับผิดชอบต่อได้ในอนาคต
อย่างไรก็ตามอยากเห็นโครงการนี้เป็นความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน ผู้ประกอบการรายใหญ่และรายเล็ก โดยรัฐทำหน้าที่กำหนดมาตรฐานที่เป็นกลางและกำกับดูแลให้เป็นธรรม ภาคเอกชนแข่งขันด้านราคาและคุณภาพ ส่วนประชาชนเป็นผู้ได้รับประโยชน์สูงสุด
สุดท้าย อยากฝากว่า โครงการโซลาร์ภาคประชาชน 1 ล้านหลัง เป็นโอกาสสำคัญของประเทศที่ไม่ควรปล่อยให้เสียไปเพราะกติกาที่ไม่เหมาะสม เราต้องการให้ประชาชนได้ใช้พลังงานสะอาดในราคาที่คุ้มค่า ต้องการให้ SME ไทยเติบโต และต้องการให้ประเทศมีความมั่นคงด้านพลังงานในระยะยาว ทั้งสามเรื่องนี้ต้องเดินไปด้วยกัน ไม่ใช่เลือกให้ความสำคัญกับเรื่องใดเรื่องหนึ่งเท่านั้น







