
เปิดปมยกเลิกเวนคืนขุด 6 แก้มลิงโซนตะวันออกป้องกรุงเทพฯจมน้ำ
บ้านหรูขึ้นพรึ่บ เปิดปม กทม.เบรก เวนคืนขุด 6บึงรับน้ำ ทำแก้มลิงโซนตะวันออก ป้องกรุงเทพฯจมน้ำ "ณัฏฐ์ มงคลนาวิน" ไขปริศนาเลิก-ไม่เลิก 6บึงระบายน้ำ
KEY
POINTS
- แผนการเวนคืนที่ดินเพื่อขุดบึงรับน้ำหรือแก้มลิง 6 แห่งในโซนตะวันออกของกรุงเทพฯ เพื่อป้องกันน้ำท่วมต้องหยุดชะงักลง
- สาเหตุสำคัญเกิดจากพื้นที่เป้าหมายซึ่งเดิมเป็นที่ดินโล่ง ได้ถูกพัฒนาเป็นโครงการหมู่บ้านจัดสรรหรูไปก่อน ทำให้มูลค่าที่ดินพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว
- การเวนคืนจึงไม่สามารถดำเนินการต่อได้ เนื่องจากต้องใช้งบประมาณชดเชยจำนวนมหาศาล และไม่มีการออกพระราชก
น้ำท่วมใหญ่ในหลายพื้นที่ จากฝนที่ตกแช่และมีปริมาณมากเกือบ300มิลลิเมตร โดยเฉพาะพื้นที่เขตกรุงเทพมหานครฝั่งตะวันออก และเร่งระบายน้ำลงคลองสายหลักเพื่อผลักดันออกแม่น้ำเจ้าพระยา ด้วยความยากลำบากเนื่องจาก ทุกพื้นที่ มีมวลน้ำแผ่กระจายเต็มพื้นที่ รวมถึงคลองพระองค์เจ้าไชยานุชิต และน้ำน้ำบางประกง จังหวัดฉะเชิงเทรา ที่เคยพึ่งพาได้ ก็หนักหนาสาหัสเช่นกัน อย่างไรก็ตามกรุงเทพมหานคร มีแผนบูรณาการระบบคู่คลองทั้งขุดลอก ขยายแนวเขตคลองและขุดคลองใหม่ ให้น้ำไหลเวียนได้เร็วขึ้น
ย้อนแผนขุด6บึงรับน้ำฝั่งตะวันออก กรุงเทพฯ
ขณะเดียวกันยังมีแผนขุดบึงรับน้ำ หรือแก้มลิง จำนวน 6 บึงในโซนตะวันออกของกรุงเทพมหานครเพิ่มเติมจากเดิมมีกว่า30 แห่งทั้งของกทม. และภาคเอกชนโดยกลุ่มธุรกิจบ้านจัดสรร
ทั้งนี้โครงการขุดบึงรับน้ำเป็นหนึ่งในนโยบายของหม่อมราชวงศ์ (ม.ร.ว.)สุขุมพันธุ์ บริพัตร สมัยที่เป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครเพื่อต้องการรวมน้ำให้ไหลรวมไว้ในจุดเดียว ก่อนทยอยระบายลงคลองสายหลัก โดยไม่ให้น้ำกระจายตัวไปยังบริเวณอื่นอย่างไร้จุดหมายกระทบต่อบ้านเรือนประชาชนโดยกำหนดไว้ในผังเมืองรวมกรุงเทพมหานครปี2556
บ้านหรูขึ้นพรึ่บแผนขุดบึงไปต่อไม่ได้ต้องใช้งบเวนคืนมหาศาล
ทั้งนี้พื้นที่ที่กำหนด 6 บึงระบายน้ำหรือแก้มลิงแห่งใหม่ อยู่บนพื้นที่เขียวลาย (ที่ดินประเภทอนุรักษ์ชนบทและเกษตรกรรม) ตามผังเมืองรวมกรุงเทพฯ ปี2556 หรือพื้นที่ฟลัดเวย์ฝั่งตะวันออก (แก้มลิง)ประกอบด้วย
1.บึงรับน้ำบริเวณคลองคู้บอน (เขตคันนายาว/คลองสามวา) เนื้อที่ 130 ไร่
2.บึงรับน้ำบริเวณคลองบางชัน (เขตมีนบุรี) เนื้อที่39 ไร่ รองรับโซนมีนบุรี–คลองสามวา
3.บึงรับน้ำบริเวณคลองสามวา 1 (เขตคลองสามวา) เนื้อ 127 ไร่ เชื่อมคลองพระยาสุเรนทร์และคลองสามวา
4.บึงรับน้ำบริเวณคลองสามวา 2 (เขตคลองสามวา)
5.บึงรับน้ำบริเวณคลองลำหม้อแตก (เขตสายไหม/บางเขน)
และ6.บึงรับน้ำบริเวณคลองพระยาสุเรนทร์ (เขตคลองสามวา)
กรุงเทพมหานครรายงานว่า จากการลงพื้นที่ในขณะนั้นประมาณปี 2558 -2560 สภาพยังเป็นพื้นที่โล่ง และในเวลาต่อมาพบว่ามีการเปลี่ยนมือและเป็นโครงการบ้านจัดสรรหรูนับร้อยหลัง จากการขยายตัวอย่างรวดเร็วของเมือง
เมื่อจะมีการออกพระราชกฤษฎีกาเวนคืน กลับถูกต่อต้าน โดยผู้ประกอบการระบุว่า มีการพัฒนาเป็นโครงการและมีลูกบ้านซื้อแล้ว ดังนั้นจึงไม่สามารถดำเนินการต่อได้ เนื่องจากต้องใช้งบประมาณจำนวนมาก ที่ต้องชดเชยและแผนเวนคืนขุดบึงรับน้ำมีอันต้องยุติลง ซึ่งตามแผนแต่ละบึงจะมีประตูปิดเปิดรับน้ำ ลงคลองสายหลัก และเปิดเป็นสถานที่พักผ่อนริมบึงในช่วงหน้าแล้ง แต่ในทางปฏิบัติไม่มีการยกเลิกแต่อย่างใด จนถึงนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์เป็นผู้ว่าฯกทม.
อย่างไรก็ตามการบูรณาการแผนป้องกันน้ำท่วมยังเดินหน้าต่อเนื่อง ที่จะกำหนดในผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร(ฉบับปรับปรุงครั้งที่4) เพื่อจัดระบบระบายน้ำให้เกิดความคล่องตัวโดยเฉพาะคูคลองที่มีอยู่กว่า1,000แห่ง ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นในระยะยาวดังกล่าว
"ณัฏฐ์ มงคลนาวิน" เปิดปม6บึงระบายน้ำ
ด้านนายณัฏฐ์ มงคลนาวิน นักวิเคราะห์ข้อมูลยุทธศาสตร์สังคม โพสต์เฟซบุ๊กเมื่อวันที่29 กันยายน2569ที่ผ่านมาว่า โดยระบุว่า ช่วงที่ผ่านมา เกิดกระแสข่าวลือและคลิปไวรัลสะพัดในโลกออนไลน์อย่างหนักว่า “ผู้ว่าฯ ชัชชาติ สั่งยกเลิกโครงการแก้มลิงตามแนวพระราชดำริของในหลวง รัชกาลที่ 9” จนกลายเป็นประเด็นร้อนแรงและสร้างความเข้าใจคลาดเคลื่อนในสังคม
ในฐานะนักวิเคราะห์ข้อมูลและยุทธศาสตร์สังคม ผมขอชวนทุกท่านถอยออกจากอารมณ์ดราม่า แล้วมาดู “หลักฐานเชิงประจักษ์” จากฐานข้อมูลมติคณะรัฐมนตรี แผนปฏิบัติราชการสำนักการระบายน้ำ และข้อเท็จจริงในร่างผังเมืองรวม กทม. ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 4 เพื่อตอบคำถามสำคัญ: ที่มาคืออะไร มีโครงการไหนบ้างที่เกิดปัญหานี้ อำนาจการตัดสินใจอยู่ที่ใคร และทำไมเรื่องนี้ถึงเป็นโจทย์เร่งด่วนของเมือง?
จุดเริ่มต้น แนวคิดเชิงยุทธศาสตร์จาก "แนวพระราชดำริ"
ในแง่หลักการ โครงการเหล่านี้มีที่มาจาก แนวพระราชดำริของในหลวง รัชกาลที่ 9 อย่างแท้จริง: คันกั้นน้ำและผังน้ำฝั่งตะวันออก: ในหลวง รัชกาลที่ 9 เคยมีแนวพระราชดำริในการวางแนวคันกั้นน้ำและระบบระบายน้ำโซนตะวันออก เพื่อชะลอน้ำหลากไม่ให้ไหลบ่าเข้าท่วมกรุงเทพฯ ชั้นใน
การวางตำแหน่งแก้มลิง: ภายใต้แนวคิดดังกล่าว พื้นที่ใต้คันกั้นน้ำลงมาควรมีบึงรับน้ำหรือแก้มลิงกระจายตัว เพื่อทำหน้าที่หน่วงน้ำก่อนระบายลงสู่ทะเล
การแปลงสู่แผนปฏิบัติการ: กรุงเทพมหานครได้นำแนวทางดังกล่าวมาศึกษาต่อยอดเชิงวิศวกรรม กำหนดพิกัดแปลงที่ดิน วางแนวเขตเวนคืน จนเกิดเป็นโครงการศึกษาจัดทำบึงรับน้ำหลายแห่งในฝั่งตะวันออก
เจาะลึกกลุ่มโครงการที่เป็นประเด็น และพื้นที่ที่กลายเป็นหมู่บ้านจัดสรรโครงการที่ถูกภาคประชาชนและฝ่ายการเมืองตั้งข้อสังเกตว่า "หายไปหรือไม่ปรากฏแนวคุ้มครองในร่างผังเมืองรวม กทม. ฉบับใหม่" คือกลุ่มโครงการบึงรับน้ำที่เคยผ่านประชาพิจารณ์ (ปี 2560) และผ่านมติ ครม. เห็นชอบหลักการเวนคืน (ปี 2562) ซึ่งมีทั้งสิ้น 6 โครงการ (ความจุกักเก็บน้ำรวมกว่า 5–6 ล้าน ลบ.ม.) โดยมีตัวอย่างโครงการที่เห็นภาพความเปลี่ยนแปลงเชิงพื้นที่ชัดเจน ได้แก่:
บึงรับน้ำบริเวณคลองคู้บอน (เขตคันนายาว/คลองสามวา): เนื้อที่ประมาณ 130 ไร่ ความจุ 870,000 ลบ.ม. ผ่านประชาพิจารณ์ปี 2560 และมติ ครม. ปี 2562 รวมถึงบรรจุในแผนสำนักการระบายน้ำปี 2565 แต่เมื่อถึงร่างผังเมืองปี 2566 พื้นที่กลับหายไปจากผังน้ำ และที่ดินเอกชนในแนวศึกษาถูกเปลี่ยนมือไปยังบริษัท
อสังหาริมทรัพย์เพื่อรอการพัฒนาจัดสรร
บึงรับน้ำบริเวณคลองบางชัน (เขตมีนบุรี): เนื้อที่ทั้งหมด 39 ไร่ วางแผนเป็นบึงรับน้ำรองรับโซนมีนบุรี–คลองสามวา แต่ปัจจุบันแปลงที่ดินดังกล่าวกลายเป็นโครงการบ้านจัดสรรไปแล้ว
บึงรับน้ำบริเวณคลองสามวา 1 (เขตคลองสามวา): เนื้อที่ทั้งหมด 127 ไร่ ออกแบบให้เชื่อมโยงกับแนวคลองพระยาสุเรนทร์และคลองสามวา แต่จากความล่าช้าในการเวนคืน พื้นที่ส่วนใหญ่จึงถูกพัฒนาเป็นโครงการที่อยู่อาศัยไปเกือบหมดเช่นเดียวกัน
บึงรับน้ำบริเวณคลองสามวา 2 (เขตคลองสามวา): ความจุประมาณ 890,000 ลบ.ม.
บึงรับน้ำบริเวณคลองลำหม้อแตก (เขตสายไหม/บางเขน)
บึงรับน้ำบริเวณคลองพระยาสุเรนทร์ (เขตคลองสามวา)
ทางการสั่ง "ยกเลิก" จริงหรือ
ในทางเอกสารราชการ กทม. ไม่ได้ออกคำสั่งว่ายกเลิกโครงการเป็นลายลักษณ์อักษร แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในทางปฏิบัติคือ:
ไม่ปรากฏแนวรับน้ำในร่างผังเมืองใหม่: พื้นที่เหล่านี้ไม่ถูกลากเส้นเป็นแนวรับน้ำ/ผังน้ำ แต่ถูกจัดโซนการใช้ประโยชน์ที่ดินตามสภาพแวดล้อมปัจจุบัน ทำให้เอกชนสามารถพัฒนาโครงการจัดสรรได้ตามปกติ
ค้างท่อและไม่เคยมี พ.ร.ฎ. เวนคืน: แผนเหล่านี้ค้างท่อมาตั้งแต่ปี 2559–2560 ตลอดหลายปีที่ผ่านมาไม่มีการเสนอตรา พระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินที่จะเวนคืน ออกมาประกาศใช้จริงในราชกิจจานุเบกษา จึงไม่มีสภาพบังคับทางกฎหมายในการห้ามเอกชนซื้อขายหรือใช้สิทธิ์ในที่ดิน
กทม. ชี้แจงเรื่องการ "ทบทวนความคุ้มค่า": ฝ่ายบริหารชี้แจงว่าต้องทบทวนเชิงเศรษฐศาสตร์และวิศวกรรม เนื่องจากราคาที่ดินพุ่งสูงขึ้นกว่าเดิมหลายเท่าตัว และการทำแก้มลิงต้องเชื่อมต่อกับคลองระบายน้ำหลักได้อย่างมีประสิทธิภาพ (Hydraulic connectivity) ไม่ใช่ทุกบึงจะรับและระบายน้ำได้คุ้มค่าการลงทุน
สรุปสถานะจริง: จึงไม่ใช่การ "เซ็นยกเลิก" ตรงๆ แต่เป็นการ "ปล่อยให้โครงการตกไปตามสภาพ (De facto abandonment)" จากความล่าช้าข้ามหลายยุคสมัย ผนวกกับการปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์ของฝ่ายบริหาร
เจาะลึกโครงสร้างอำนาจ: การตัดสินใจนี้อยู่ที่ใคร
เมื่อพิจารณาตามกฎหมายและการบริหารราชการกรุงเทพมหานคร ต้องแยกโครงสร้างอำนาจออกเป็น 2 ส่วน:
1) ส่วนที่เป็นอำนาจของฝ่ายบริหาร กทม. (ผู้ว่าฯ ชัชชาติ) โดยตรง:
การจัดลำดับความสำคัญ (Prioritization): เป็นดุลยพินิจของฝ่ายบริหารว่าจะผลักดัน ชะลอ หรือไม่ตั้งงบประมาณโครงการใดของสำนักการระบายน้ำ
การเสนอออกกฎหมายเวนคืน: กทม. เป็นหน่วยงานต้นเรื่อง หากฝ่ายบริหารเห็นว่าคุ้มค่า จะเป็นผู้ชงเรื่องไปยังกระทรวงมหาดไทยเพื่อเสนอ ครม. แต่หากฝ่ายบริหารไม่เสนอเดินหน้าต่อ กระบวนการก็หยุดลง
การกำหนดรายละเอียดในร่างผังเมือง: สำนักการวางผังและพัฒนาเมือง (กทม.) เป็นผู้จัดทำร่างผังเมืองรวมและผังระบายน้ำ ซึ่งอยู่ภายใต้สายการบังคับบัญชาของฝ่ายบริหาร กทม. โดยตรง
2) ส่วนที่อยู่นอกเหนืออำนาจ กทม. (กลไกระดับชาติ):
การตรา พ.ร.ฎ. เวนคืน: ผู้ว่าฯ กทม. ไม่มีอำนาจออกกฎหมายเวนคืนเอง เป็นอำนาจของคณะรัฐมนตรี (ครม.) เท่านั้น
การอนุมัติผังเมืองรวม: เมื่อ กทม. รับฟังความเห็นแล้ว ร่างผังเมืองต้องผ่านคณะกรรมการผังเมืองระดับชาติ และประกาศใช้โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย
บทวิเคราะห์เชิงยุทธศาสตร์สังคม: บทเรียนจากภัยพิบัติ และคำถามใหญ่ถึง กทม. ซึ่งทุกคนเห็นภาพชัดเจนจาก “ภัยพิบัติน้ำท่วมครั้งล่าสุด” แล้วว่า ปริมาณน้ำฝนและน้ำหลากจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศมีความรุนแรงและคาดเดาได้ยากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งข้อสรุปที่ทั้งนักวิชาการ วิศวกร และประชาชนพูดตรงกันเป็นเสียงเดียว คือ "เมืองต้องการพื้นที่หน่วงน้ำและแก้มลิงเพิ่มขึ้น ไม่ใช่ลดลง"
ในความเป็นจริง โครงการแก้มลิงสำคัญกลับถูกชะลอ และพื้นที่บึงรับน้ำหลายจุด เช่น คลองบางชัน คลองสามวา 1 หรือคลองคู้บอน ได้กลายสภาพเป็นโครงการจัดสรรไปแล้ว ส่งผลให้ศักยภาพการหน่วงน้ำตามแผนเดิมกว่า 5–6 ล้าน ลบ.ม. ต้องสูญเสียไปอย่างถาวร
แม้ในทางบริหาร กทม. จะมีอำนาจในการชะลอโครงการด้วยเหตุผลเรื่องงบประมาณหรือความคุ้มค่าเชิงวิศวกรรม แต่สิ่งสำคัญที่สังคมกำลังรอฟังคำชี้แจง คือ:
"เมื่อ กทม. เลือกที่จะหยุดหรือชะลอโครงการแก้มลิงเหล่านี้ อะไรคือทางออกและมาตรการทดแทน (Mitigation Plan) ที่เตรียมไว้รองรับน้ำปริมาณมหาศาล?"







