thansettakij
thansettakij
จากแก้มลิง21แห่ง  เป็น 45แห่งปี70  14 ล้านลูกบาศก์เมตร ป้องน้ำท่วงกรุงเพียงพอหรือไม่

จากแก้มลิง 21 แห่งเป็น 45 แห่งปี 70 ป้องกรุงเทพฯ จมน้ำ เพียงพอหรือไม่

14 ต.ค. 69 | 05:03 น.
อัปเดตล่าสุด :14 ต.ค. 69 | 05:30 น.

จากแก้มลิง 21แห่ง ทั้งตะวันตก-ตะวันออก กรุงเทพมหานคร  เป็น 45 แห่ง ในปี 2570 รวมกว่า  14 ล้านลูกบาศก์เมตร ป้องน้ำท่วงกรุง เพียงพอหรือไม่

KEY

POINTS

  • กทม. มีแผนเพิ่มพื้นที่แก้มลิงจาก 21 แห่งในปี 2552 เป็น 45 แห่งภายในปี 2570 เพื่อเพิ่มความสามารถในการกักเก็บน้ำจากประมาณ 12.7 ล้านลูกบาศก์เมตร เป็นกว่า 14 ล้านลูกบาศก์เมตร
  • เกิดข้อกังวลถึงประสิทธิภาพการป้องกันน้ำท่วม โดยเฉพาะในโซนตะวันออก หลังมีการยกเลิกแผนสร้างแก้มลิง 6 แห่ง ซึ่งรวมถึงบึงคู้บอน เนื่องจากปัญหาการเวนคืนที่ดินและไม่ผ่านความเห็นชอบของประชาชน
  • มีการตั้งคำถามว่า แม้จะเพิ่มจำนวนแก้มลิง แต่จะเพียงพอสำหรับโซนตะวันออกซึ่งต้องการพื้นที่รับน้ำสูงถึง 13 ล้านลูกบาศก์เมตรหรือไม่ และเรียกร้องให้ กทม. เปิดเผยข้อมูลความจุที่แท้จริงในพื้นที่ดังกล่าว

 

กลายเป็นกระแสดราม่าลุกลามอย่างต่อเนื่อง จากช่วงฝนตกหนักติดต่อนานหลายวัน ส่งผลทำให้ หลายพื้นที่ต้องเผชิญกับความยากลำบากจากสถานการร์น้ำท่วมเป็นวงกว้างและขังเป็นเวลานาน กว่า15วัน โดยเฉพาะโซนตะวันออกของกรุงเทพมหานคร นับตั้งแต่วันที่25 กันยายน2569เป็นต้นมา สร้างความโกลาหลให้กับประชาชนในพื้นที่ และเกิดความวิตกกังวลว่า ประสิทธิภาพการรับมือในการระบายน้ำของกรุงเทพมหานครจะมีประสิทธิภาพจริงหรือไม่ในระยะยาว

โดยพุ่งเป้าไปที่ปมยกเลิกแก้มลิง 6แห่งโซนตะวันออกของกรุงเทพมหานคร ในยุคที่ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ เป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครในขณะนี้ โดยเฉพาะบึง คู้บอน เนื้อที่130ไร่ และหายไปจากร่างผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร(ฉบับที่4)  หลังการยกร่าง ตั้งแต่ปี2566 นำมาซี่งการตั้งคำถามจากหลายฝ่ายว่า การล้มเลิก บึงคู้บอน ในครั้งนี้ เอื้อประโยชน์ต่อบริษัทอสังหาริมทรัพย์รายใดรายหนึ่งหรือไม่ ซึ่งคำตอบออกมาทั้งฝั่งของกรุงเทพมหานครและบริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน)ว่า

การดำเนินโครงการแก้มลิงในขณะนั้นราวปี2562 ไม่มีความคืบหน้าและเงียบหายไปโดยไม่มีการออกพระราชกฤษฎีกาเวนคืน ประกอบกับเป็นที่ดินเปล่าของเอกชนรวมถึงประชาชนทั่วไปที่นายชัชชาติยืนยันว่าสภาพที่ดินเป็นที่ดินเปล่าและต้องนำไปขุดเป็นบึงใหม่ ที่ต้องใช้งบประมาณสูง ไม่ใช่บึงที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติแล้วน้ำมาจัดทำระบบระบายน้ำ ที่สำคัญ พื้นที่ทั้ง6แห่ง ทางกายภาพ ไม่มีศักยภาพไม่อยู่ในจุดที่ดึงน้ำลงคลองและอุโมงค์ได้อย่างรวดเร็ว

อย่างไรก็ตาม กรุงเทพมหานคร ได้วางแผนระบบป้องกันน้ำท่วม ต่อเนื่องมาจากผู้ว่ากรุงเทพมหานครในหลายสมัย

น้ำท่วมใหญ่จุดพลุแก้มลิงแนวพระราชดำริในหลวงร.9 ( ปี38-69)   

หลังจาก น้ำท่วมใหญ่กรุงเทพมหานคร ได้มีโครงการพระราชดำริ ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (ในหลวง รัชกาลที่ 9) เมื่อวันที่ 14   พฤศจิกายน2538  ฟลัดเวย์ หรือแก้มลิงขนาดใหญ่ฝั่งตะวันตกและตะวันออกของกรุงเทพมหานคร รวมกว่า1.5แสนไร่ เพื่อทำเป็นพื้นที่ทางน้ำหลากรับน้ำทางตอนเหนือระบายลงสุ่อ่าวไทย และนำมาซึ่งการบรรจุเข้าไว้ในผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร ฉบับ 414 ปี2542 มาจนถึงผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร พ.ศ.2556 ฉบับที่บังคับใช้ในปัจจุบัน (2556-2569) 

ส่วนร่างผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร(ฉบับปรับปรุงครั้งที่4) ที่คาดว่าจะประกาศใช้ประมาณปลายปี2570 ได้ลดพื้นที่ฟลัดเวย์โดยเฉพาะโซนตะวันออกเนื่องจากเมืองขยายตัวและไม่มีสภาพเป็นท่องรับน้ำหลากได้ ประกอบกับมีการยกระดับทางวิศวกรรมขุดคูคลองปิดเปิดประตูระบายน้ำและจัดทำอุโมงค์ขนาดใหญ่ ทดแทนพื้นที่แก้มลิงตามธรรมชาติหรือแก้มลิงตามแนวพระราชดำริ

อย่างไรก็ตาม กรุงเทพมหานครในทุกยุคทุกสมัยของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้ จัดทำแก้มลิง หรือบึงขนาดเล็กไว้ตาม พื้นที่ต่างๆโดยเฉพาะการพัฒนาบึงธรรมชาติเป็นแก้มลิงเก็บกักน้ำก่อนระบายลงคูคลอง

 21 แก้มลิงปี52สู่45แก้มลิงปี70 จำนวน14ล้านลูกบาศก์เมตร ป้อมกรุงเทพจมน้ำเพียงพอหรือไม่

ข้อมูลของกรุงเทพมหานครในช่วง ปี 2552 ระบุว่า พื้นที่กรุงเทพมหานคร มีพื้นที่รองรับน้ำหรือ โครงการแก้มลิงรวมทั้งหมด 21 แห่ง มีความจุในการกักเก็บน้ำรวมกันประมาณ 12.74 - 12.75 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งครอบคลุมทั้งพื้นที่ฝั่งพระนคร (ฝั่งตะวันออก) และฝั่งธนบุรี (ฝั่งตะวันตก) ทั้งนี้รายชื่อบึงและสระน้ำสำคัญที่ทำหน้าที่เป็นแก้มลิงในกลุ่ม 21 แห่งแรกของ กรุงเทพมหานครมีดังนี้

พื้นที่แก้มลิงและบึงรับน้ำที่สำคัญ

  • บึงหนองบอน (เขตประเวศ) – เป็นหนึ่งในแก้มลิงขนาดใหญ่ที่มีศักยภาพสูง กักเก็บน้ำได้ในปริมาณมาก
  • แก้มลิงคลองมหาชัย-คลองสนามชัย (ฝั่งธนบุรี) – แก้มลิงขนาดใหญ่ในพื้นที่ฝั่งตะวันตก ช่วยตัดยอดน้ำก่อนระบายออกสู่ทะเล
  • บึงมักกะสัน (เขตราชเทวี) – แก้มลิงใจกลางเมืองตามแนวพระราชดำริ
  • บึงพระราม 9 – แก้มลิงและบึงบำบัดน้ำเสียตามแนวพระราชดำริ
  • บึงสนามกอล์ฟรถไฟ
  • บึงเรือนจำกลางคลองเปรม
  • บึงข้างโรงเรียนแอนเนกซ์
  • บึงปูนซีเมนต์ไทย (บึงฝรั่ง)
  • บึงพิบูลย์พัฒนา
  • บึงลำพังพวย
  • บึงทรงกระเทียม
  • บึงกุ่ม
  • บึงตาเกตุ
  • บึงลาดโตนด
  • บึงน้ำประชานิเวศน์
  • บึงเสือดำ
  • บึงสวนเบญจกิติ
  • บึงรางเข้ (ฝั่งธนบุรี)
  • บึงวงแหวนเพชรเกษม (ฝั่งธนบุรี)
  • บึงในหน่วยงานทหาร (เช่น บึงในกรมทหารราบที่ 11 รอ. และบึงกองพลทหารม้าที่ 2)

ขยายเพิ่ม 38แห่ง โฟกัส4 แก้มลิงสำคัญ

  ปัจจุบัน กรุงเทพมหานคร ได้ มีการพัฒนาและจัดหาพื้นที่แก้มลิงเพิ่มเติมจากเดิม 21 แห่ง จนมีพื้นที่แก้มลิงที่ใช้งานได้จริงเพิ่มขึ้นเป็น 38 แห่ง ความจุน้ำรวมประมาณ 13.71 ล้านลูกบาศก์เมตร

แก้มลิงสำคัญ  4 แห่งล่าสุดที่เพิ่มขึ้น

  • บึงหนองบอน (เขตประเวศ / สวนหลวง / พระโขนง) – เป็นแก้มลิงและสวนสาธารณะที่ใหญ่ที่สุดในกรุงเทพฯ (พื้นที่กว่า 644 ไร่)
  • แก้มลิงคลองระหัสถึงคลองครุ (ความจุ 89,700 ลูกบาศก์เมตร)
  • บึงสีกัน (ปรับปรุงเพิ่มความจุเป็น 150,000 ลูกบาศก์เมตร)
  • บึงสาธารณะลาดพร้าว 71 (ความจุ 38,000 ลูกบาศก์เมตร)
  • บึงวงเวียนบางเขน (ความจุ 6,000 ลูกบาศก์เมตร)
  • บึงกระเทียม และ บึงกุ่มเสรีไทย (แก้มลิงเดิมที่พัฒนาเชื่อมต่อระบบคลอง)

อีก 7 แห่งแก้มลิงอยู่ระหว่างดำเนินการ

นอกจากนี้กรุงเทพมหานคร มีแผนเร่งรัดพัฒนาเพิ่มอีก 7 แห่ง เพื่อให้ครบเป้าหมาย 45 แห่ง ในปี2570 ซึ่งจะรองรับน้ำได้กว่า14ล้านลูกบาศก์เมตร ได้แก่

  • บึงวัดพรหมรังษี (เขตดอนเมือง - ความจุประมาณ 10,000 ลูกบาศก์เมตร)
  • ทำนบเพื่อการเกษตรตอนคลองหลวงแพร่ง (ความจุประมาณ 120,000 ลูกบาศก์เมตร)
  • แก้มลิงสวน 60 พรรษาฯ (ความจุประมาณ 45,000 ลูกบาศก์เมตร)
  • บึงสวนพระนคร
  • แก้มลิงศูนย์ราชการบางนา
  • แก้มลิงบริเวณถนนอำนวยสงคราม
  • โครงการปรับปรุงแก้มลิงบึงกระเทียม (เพื่อเพิ่มปริมาตรกักเก็บ)

ขณะที่ บางโครงการเดิมในพื้นที่ฝั่งตะวันออก เช่น บึงคู้บอน และคลองบางชัน ได้มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการลำเลียงน้ำผ่านคลองสายหลักและเชื่อมต่ออุโมงค์ระบายน้ำบึงหนองบอนแทนเนื่องจากปัญหาการเวนคืนและผลการทำประชาพิจารณ์

6 แก้มลิง โซนตะวันออกกทม.ที่ยกเลิกไป 

สำหรับ6บึงรับน้ำหรือแก้มลิงโซนตะวันออกที่กรุงเทพมหานครมีเป้าหมายดำเนินโครงการ หลังมหาอุทกภัยปี2554 โดยกำหนดพื้นที่และแผนต้องเวนคืน ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ไม่มีสภาพเป็นบึงมาก่อน 4 บึง ไม่ผ่านความเห็นชอบของประชาชน อีก2บึงอย่างบึงคู้บอน-บางชัน ไม่มีความเคลื่อนไหว ในการออกพระราชกฤษำีกาเวนคืนที่ดิน ได้แก่

  • คลองลำหม้อแตก เขตสายไหม รองรับน้ำ 1,000,000 ลูกบาศก์เมตร
  • คลองพระยาสุเรนทร์ (คลองสามวาตะวันออก) เขตคลองสามวา 1,900,000 ลูกบาศก์เมตร
  • คลองคู้บอน เขตคันนายาว รองรับน้ำ870,000  ลูกบาศก์เมตร
  • คลองบางชัน เขตมีนบุรี – พื้นที่รองรับน้ำประมาณ 260,000 ลูกบาศก์เมตร
  • คลองสามวา 1 เขตคลองสามวา รองรับน้ำ850,000 ลูกบาศก์เมตร

ดร.สามารถจี้กทม.เพิ่มแก้มลิงโซนตะวันออก

 ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์ อดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และอดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้โพสต์ข้อความผ่านทางโซเชียลมีเดียตั้งคำถามถึงแนวทางการจัดการปัญหาน้ำท่วมขังในพื้นที่กรุงเทพมหานคร โดยชี้ให้เห็นว่าคำถามสำคัญที่สุดในขณะนี้ ไม่ใช่เพียงเรื่องปริมาณฝนที่ตกหนัก แต่คือกรุงเทพฯ มีพื้นที่พักน้ำหรือ “แก้มลิง” เพียงพอแล้วหรือยัง โดยเฉพาะพื้นที่ฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งเป็นโจทย์ใหญ่ที่ กรุงเทพมหานคร รับรู้มาโดยตลอดว่ามีความต้องการพื้นที่พักน้ำส่วนเกินสูงถึงประมาณ 13 ล้านลูกบาศก์เมตร ยามเกิดฝนตกหนักต่อเนื่อง 3 ชั่วโมง 

สำหรับแนวทาง “แก้มลิง” นั้น เป็นแนวพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ที่พระราชทานไว้เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2538 หลังเกิดปัญหาน้ำท่วมกรุงเทพฯ ครั้งใหญ่ โดยมีหลักการสำคัญคือการจัดหา “ที่ให้น้ำอยู่” ชั่วคราว เพื่อรองรับน้ำส่วนเกินในยามที่ระบบระบายน้ำและแม่น้ำคลองยังไม่สามารถระบายออกได้ทัน ก่อนจะค่อยๆ ปล่อยน้ำออกเมื่อระดับน้ำลดลง ซึ่งถือเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการป้องกันน้ำท่วมเมืองหลวง 

ดร.สามารถ ได้ย้อนวิเคราะห์ตัวเลขพื้นที่แก้มลิงของกรุงเทพมหานคร ในช่วงที่ผ่านมา โดยระบุว่าในปี 2552 กทม. มีแก้มลิงรวม 21 แห่ง ความจุราว 12.75 ล้าน ลบ.ม. แต่เป็นตัวเลขรวมทั้งฝั่งตะวันออกและฝั่งตะวันตก ต่อมาในเดือนมกราคม 2566 ข้อมูลระบุว่าฝั่งตะวันออกมีแก้มลิง 33 แห่ง ความจุราว 7.66 ล้าน ลบ.ม. ซึ่งยังคงขาดอีกประมาณ 5.34 ล้าน ลบ.ม. จึงจะครบตามเป้าหมาย 13 ล้าน ลบ.ม. อีกทั้งแผนการสร้างบึงรับน้ำฝั่งตะวันออกอีก 6 แห่ง ความจุรวม 5.77 ล้าน ลบ.ม. หลังปี 2554 เช่น คลองลำหม้อแตก คลองพระยาสุเรนทร์ และคลองคู้บอน ก็ไม่ได้เกิดขึ้นตามแผนเดิม ขณะที่รายงานล่าสุด ณ เดือนกันยายน 2569 กทม. ระบุว่ามีแก้มลิงรวม 38 แห่ง ความจุ 13.71 ล้าน ลบ.ม. แต่ตัวเลขนี้เป็นความจุรวมทั้งกรุงเทพฯ ไม่ใช่เฉพาะฝั่งตะวันออก ทำให้ยังไม่ชัดเจนว่าฝั่งตะวันออกในปัจจุบันมีแก้มลิงอยู่เท่าไรกันแน่ 

นอกจากนี้ ยังได้ชี้แจงถึงความเข้าใจผิดเรื่องการใช้อุโมงค์ระบายน้ำขนาดใหญ่ทดแทนแก้มลิง โดยยืนยันว่าทั้งสองส่วนทำหน้าที่ต่างกันและต้องทำงานร่วมกัน โดยแก้มลิงทำหน้าที่ “พักน้ำ” เพื่อชะลอความรุนแรง ไม่ให้น้ำทะลักเข้าท่วมพื้นที่ ส่วนอุโมงค์ระบายน้ำที่มีอยู่ 5 แห่ง ทำหน้าที่เป็น “ทางด่วนน้ำ” เพื่อเร่งระบายน้ำออกสู่แม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งหากน้ำจากต้นทางไม่สามารถไหลผ่านท่อ คลอง หรือสถานีสูบน้ำเข้าสู่อุโมงค์ได้ทัน อุโมงค์ขนาดใหญ่ก็จะไม่สามารถทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ 
 

พร้อมกันนี้ได้เรียกร้องให้กรุงเทพมหานครเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใส และประกาศให้ชัดเจนว่า ปัจจุบันพื้นที่ฝั่งตะวันออกมีแก้มลิงอยู่กี่แห่ง มีความจุรวมเท่าไร และยังคงขาดอีกเท่าไรจากเป้าหมาย 13 ล้าน ลบ.ม. รวมถึงจะจัดหาพื้นที่ใดเข้ามาทดแทนโครงการเดิมที่ไม่ได้เกิดขึ้น เนื่องจากฝนมีแนวโน้มตกหนักขึ้นเรื่อยๆ แต่พื้นที่เมืองไม่ได้เพิ่มขึ้น การเร่งหาพื้นที่รับน้ำส่วนเกินให้เพียงพอจึงเป็นหัวใจสำคัญที่ไม่ควรมองข้ามในการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมกรุงเทพฯ อย่างยั่งยืน

ต้องดูว่าแก้มลิงที่มีอยู่และที่จะเกิดขึ้นในอนาคตระรองรับน้ำท่วมในเขตกรุงเทพมหานคร ในระยะยาวได้หรือไม่หรือต้องมีระบบอะไรที่เข้ามาช่วยดึงน้ำออกจากพื้นที่ได้เร็วที่สุด โดยเฉพาะโซนตะวันออก