
รับเหมารายเล็กอ่วม สภาพคล่องตึงมือแบงก์ไม่ปล่อยสินเชื่อ งบรัฐหด กระทบหนัก
สมาคมอุตสาหกรรมก่อสร้างไทย มอง ผู้รับเหมารายเล็กอ่วม สภาพคล่องตึงมือ จากระบบการให้สินเชื่อธนาคาร ข้อจำกัดงบประมาณที่ล่าช้า -ลดงบประมาณ โครงการลด 30-40% ชี้ควรปรับกติกาใหม่
KEY
POINTS
- ผู้รับเหมารายเล็กเผชิญปัญหาสภาพคล่องรุนแรง จากการที่สถาบันการเงินเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อ และงบประมาณโครงการก่อสร้างภาครัฐที่ลดลงอย่างมาก
- ต้นทุนวัสดุก่อสร้างและค่าแรงงานพุ่งสูงขึ้น สวนทางกับราคากลางของภาครัฐที่ไม่ปรับขึ้น ทำให้ผู้รับเหมารับภาระหนักและเสี่ยงต่อการขาดทุน
- การเข้าถึงแหล่งทุนที่ยากลำบาก ประกอบกับซัพพลายเออร์ยกเลิกเครดิตเทอมและเรียกเก็บเงินสดเท่านั้น ส่งผลให้หลายรายขาดเงินทุนหมุนเวียนจนต้องปิดกิจการ
สถานการณ์ผู้รับเหมารายเล็กยังน่าเป็นห่วง หลังต้องเผชิญแรงกดดันด้านสภาพคล่องจากหลายปัจจัย ทั้งการเข้าถึงสินเชื่อจากสถาบันการเงินที่ทำได้ยากขึ้น ขณะที่ภาครัฐมีข้อจำกัดด้านงบประมาณ ส่งผลให้การลงทุนและการเปิดประมูลโครงการใหม่ลดลงอย่างเห็นได้ชัด ทั้งนี้ เมื่อปริมาณงานลดลง รวมไปถึงการขอสินเชื่อยาก ประเมินว่าผู้รับเหมารายเล็กซึ่งมีเงินทุนหมุนเวียนจำกัดจึงได้รับผลกระทบโดยตรง หลายรายไม่สามารถแบกรับภาระต้นทุนและกระแสเงินสดที่ติดขัดได้ โดยเฉพาะในเรื่องของต้นทุนน้ำมัน ค่าขนส่ง ราคาวัสดุก่อสร้างที่ขึ้นแล้วไม่มีวันลง ซึ่งสะท้อนผ่านการทยอยปิดกิจการหรือถอนตัวออกจากตลาด
ขณะที่ผู้ประกอบการที่ยังอยู่รอดต้องเร่งปรับตัวเพื่อประคองธุรกิจท่ามกลางภาวะการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น และแม้ที่ผ่านมา คณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) กระทรวงพาณิชย์ จะมีมาตรการเข้ามาช่วยบรรเทาปัญหาการค้าและสนับสนุนเรื่อง เครดิตเทอม เพื่อให้ผู้ประกอบการมีเวลาบริหารจัดการกระแสเงินสดมากขึ้น แต่ในทางปฏิบัติ มาตรการส่วนใหญ่ยังให้น้ำหนักกับภาคสินค้าและผลิตผลทางการเกษตรเป็นหลัก
โจทย์สำคัญจึงอยู่ที่การทำให้มาตรการช่วยเหลือด้านเครดิตและสภาพคล่องครอบคลุมไปถึงภาคธุรกิจบริการและผู้รับเหมารายเล็กอย่างเป็นรูปธรรม เพราะสำหรับธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง กระแสเงินสด ถือเป็นหัวใจสำคัญในการดำเนินธุรกิจ หากไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุน หรือมีระยะเวลารับชำระเงินที่เหมาะสม ย่อมเพิ่มความเสี่ยงต่อการขาดสภาพคล่องและการเลิกกิจการในท้ายที่สุด
งานก่อสร้างหดตัว งานรัฐลด แบงก์ระวังปล่อยกู้
นายกฤษดา จันทร์จำรัสแสง อุปนายกสมาคมอุตสาหกรรมก่อสร้างไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (TCA) เปิดเผย “ฐานเศรษฐกิจ”ว่า ภาคธุรกิจเอสเอ็มอีและภาคก่อสร้างยังเผชิญแรงกดดันรอบด้าน ทั้งจากภาวะสินเชื่อที่สถาบันการเงินเพิ่มความระมัดระวัง การลงทุนภาครัฐที่ชะลอตัว รวมถึงต้นทุนแรงงานและวัสดุก่อสร้างที่ปรับตัวสูงขึ้น ขณะที่ผู้ประกอบการรายย่อยจำนวนมากเข้าไม่ถึงแหล่งทุน เพราะขาดหลักประกัน ส่งผลให้การดำเนินธุรกิจทำได้ยากขึ้น แม้ภาครัฐจะมีนโยบายสนับสนุนเอสเอ็มอีก็ตาม ซึ่งสะท้อนว่า ปัญหาสำคัญไม่ได้อยู่ที่การขาดนโยบายภาครัฐที่ผลักดันให้เศรษฐกิจขับเคลื่อนด้วยระบบโครงสร้างพื้นฐานรัฐ แต่เป็นเรื่องของ นโยบายกับการปฏิบัติจริง ไม่สอดคล้องกัน โดยเฉพาะมาตรการด้านสินเชื่อ หากธนาคารยังต้องการหลักประกันในระดับสูง ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีจำนวนมากก็ไม่สามารถเข้าถึงเงินทุนได้ และเมื่อไม่มีเงินหมุนเวียนก็ไม่สามารถรับงานหรือทำงานต่อได้
งานก่อสร้างลดลงประมาณ 30-40% จับตางบปี70
สถานการณ์ภาคก่อสร้างในปีนี้ได้รับผลกระทบอย่างชัดเจนจากการที่งานภาครัฐลดลง โดยเฉพาะโครงการก่อสร้างถนน ซึ่งงบประมาณปีนี้ (งบประมาณปี2569) อยู่ที่ประมาณ 4 หมื่นล้านบาท จากเดิมราว 6 หมื่นล้านบาท หรือหายไปประมาณ 2 หมื่นล้านบาท โดยประเมินว่าปริมาณงานก่อสร้างลดลงประมาณ 30-40% และงบประมาณปี2570ก็เช่นกัน น่าจะปรับลดลงอีกซึ่งตัวเลขดังกล่าวยังอยู่ระหว่างการประเมิน ว่าภาพรวมทั้งอุตสาหกรรมจะลดลงอีกมากน้อยแค่ไหนเมื่อเทียบกับปีงบประมาณปี2569
ทั้งนี้เมื่อ งานลด เงินลด ผู้รับเหมาจึงต้องเผชิญกับการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น ขณะที่สถาบันการเงินกลับเพิ่มความระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อ ทำให้ผู้ประกอบการขาดสภาพคล่องและไม่สามารถเดินหน้ารับงานใหม่ได้
ผู้รับเหมารายย่อยจำนวนมากอยู่นอกระบบ
อีกหนึ่งปัญหาสำคัญคือโครงสร้างของธุรกิจก่อสร้างไทยที่มีผู้รับเหมารายย่อยและผู้รับเหมาช่วงจำนวนมาก แต่ส่วนหนึ่งไม่ได้ขึ้นทะเบียนหรือไม่ได้เป็นคู่สัญญาโดยตรงกับหน่วยงานรัฐ ทำให้ไม่มีข้อมูลที่ชัดเจนว่าประเทศไทยมีผู้รับเหมาก่อสร้างจริงจำนวนเท่าใด
เฉพาะระดับองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ที่มีอยู่ประมาณ 8,000 แห่ง หากเฉลี่ยมีผู้รับเหมาประจำพื้นที่แห่งละ 3 ราย จะมีผู้รับเหมาประมาณ 24,000 รายไปจนถึง 30,000 รายแล้ว ขณะที่ผู้รับเหมาที่ขึ้นทะเบียนภาครัฐมีประมาณ 5,000 ราย เมื่อรวมผู้รับเหมาจากหน่วยงานส่วนกลางและผู้รับเหมาช่วง อาจมีจำนวนรวมประมาณ 50,000 -60,000 หมื่นราย โดยยังไม่รวมผู้รับเหมาที่รับงานภาคเอกชน
“ปัญหาคือผู้รับเหมาช่วงจำนวนมากไม่ยอมขึ้นทะเบียน เนื่องจากไม่ได้เป็นคู่สัญญาโดยตรง ทำให้สมาคมฯหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่สามารถมีข้อมูลและเข้าไปช่วยเหลือได้อย่างเต็มที่ ซึ่งตัวเลขนี้สมาคมฯ ยังไม่มีสถิติในมือที่แน่นอน และยอมรับว่ารวมค่อนข้างยากเนื่องจากบริษัทหลายรายไม่ขึ้นทะเบียน บางรายตั้งบริษัทมาไม่ได้ทำธุรกิจรับเหมาโดยตรงแต่อาจรับทำธุรกิจแบบหลากหลาย”
ต้นทุนพุ่ง แต่ราคากลางยังไม่ขยับ
นายกฤษดายังสะท้อนภาพต่อว่า ผู้ประกอบการก่อสร้างยังต้องเผชิญปัญหาต้นทุนที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะค่าแรงงานช่างและแรงงานก่อสร้างที่ขาดแคลนอย่างหนัก ไม่ใช่เฉพาะภาคก่อสร้างเท่านั้น แต่ภาคเกษตร เช่น ชาวสวนและไร่อ้อย ก็ประสบปัญหาขาดแคลนแรงงานเช่นกัน
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ ค่าปูกระเบื้องจากเดิมประมาณ 100 บาทต่อตารางเมตร ปัจจุบันเพิ่มขึ้นเป็นราว 200 บาทต่อตารางเมตร แต่ผู้ประกอบการกลับหาช่างไม่ได้ ขณะที่ราคากลางของงานก่อสร้างรัฐยังอยู่ในระดับเดิม ส่งผลให้ผู้รับเหมาบางรายต้องแบกรับส่วนต่างของต้นทุน และท้ายที่สุดอาจนำไปสู่การขาดทุนหรือเลิกกิจการ
นอกจากนี้ วัสดุและอุปกรณ์บางประเภทก็มีต้นทุนเพิ่มขึ้น เช่น ระบบโซลาร์เซลล์ที่ราคาทั้งระบบปรับขึ้นประมาณ 10% จากข้อกำหนดด้านมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) แม้สินค้าหรือโรงงานบางแห่งจะมีมาตรฐานการผลิตอยู่แล้วก็ตาม
ไม่มีเครดิตเทอม รับเหมาเล็กต้องเงินสดเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม มาตรการของคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) ที่ออกมา ไม่ได้ช่วยเหลือธุรกิจเอสเอ็มอี ที่เป็นผู้รับเหมาโดยตรง แต่ช่วยภาคเกษตรเป็นสำคัญ คือเปิดโอกาสให้เกษตรกรสามารถนำผลผลิตมาใช้เป็นหลักประกันเพื่อขอสินเชื่อได้ เพื่อให้มีเงินทุนหมุนเวียนโดยไม่จำเป็นต้องรีบนำผลผลิตออกขายในช่วงที่ราคาตกต่ำ แนวทางดังกล่าวจะช่วยให้เกษตรกรสามารถ เก็บของไว้ก่อน แล้วค่อยขายเมื่อราคาดีขึ้น ลดการถูกกดราคาจากคนกลาง และช่วยเพิ่มอำนาจต่อรองให้กับเกษตรกรโดยไม่ต้องด่วนเก็บเกี่ยวผลผลิตออกจำหน่าย ดังกล่าว
ในทางกลับกัน สำหรับ ผู้รับเหมาแล้ว ปัจจุบัน เครดิตเทอม ไม่มีแล้ว ที่ผู้ขายสินค้าจะอนุญาตให้ชำระเงินค่าสินค้าหรือบริการได้ในภายหลัง แทนการจ่ายเงินสดทันทีในวันที่ได้รับสินค้า มีแต่ ต้องชำระด้วยเงินสดเท่านั้น ทำให้ หลายบริษัทต้องชะลอออกไป
“อีกสัญญาณที่น่าเป็นห่วงคือปัจจุบันผู้ประกอบการบางส่วนยังเลือกทำธุรกรรมโดยใช้เงินสดเป็นหลัก เนื่องจากขาดความมั่นใจในระบบการชำระเงินและความสามารถในการชำระหนี้ของคู่ค้า”
ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการจำนวนไม่น้อยต้องหารือกับธนาคารอย่างต่อเนื่องเพื่อประคองสภาพคล่อง โดยมีธุรกิจจำนวนหนึ่งทยอยปิดกิจการหรือเข้าสู่ภาวะล้มเหลวแล้ว สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนว่า การทำให้ธุรกิจเอสเอ็มอีและผู้รับเหมารายย่อย แข็งแรง ไม่ควรพึ่งพาเฉพาะการจ้างงานจากภาครัฐ แต่ต้องสร้างระบบที่ทำให้ธุรกิจสามารถดำเนินต่อได้ด้วยตัวเอง และเข้าถึงเงินทุนได้จริง กล่าวคือสถาบันการเงินต้องปล่อยสินเชื่อนั่นเอง
โจทย์ใหญ่ ทำอย่างไรให้ธุรกิจเดินต่อได้
ภาพรวมทั้งหมดสะท้อนว่า ภาคก่อสร้างไทยกำลังเผชิญปัญหาแบบ หลายเด้ง ตั้งแต่งานภาครัฐที่ลดลง การเข้าถึงสินเชื่อที่ยากขึ้น ต้นทุนแรงงานและวัสดุที่เพิ่มขึ้น ไปจนถึงปัญหากฎระเบียบและการขาดข้อมูลผู้ประกอบการในระบบ ซึ่งปัญหาไม่ได้กระทบเพียงผู้รับเหมารายเล็กแต่ยังลามไปถึงผู้รับเหมารายใหญ่ที่ทำธุรกิจด้านรับเหมาก่อสร้างเพียงอย่างเดียว ที่ติดปัญหาขาดสภาพคล่องและต้องฟื้นฟูกิจการ
ดังนั้น โจทย์สำคัญของภาครัฐไม่ใช่เพียงการเพิ่มปริมาณงานก่อสร้าง แต่ต้องทำให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงเงินทุน ปรับตัวกับต้นทุนที่เปลี่ยนแปลง และแข่งขันได้โดยไม่ต้องพึ่งพางบประมาณภาครัฐเพียงอย่างเดียว
เพราะหาก งานลด แต่ต้นทุนไม่ลด และเงินทุนเข้าไม่ถึง ผู้รับเหมารายเล็กจำนวนมากอาจไม่สามารถประคองธุรกิจต่อไปได้ และผลกระทบจะไม่ได้หยุดอยู่แค่ภาคก่อสร้าง แต่จะลามไปยังแรงงาน ผู้ผลิตวัสดุก่อสร้าง ผู้รับเหมาช่วง และธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องตลอดทั้งห่วงโซ่
รัฐต้องปรับระบบ เพื่อให้งานเดิน
นอกจากนี้ที่เป็นปัญหาใหญ่ ผู้รับเหมาจำนวนไม่น้อยที่ได้รับงานจากภาครัฐแต่มีปัญหางานล่าช้า และกระทบไปถึงการส่งมอบงาน การเบิกจ่าย รวมถึงการเปิดใช้เส้นทาง เนื่องจาก ติดปัญหาที่ว่า โครงการบางเส้นทางได้ศึกษาไว้นานแล้ว เมื่อถึงเวลาประมูลปรากฏว่า กายภาพพื้นที่เปลี่ยน ดังนั้นจึงต้องศึกษาใหม่ เป็นเวลานานไม่ต่ำกว่า 6เดือนในขณะที่การก่อสร้างอาจทำไปแก้ไขไป ทำให้งานเดินไปได้ช้า รวมถึงการซ่อมสร้างที่มีปัญหาภายหลัง ทางออกก่อนประมูลงานรัฐต้องศึกษาโครงการดังกล่าวให้รอบด้านก่อน หากเห็นจุดอ่อนต้องเรียบแก้ไขก่อนนำออกประมูล และเขียนสัญญาที่ยืดหยุ่นได้ ที่สามารถนำไปสู่การเบิกจ่ายและการทำงานจะเสร็จตามแผน ช่วยให้รัฐเปิดใช้เส้นทางอย่างเป็นระบบ และช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้อย่างสมบูรณ์จากการใช้เส้นทางท่องเที่ยว เพิ่มขีดการแข่งขันทางการค้าเชื่อมประเทศเพื่อนบ้านเป็นต้น
กติกาต้องชัด รองรับทุนต่างชาติ-ธุรกิจใหม่
อีกประเด็นที่ตั้งคำถามคือกฎระเบียบของไทยที่ยังตามไม่ทันรูปแบบธุรกิจใหม่และการเข้ามาลงทุนของต่างชาติ ไม่ว่าจะเป็นโครงการหมู่บ้านจัดสรรหรือดาต้าเซ็นเตอร์ในกรุงเทพฯ รวมถึงธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการถือครองทรัพย์สินและการใช้ตัวแทนถือหุ้น มองว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องมีกฎหมายและกติกาที่ชัดเจนสำหรับธุรกิจรูปแบบใหม่ เพื่อให้เกิดการแข่งขันที่เป็นธรรม ขณะเดียวกันต้องสามารถบังคับใช้กฎหมายได้จริง เพราะปัจจุบันมีกรณีที่ผู้ประกอบการพยายามดำเนินธุรกิจให้ถูกต้องตามกฎหมาย แต่กลับติดข้อจำกัดด้านกฎระเบียบจนไม่สามารถดำเนินการต่อได้







