
ธุรกิจรับสร้างบ้านหวั่นแรงงานขาด ชงรัฐ 5 ข้อพยุงเศรษฐกิจครึ่งปีหลัง
สมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน ส่งสัญญาณเตือนวิกฤตขาดแคลนแรงงานต่างด้าวกระทบภาคก่อสร้าง เสี่ยงฉุดการดำเนินงาน จี้รัฐเร่ง 5 มาตรการปลดล็อกปัญหา ก่อนเศรษฐกิจครึ่งปีหลังเผชิญแรงกดดันหนักขึ้น
KEY
POINTS
- สมาคมธุรกิจรับสร้างบ้านแสดงความกังวลต่อปัญหาขาดแคลนแรงงานต่างด้าว ซึ่งส่งผลกระทบต่อภาคการก่อสร้างและอาจทำให้เศรษฐกิจชะลอตัวในช่วงครึ่งปีหลัง
- ยื่นข้อเสนอเร่งด่วน 5 มาตรการต่อรัฐบาลเพื่อแก้ไขปัญหาแรงงาน เช่น การเปิดขึ้นทะเบียนแรงงานในประเทศเป็นกรณีพิเศษ และการลดขั้นตอนการนำเข้าแรงงานผ่านระบบ MOU
- เสนอให้ปรับปรุงระบบใบอนุญาตทำงานเป็นดิจิทัล (E-Work Permit) ขยายความร่วมมือหาแรงงานจากประเทศใหม่ๆ และร่วมกันพัฒนาทักษะช่างฝีมือ
สมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน (Home Builder Association หรือ HBA) ออกโรงสะท้อนปัญหาการขาดแคลนแรงงานต่างด้าวที่กำลังส่งผลกระทบต่อภาคก่อสร้างและธุรกิจรับสร้างบ้านอย่างมีนัยสำคัญ พร้อมเสนอรัฐบาลเร่งดำเนินมาตรการแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อป้องกันไม่ให้ปัญหาลุกลามจนกระทบต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในช่วงครึ่งหลังของปี 2569
นายอนันต์กร อมรวาที นายกสมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน เปิดเผยว่า ปัจจุบันประเทศไทยกำลังเผชิญภาวะขาดแคลนแรงงานในหลายภาคส่วน ทั้งภาคเกษตร ภาคบริการ และภาคก่อสร้าง โดยเฉพาะธุรกิจรับสร้างบ้านซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่ต้องพึ่งพาแรงงานจำนวนมาก ส่งผลให้ผู้ประกอบการหลายรายเริ่มได้รับผลกระทบจากการขาดแคลนแรงงานในระบบ และมีความเสี่ยงที่โครงการก่อสร้างจะล่าช้าหรือหยุดชะงักหากสถานการณ์ยืดเยื้อ
จากปัญหาดังกล่าว สมาคมฯ ได้เสนอแนวทางแก้ไขต่อภาครัฐผ่านคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ซึ่งประกอบด้วย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย เพื่อผลักดันมาตรการเร่งด่วนในการบริหารจัดการแรงงานต่างด้าวและลดผลกระทบต่อภาคธุรกิจ
สำหรับข้อเสนอเร่งด่วน 5 มาตรการ ประกอบด้วย การเปิดขึ้นทะเบียนแรงงานที่อยู่ในประเทศไทยแต่ยังมีสถานะไม่ถูกต้องตามกฎหมายเป็นกรณีพิเศษ เพื่อให้สามารถเข้าสู่ระบบการจ้างงานได้โดยไม่ต้องเดินทางกลับประเทศต้นทาง ซึ่งจะช่วยเพิ่มจำนวนแรงงานเข้าสู่ตลาดได้อย่างรวดเร็ว
มาตรการที่สอง คือ การลดขั้นตอนและต้นทุนการนำเข้าแรงงานผ่านระบบบันทึกความเข้าใจ (MOU) โดยเห็นว่าปัจจุบันกระบวนการมีความซับซ้อนและมีค่าใช้จ่ายแฝงจำนวนมาก จึงเสนอให้ปรับเป็นระบบ One-Stop Service เพื่อลดภาระของผู้ประกอบการและเพิ่มความโปร่งใสในการดำเนินงาน
ข้อเสนอที่สาม คือ การยกระดับระบบการอนุมัติและต่ออายุใบอนุญาตทำงานให้เป็นระบบดิจิทัลแบบเรียลไทม์ ผ่าน E-Work Permit เนื่องจากปัจจุบันการดำเนินการบางขั้นตอนยังใช้เวลาหลายสัปดาห์หรือหลายเดือน ส่งผลให้การบริหารจัดการกำลังคนในภาคก่อสร้างขาดความคล่องตัว
ส่วนมาตรการที่สี่ คือ การขยายความร่วมมือด้านแรงงานกับประเทศทางเลือกใหม่เพิ่มเติม เพื่อลดการพึ่งพาแรงงานจากบางประเทศมากเกินไป ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อห่วงโซ่อุปทานแรงงาน หากเกิดปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองหรือข้อจำกัดด้านการเดินทางระหว่างประเทศ
ขณะที่มาตรการสุดท้าย คือ การร่วมกันพัฒนาทักษะแรงงานอย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะกลุ่มช่างฝีมือที่เป็นกำลังสำคัญของธุรกิจรับสร้างบ้าน ผ่านความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อยกระดับคุณภาพแรงงาน เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน และสร้างความเป็นธรรมด้านค่าตอบแทนตามระดับทักษะที่แท้จริง
นายอนันต์กร กล่าวว่า ข้อเสนอทั้ง 5 มาตรการไม่ได้มุ่งช่วยเหลือเฉพาะผู้ประกอบการเท่านั้น แต่เป็นการรักษาความต่อเนื่องของโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจและซัพพลายเชนของประเทศในภาพรวม เนื่องจากอุตสาหกรรมรับสร้างบ้านถือเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญของเศรษฐกิจไทย
ปัจจุบันบริษัทสมาชิกของสมาคมธุรกิจรับสร้างบ้านสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจจากตลาดบ้านสร้างเองทั่วประเทศได้ราว 9,800-12,000 ล้านบาทต่อปี จึงเห็นว่าการเร่งแก้ไขปัญหาแรงงานอย่างเป็นระบบจะช่วยรักษาศักยภาพการแข่งขันของภาคธุรกิจไทย และลดความเสี่ยงต่อการชะลอตัวของเศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีหลังได้อย่างมีประสิทธิภาพ
“ข้อเสนอทั้ง 5 ด้านไม่ใช่เพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าให้กับผู้ประกอบการ แต่เป็นการรักษากลไกสำคัญของเศรษฐกิจไทยทั้งในระยะสั้นและระยะยาว เพื่อให้ภาคธุรกิจสามารถเดินหน้าต่อได้ท่ามกลางความท้าทายด้านแรงงานที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น” นายอนันต์กร กล่าว







