thansettakij
thansettakij
บอร์ด Data Center

รัฐบาลสั่งชะลอสร้าง Data Center ขีดเส้น 1 เดือนคลอดเกณฑ์กลางจัดระเบียบ

04 ก.ย. 69 | 06:21 น.
อัปเดตล่าสุด :04 ก.ย. 69 | 06:48 น.

บอร์ด Data Center สั่งขีดเส้น 1 เดือนคลอดเกณฑ์กลางกำกับดาต้าเซ็นเตอร์ทั้งประเทศ รัฐบาลตั้งคณะทำงาน 4 ด้านคุมเข้ม น้ำ-ไฟ-ผังเมือง-สิ่งแวดล้อม ปัจจุบันเปิดแล้ว 35 โครงการ รอพิจารณาอีก 117 แห่ง

KEY

POINTS

  • บอร์ด Data Center มีมติให้ชะลอการก่อสร้างและอนุญาตโครงการดาต้าเซ็นเตอร์ที่อยู่ระหว่างดำเนินการและขออนุญาตทั้งหมดไว้ชั่วคราว
  • คณะกรรมการนโยบายฯ ได้รับมอบหมายให้จัดทำเกณฑ์มาตรฐานกลางสำหรับกำกับดูแลและจัดระเบียบอุตสาหกรรมให้แล้วเสร็จภายใน 1 เดือน
  • เกณฑ์ใหม่จะมุ่งเน้นการจัดระเบียบภาพรวม กำหนดมาตรฐานขั้นต่ำเพื่อดูแลผลกระทบด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม และส่งเสริมยุทธศาสตร์ชาติ เช่น พลังงานสะอาดและ AI

วันที่ 4 กันยายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ ครั้งแรกว่า 

คณะกรรมการฯ ได้รับมอบนโยบายที่ชัดเจนจากท่านนายกรัฐมนตรีเกี่ยวกับการบริหารจัดการอุตสาหกรรม Data Center เนื่องจากในปัจจุบันมีผู้สนใจต้องการเข้ามาลงทุนในประเทศไทยเป็นจำนวนมาก แต่ที่ผ่านมาประเทศไทยยังไม่มีการจัดระเบียบในระบบภาพรวม ทำให้นักลงทุนต้องแยกดำเนินการติดต่อขออนุมัติกับหลากหลายหน่วยงานและกระทรวงแยกตามภารกิจ

 

การประชุมคณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์

 

ทั้งนี้ นโยบายสำคัญในครั้งนี้คือ ประเทศไทยไม่ได้ต้องการปิดกั้นหรือปฏิเสธการลงทุนจากต่างประเทศ แต่จะปรับเปลี่ยนจากการพิจารณาอนุมัติแยกรายหน่วยงานมาเป็นการวางยุทธศาสตร์ร่วมกันระดับประเทศเพื่อใช้ประโยชน์จาก Data Center ในการขับเคลื่อนโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลของไทยอย่างแท้จริง โดยกำหนดกรอบยุทธศาสตร์การพิจารณาอนุมัติออกเป็น 3 ด้านหลัก ประกอบด้วย

1.ความชัดเจนด้านข้อมูล โดยจะมีการรวบรวมข้อมูลสถานะปัจจุบัน ของอุตสาหกรรมนี้จากทุกแหล่งที่กระจัดกระจายอยู่ เช่น ข้อมูลการขอใช้น้ำ ขอใช้ไฟ และการประสานงานกับ กสทช. มารวมไว้ให้อยู่ในภาพเดียวกัน เพื่อให้ทราบสถานะที่แท้จริง

2.การกำหนดเกณฑ์ขั้นต่ำ โดยกำหนดเกณฑ์มาตรฐานขั้นต่ำตามความเหมาะสมของพื้นที่เพื่อดูแลและปกป้องประชาชน ไม่ให้ได้รับผลกระทบทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยเกณฑ์นี้จะปรับใช้กับผู้ประกอบการทุกราย ทั้งที่ดำเนินกิจการอยู่แล้ว อยู่ระหว่างการก่อสร้าง หรือที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เพื่อความปลอดภัยของประชาชน

3.การยกระดับเชิงยุทธศาสตร์ ส่งเสริมยุทธศาสตร์ที่เกี่ยวข้อง เช่น การสนับสนุนการใช้พลังงานสะอาดเพื่อนำไปสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Net Zero) ตลอดจนยุทธศาสตร์ด้าน AI เพื่อให้คนไทยและผู้ประกอบการรายย่อย (SMEs) สามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีเหล่านี้ได้อย่างจริงจัง เนื่องจากประเทศไทยเป็นประเทศที่มีโอกาสในการเติบโตทางดิจิทัลสูง มีการใช้งานแอปพลิเคชันอย่างแพร่หลาย

"สำหรับโครงการลงทุนในอนาคต คณะกรรมการฯ จะออกแบบระบบการแข่งขันเสนอข้อเสนอ เพื่อให้นักลงทุนเข้ามาเสนอว่าจะสร้างประโยชน์สูงสุดต่อประเทศไทยอย่างไร เช่น การสร้างรายได้ให้คนไทย หรือการขับเคลื่อนเป้าหมาย Net Zero ของประเทศ" นายเอกนิติ กล่าว

นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กล่าวว่า ที่ประชุมรับทราบข้อมูลที่ได้รับจากหน่วยงานต่าง ๆ ในเรื่องการอนุมัติและขออนุญาตการลงทุนในโครงการดาต้าเซ็นเตอร์ในประเทศไทยจาก 16 หน่วยงานพบว่ามีดาต้าเซ็นเตอร์ที่เปิดให้บริการแล้วรวม 35 โครงการ/บริษัท โดยมี 11 โครงการที่อยู่ภายใต้การขอรับการส่งเสริมการลงทุนของคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) และมีโครงการที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างอีก 49 โครงการ 

 

การประชุมคณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์

 

อีกทั้งยังมีดาต้าเซ็นเตอร์ที่อยู่ระหว่างการขออนุญาตและพิจารณาของหน่วยงานต่างๆอยู่อีกกว่า 117 โครงการ อย่างไรก็ตามข้อมูลดังกล่าวยังขาดรายละเอียดเพียงพอในการกกำกับและติดตาม ที่ประชุมจึงมีมติให้มีการชะลอการก่อสร้างและอนุญาตโครงการดาต้าเซ็นเตอร์ที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง และอยู่ระหว่างการขออนุญาตทั้งหมดชั่วคราวเพื่อรอความชัดเจนในส่วนของข้อกำหนดมาตรฐานการดูแลสิ่งแวดล้อม และสังคมที่จะมีการกำหนดเป็นเกณฑ์ขั้นต่ำให้ปฏิบัติตาม 

ขณะที่เกณฑ์เรื่องของเศรษฐกิจก็ต้องมีการกำหนดผลตอบแทนในเกณฑ์ที่ประเทศจะได้ประโยชน์สูงสุดเช่นกัน ซึ่งที่ประชุมกำหนดว่าหน่วยงานต่าง ๆ ที่ได้รับมอบหมายจะต้องมีการจัดทำเกณฑ์นี้ให้เสร็จภายใน 1 เดือน 

นอกจากนี้ที่ประชุมยังมีการสั่งการให้กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ไปกำหนดประเภทธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์เพื่อให้มีการจดทะเบียนธุรกิจประเภทนี้ให้มีความชัดเจน เพื่อแก้ปัญหาเดิมที่ผู้ประกอบการมักขออนุญาตภายใต้ประเภทอื่น เช่น คลังสินค้า ซึ่งทำให้มองไม่เห็นภาพรวมธุรกิจอย่างแท้จริง

ส่วนการกำหนดว่าดาต้าเซ็นเตอร์จะเป็นกิจการที่เป็นอุตสาหกรรมหรือไม่ เบื้องต้นมีการหารือกันในเรื่องนี้ว่าอาจจะต้องมีการดูรายละเอียดให้มีความชัดเจนอีกครั้ง หลังจากที่ข้อเสนอเดิมนั้นจะกำหนดที่มีกำลังการใช้ไฟที่เกินขนาดเกิน 2 เมกกะวัตต์ (MW) แต่ที่ประชุมได้มีการหารือว่าขนาด 2 MW ถือว่าเล็กมาก และอาจจะต้องดูองค์ประกอบอื่นๆก่อนจะมีการกำหนดขนาดที่จะนิยามให้ดาต้าเซ็นเตอร์เป็นอุตสาหกรรมอีกครั้ง 

ทั้งนี้ที่ประชุมได้มีการหารือว่าการทำงานจะครอบคลุมการกำกับดูแลดาต้าเซ็นเตอร์ ทั้งสองรูปแบบ คือ กลุ่มที่ให้บริการเชิงพาณิชย์แก่บุคคลภายนอก  และกลุ่มที่ดำเนินการภายในองค์กรเอง โดยจะเร่งดำเนินการประมวลผลข้อมูลตลาดเพื่อหาเกณฑ์มาตรฐานเปรียบเทียบ และจัดประเภทอุตสาหกรรมนี้ให้ชัดเจนในระยะถัดไป

 

การประชุมคณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์

 

นอกจากนี้ สศช. ได้วางแนวทางสำคัญเพื่อร่วมขับเคลื่อนนโยบาย ได้แก่ การจัดระเบียบอัตราการใช้ทรัพยากรน้ำและไฟฟ้า ให้มีความเหมาะสมตามต้นทุนที่แท้จริงและสะท้อนต้นทุนทางอ้อม โดยจะแต่งตั้งคณะทำงานเฉพาะด้านขึ้นมารับผิดชอบ การสร้างกลไกการอนุมัติแบบเบ็ดเสร็จ เพื่อแก้ปัญหาความล่าช้าจากการที่นักลงทุนต้องแยกขออนุญาตหลายหน่วยงาน

อีกทั้งยังมีการจัดตั้งคณะอนุกรรมการ 4 ด้าน เพื่อกำหนดรายละเอียดข้อกำหนดขั้นต่ำในการสร้างใหม่ และระบบการตรวจสอบหลังเปิดให้บริการ (Post-auditing) ประกอบด้วย 

1.ด้านเศรษฐกิจมีเลขาฯสศช.เป็นประธาน และเลขาบีโอไอเป็นประธาน เพื่อประเมินความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจและผลประโยชน์ต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ)

2.ด้านโครงสร้างพื้นฐาน มีเลขาธิการ สทนช.และปลัดกระทรวงพลังงาน เป็นประธานทำหน้าที่ดูแลระบบน้ำ ไฟ เครือข่ายดิจิทัล และการใช้พลังงานสะอาดหรือ Green Energy)

3.ด้านพื้นที่และอาคาร มีปลัดมหาดไทย และปลัดพลังงาน เป็นประธาน ทำหน้าที่ควบคุมทำเลที่ตั้ง ความปลอดภัยของอาคารและสถานีไฟฟ้าย่อย 

4.ด้านสิ่งแวดล้อม มีปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เป็นประธาน โดยเน้นการกำหนดแนวปฏิบัติที่ดีหรือ Best Practices เพื่อให้ผู้ประกอบการนำไปปฏิบัติตามอย่างยั่งยืน มากกว่าการเน้นมาตรการลงโทษ)

“การร่วมมือกันวางกรอบนโยบายเชิงรุกและการตั้งกลไกควบคุมดูแลตรวจสอบหลังเปิดให้บริการอย่างรอบด้านนี้ จะช่วยสร้างความมั่นใจให้แก่นักลงทุนควบคู่ไปกับการเติบโตทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีที่ยั่งยืนของประเทศไทยต่อไป” นายดนุชา กล่าว

 

นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน

 

ด้านนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า กระทรวงพลังงานจะกำกับ 4 เรื่องสำคัญ ได้แก่ การกำหนดค่าไฟเฉพาะสำหรับดาต้าเซ็นเตอร์ เกณฑ์ไฟสะอาด ระบบสำรองไฟ และความมั่นคงของระบบไฟฟ้า เนื่องจากดาต้าเซ็นเตอร์เป็นผู้ใช้ไฟปริมาณมาก โดยค่าไฟสำหรับดาต้าเซ็นเตอร์ต้องสะท้อนต้นทุนจริง รวมถึงภาระจากการนำเข้าก๊าซธรรมชาติที่ทำให้ต้นทุนค่าไฟสูงขึ้น โดยจะแยกประเภทผู้ใช้ไฟดาต้าเซ็นเตอร์ออกมา ไม่ให้การใช้ไฟของธุรกิจนี้มากระทบค่าไฟประชาชน บ้านเรือน ผู้ประกอบการ และอุตสาหกรรมอื่น

นอกจากนี้ ดาต้าเซ็นเตอร์ต้องมีเกณฑ์ไฟสะอาดที่ไม่เป็นตัวถ่วงเป้าหมาย Net Zero ของประเทศ ต้องมีระบบสำรองไฟที่ปลอดภัย ไม่กระทบชีวิตและทรัพย์สินประชาชน และต้องเชื่อมต่อระบบไฟฟ้าโดยไม่ทำให้โครงข่ายเสียเสถียรภาพ หรือกระทบผู้ใช้ไฟในพื้นที่ใกล้เคียง

นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า กระทรวงมหาดไทยจะดู 3 เรื่องหลัก คือ ผังเมือง การให้บริการไฟฟ้า และการให้บริการน้ำ พร้อมยืนยันว่า ขณะนี้ยังไม่มีผลกระทบต่อการให้บริการไฟฟ้าและน้ำแก่ประชาชน แต่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพร้อมชะลอโครงการดาต้าเซ็นเตอร์ที่ยังไม่ได้ก่อสร้าง จนกว่ามาตรการใหม่จะชัดเจน

 

นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร

 

นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า กรุงเทพมหานครมีโครงการดาต้าเซ็นเตอร์ที่เกี่ยวข้อง 6 โครงการ เปิดดำเนินการแล้ว 3 โครงการ และยังไม่อนุมัติ 3 โครงการ โดยโครงการที่เปิดแล้วจะลงพื้นที่ตรวจสอบเข้มข้น เพื่อดูผลกระทบ ความเดือดร้อน และใช้เป็นบทเรียนให้คณะกรรมการฯ ส่วนโครงการที่เหลือให้ชะลอไว้ก่อน 

ทั้งนี้ การมีนิยามและแนวทางกำกับดาต้าเซ็นเตอร์ที่ชัดเจน จะช่วยสร้างความมั่นใจให้ประชาชนในหลายด้าน ทั้งผังเมือง กฎหมายควบคุมอาคาร ระยะเว้นระยะร่นที่เหมาะสม ความพร้อมเรื่องน้ำมันเชื้อเพลิงสำรอง ความปลอดภัย รวมถึงความพร้อมของระบบน้ำและไฟในพื้นที่