thansettakij
thansettakij
'ดร.ยุ้ย' เสนาฯ ตอบปมที่ดินแก้มลิง 'บึงคู้บอน' รอความชัดเจน 9 ปีก่อนพัฒนา

'ดร.ยุ้ย' เสนาฯ ตอบปมที่ดินแก้มลิง 'บึงคู้บอน' รอความชัดเจน 9 ปีก่อนพัฒนา

06 ต.ค. 69 | 08:05 น.
อัปเดตล่าสุด :06 ต.ค. 69 | 08:06 น.

“ดร. ยุ้ย เกษรา” MD เสนาดีเวลลอปเม้นท์ แจงปมที่ดินบึงรับน้ำคู้บอน เป็นกรรมสิทธิ์เสนาฯประมาณ 20 ไร่ ซื้อตั้งแต่ปี 52 ก่อนเริ่มพัฒนาปี 69 รับรู้แนวคิดบึงรับน้ำจากประชามติปี 60 แต่ไม่มีความชัดเจนต่อเนื่อง

KEY

POINTS

  • เสนาฯ ชี้แจงว่าถือครองที่ดินในพื้นที่บึงคู้บอนเพียง 20 ไร่ จากทั้งหมดประมาณ 130 ไร่ และได้รอความชัดเจนเรื่องโครงการแก้มลิงจาก กทม. มานานกว่า 9 ปี
  • บริษัทตัดสินใจเดินหน้าพัฒนาที่ดิน เนื่องจากแผนการสร้างบึงรับน้ำของ กทม. ไม่มีความคืบหน้าที่เป็นรูปธรรมนับตั้งแต่การทำประชามติในปี 2560
  • กทม. ยืนยันว่าไม่ได้ยกเลิกแนวคิดแก้มลิง แต่กำลังทบทวนรูปแบบการจัดการน้ำ เนื่องจากมองว่าการเวนคืนที่ดินเพื่อสร้างบึงรับน้ำมีต้นทุนสูง

ดร.เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงกรณีพื้นที่บึงรับน้ำคู้บอนที่กำลังเป็นประเด็นว่า พื้นที่ที่มีการกล่าวถึงทั้งหมดอยู่ที่ประมาณ 130 ไร่ แต่ในจำนวนดังกล่าวเป็นที่ดินที่บริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ ถือครองอยู่ประมาณ 20 ไร่ โดยบริษัทได้ซื้อที่ดินดังกล่าวมาตั้งแต่ปี 2552 หรือราว 16-17 ปีที่ผ่านมา จากเจ้าของเดิม 7 ราย

ทั้งนี้ ประเด็นบึงรับน้ำคู้บอนเป็นส่วนหนึ่งของข้อถกเถียงเกี่ยวกับโครงการบึงรับน้ำในพื้นที่ฝั่งตะวันออกของกรุงเทพฯ ซึ่งก่อนหน้านี้ กทม.ชี้แจงว่าไม่ได้ยกเลิกแนวคิดการทำแก้มลิง แต่ได้ทบทวนรูปแบบการบริหารจัดการน้ำ เนื่องจากการจัดซื้อที่ดินเปล่าเพื่อขุดเป็นบึงในหลายพื้นที่มีต้นทุนสูง ขณะที่ประสิทธิภาพของระบบขึ้นอยู่กับการเชื่อมต่อระบบนำน้ำเข้าและระบายน้ำออกด้วย

เสนารับรู้แนวคิดบึงรับน้ำตั้งแต่ประชามติปี 60

ดร.เกษรา กล่าวว่า หลังจากบริษัทเข้าซื้อที่ดินในปี 2552 ได้ติดตามแนวทางการพัฒนาพื้นที่มาอย่างต่อเนื่อง โดยเริ่มนำที่ดินเข้าสู่กระบวนการจัดทำผังจัดสรรประมาณปี 2561 ก่อนจะมีการปรับเปลี่ยนผังในเวลาต่อมา

ขณะเดียวกัน บริษัทรับทราบว่าพื้นที่ดังกล่าวมีแนวคิดที่จะพัฒนาเป็นบึงรับน้ำจากกระบวนการประชามติของกรุงเทพมหานครในช่วงปี 2560 แต่หลังจากนั้น บริษัทระบุว่าไม่ได้เห็นความคืบหน้าหรือการดำเนินการที่เป็นรูปธรรมต่อเนื่องเกี่ยวกับการนำพื้นที่ไปพัฒนาเป็นบึงรับน้ำ

“ตั้งแต่การทำประชามติปี 60 ไป ก็ไม่ได้มีอะไรเป็นรูปธรรมออกมาอีกเลยหลังจากนั้น ทางบริษัทเองก็เฝ้าดู แล้วก็คิดว่าที่ดินมันก็ต้องพัฒนา” ดร.เกษรา กล่าว

สำหรับภาพรวมโครงการบึงรับน้ำคู้บอน พื้นที่ประมาณ 130 ไร่ เคยอยู่ในกลุ่มโครงการบึงรับน้ำที่ กทม.ศึกษาไว้ในพื้นที่ฝั่งตะวันออก โดยข้อมูลที่ฐานเศรษฐกิจรายงานก่อนหน้านี้ระบุว่า แนวทางเดิมมีการพิจารณาพื้นที่บึงรับน้ำหลายแห่ง ก่อนที่ กทม.จะทบทวนความเหมาะสมด้านงบประมาณและระบบระบายน้ำ และหันไปเพิ่มประสิทธิภาพการรับน้ำผ่านคลอง อุโมงค์ระบายน้ำ และโครงสร้างอื่นที่เกี่ยวข้อง

ด้านการพัฒนาที่ดินของบริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ ดร.เกษรา กล่าวว่า ในช่วงแรกเมื่อปี 2561 เสนาได้จัดทำผังจัดสรรในลักษณะโครงการขนาดใหญ่ แต่เมื่อเวลาผ่านไป สภาพชุมชนโดยรอบมีการเปลี่ยนแปลง บริษัทจึงปรับรูปแบบโครงการให้มีขนาดเล็กลง โดยมีการเปลี่ยนผังในปี 2568 ก่อนเข้าสู่ขั้นตอนก่อสร้างในปี 2569 ปัจจุบันโครงการเริ่มก่อสร้างแล้วประมาณ 7-8 หลังเท่านั้น

เสนาแจงเอกชนพัฒนาตามจังหวะการลงทุน

สำหรับคำถามถึงการพัฒนาที่ดินในพื้นที่ซึ่งเคยถูกวางแนวคิดเป็นบึงรับน้ำ ดร.เกษรา กล่าวว่า บริษัทไม่ได้มีอำนาจเข้าไปตัดสินใจเกี่ยวกับแผนการบริหารจัดการน้ำของ กทม. โดยในฐานะผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ บริษัทพิจารณาการพัฒนาที่ดินจากสถานะการถือครองและขั้นตอนการพัฒนาโครงการ

“ทางบริษัทเองไม่ได้มีอำนาจจะก้าวล่วงเรื่องอะไร เพียงแต่ว่าเราเองก็เป็นนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ เราก็ดูตามจังหวะเวลาในการพัฒนาที่ดินเท่านั้น” ดร.เกษรา กล่าว

ทั้งนี้ ประเด็นสำคัญอยู่ที่สถานะของพื้นที่ 20 ไร่ ซึ่งเป็นเพียงส่วนหนึ่งของพื้นที่ประมาณ 130 ไร่ที่เคยถูกกล่าวถึงในฐานะพื้นที่บึงรับน้ำ โดยบริษัทระบุว่าถือครองที่ดินดังกล่าวมาตั้งแต่ปี 2552 และเริ่มเข้าสู่กระบวนการพัฒนาเมื่อเห็นว่าที่ดินมีความพร้อม หลังจากช่วงเวลาที่ผ่านมายังไม่มีความชัดเจนในเรื่องการนำพื้นที่ไปจัดทำบึงรับน้ำ

อนาคตบึงคู้บอนต้องเป็นการตัดสินใจของ กทม.

ดร.เกษรา กล่าวว่า สำหรับแนวทางในอนาคต หากมีการพิจารณานำพื้นที่ดังกล่าวกลับมาใช้เป็นบึงรับน้ำ หรือมีการกำหนดแนวทางใหม่เกี่ยวกับพื้นที่ 20 ไร่ของบริษัท เป็นเรื่องที่ กทม.ต้องเป็นผู้พิจารณา เนื่องจากบริษัทเป็นภาคเอกชนและไม่สามารถตอบแทนหน่วยงานรัฐได้ว่าจะดำเนินการอย่างไร

“จะพัฒนาเป็นบึงรับน้ำหรือเปล่า อันนี้เป็นการตัดสินใจของ กทม. มากกว่า” ดร.เกษรา กล่าว

ทางด้านฝั่งกทม. เองก่อนหน้านี้ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ยืนยันว่า กทม.ไม่ได้ยกเลิกแนวคิดแก้มลิง แต่ปรับรูปแบบการบริหารจัดการน้ำ โดยมองว่าการจัดซื้อที่ดินเปล่าเพื่อขุดเป็นบึงในบางพื้นที่อาจมีต้นทุนสูงถึงระดับหมื่นล้านบาท จึงต้องพิจารณาความคุ้มค่าและประสิทธิภาพของระบบโดยรวม พร้อมเพิ่มทางเลือกในการรองรับน้ำ เช่น อุโมงค์ระบายน้ำ การขุดคลองให้ลึกขึ้น และการใช้คลองเป็นพื้นที่หน่วงน้ำ

ย้อนปมบึงคู้บอน แผนแก้มลิงที่มีประวัติกว่า 9 ปี

กรุงเทพมหานคร (กทม.) ในขณะนั้นมีแผนจัดทำบึงรับน้ำหรือแก้มลิง 6 แห่ง เพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่กรุงเทพฯ หนึ่งในนั้นคือโครงการบึงรับน้ำบริเวณคลองคู้บอน ซึ่งมีพื้นที่ประมาณ 130-140 ไร่ และมีที่ดินของบริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) อยู่ในแนวพื้นที่ที่ กทม.ศึกษาไว้

ขณะที่ข้อมูลจาก นายเจษฎา จันทรประภา ผู้อำนวยการสำนักการระบายน้ำ กรุงเทพมหานคร ชี้แจงว่า โครงการบึงรับน้ำ 6 แห่งที่สำนักการระบายน้ำเคยศึกษาและกำหนดไว้ มี 4 แห่งที่ดำเนินการประชาพิจารณ์แล้วไม่ผ่านความเห็นชอบของประชาชนในพื้นที่

ขณะที่โครงการบึงรับน้ำคลองคู้บอน เนื้อที่ประมาณ 130 ไร่ และคลองบางชัน เนื้อที่ประมาณ 39 ไร่ ถูกนำมาพิจารณาความเหมาะสมและความคุ้มค่าใหม่ โดยเปรียบเทียบระหว่างการเวนคืนและก่อสร้างบึงรับน้ำ กับการพัฒนาบึงหนองบอน ระบบคลองสายหลัก และระบบลำเลียงน้ำเพื่อเชื่อมต่อกับอุโมงค์ระบายน้ำส่วนต่อขยายบึงหนองบอน ทั้งนี้ โครงการบึงรับน้ำทั้ง 6 แห่งไม่ได้อยู่ในผังเมืองปัจจุบัน เนื่องจากไม่ผ่านตั้งแต่ขั้นตอนการรับฟังความคิดเห็นในขั้นตอนที่เกี่ยวข้อง