
'ธีธัช สุขสะอาด' ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ ต้นแบบพลังงานสะอาดภาครัฐ
“ธีธัช สุขสะอาด”ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯแจ้งวัฒนะอาคารพลังงานสะอาด ต้นแบบอาคาร Net Zero แห่งแรกของภาครัฐภายในปี 2050
KEY
POINTS
- ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะฯ ตั้งเป้าหมายเป็นต้นแบบอาคาร Net Zero แห่งแรกของภาครัฐภายในปี 2050
- มีการติดตั้งโซลาร์เซลล์กำลังผลิตกว่า 4 เมกะวัตต์เพื่อผลิตไฟฟ้าใช้ในส่วนกลาง ช่วยประหยัดค่าไฟฟ้าได้ถึง 17 ล้านบาท
- เริ่มโครงการนำร่องใช้พลังงานทางเลือกใหม่อย่างพลังงานไฮโดรเจน โดยร่วมมือกับเยอรมนี เพื่อเป็นต้นแบบอาคารพลังงานสุทธิเป็นศูนย์ (Zero Energy Building)
ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ (แจ้งวัฒนะ)พลิกโฉมสู่ เมืองสีเขียว (Urban Green City)ภายใต้บริษัท ธนารักษ์พัฒนาสินทรัพย์ จำกัด (ธพส.) หรือ DAD Asset Development (DAD) ตั้งเป้าเพิ่มพื้นที่สีเขียวรวมสูงถึง 145 ไร่หรือประมาณ 1 ใน 3 ของพื้นที่ทั้งหมด เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ใช้งานและชุมชนโดยรอบ
นอกจากนี้ยังมีเป้าหมายเป็นต้นแบบอาคาร Net Zero แห่งแรกของภาครัฐภายในปี 2050 รวมถึงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน บรรเทาความแออัดคับคั่งของจราจร สามารถเดินทางเชื่อมต่อภายในศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ และกระจายตัวสู่ภายนอกซึ่งเป็นเส้นทางหลักได้อย่างสะดวกรวดเร็ว นอกเหนือจากการเชื่อมต่อด้วยรถไฟฟ้าสายสีชมพู
สำหรับพื้นที่ใช้สอยอาคารรวมของศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ ทุกโซนรวมกันมีขนาดประมาณ 1,120,000 ตารางเมตร ตั้งอยู่บนที่ดินเกือบ 400 ไร่ โดยแบ่งสัดส่วนพื้นที่ตามอาคารหลักดังนี้ อาคาร A (อาคารราชบุรีดิเรกฤทธิ์) พื้นที่ใช้สอยประมาณ 300,000 ตารางเมตร อาคาร B (อาคารรัฐประศาสนภักดี) พื้นที่ใช้สอยประมาณ 460,036 ตารางเมตร เป็นอาคารสำนักงานส่วนราชการหลักและสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง
อาคาร C อาคารอัจฉริยะ ซึ่งเป็นโซนพัฒนาส่วนขยาย ภายใต้แนวคิด Green Living พื้นที่ใช้สอยรวมประมาณ 660,000 ตารางเมตร ประกอบด้วยอาคารสำนักงานสูง 11 ชั้น ศูนย์ประชุม และพื้นที่เชิงพาณิชย์
ดร.ธีธัช สุขสะอาด รักษาการกรรมการผู้จัดการ ธพส.ให้สัมภาษณ์ว่า เตรียมส่งมอบพื้นที่อาคาร โซน C ให้หน่วยงานราชการกว่า 17 แห่งภายในสิ้นปีนี้ ซึ่งถือเป็นอาคารสำนักงานของรัฐที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ทั้งนี้อาคารโซน C ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อเป็นเพียงสถานที่ทำงานของข้าราชการเท่านั้นแต่ยังเป็นศูนย์รวมกิจกรรมและบริการสมัยใหม่ ที่พร้อมรองรับทั้งภาคธุรกิจและประชาชนทั่วไปอย่างครบวงจร
อย่างไรก็ตาม ธพส.มีภารกิจหลักในการบริหารโครงการศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯสร้างรายได้ให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง สำหรับรายได้จากการบริหารจัดการ ปัจจุบันสัดส่วน 80-90% ยังคงมาจากค่าเช่าพื้นที่ของหน่วยงานราชการ และอีก 10% มาจากพื้นที่เชิงพาณิชย์เช่น Co-working Space ห้องประชุม และพื้นที่จัดงานแสดงต่างๆ ซึ่งในอนาคตมีแผนจะเปิดกว้างให้ภาคเอกชนเข้ามาใช้บริการจัดกิจกรรม อาทิ งานวิ่งมาราธอน หรือการเช่าพื้นที่จัดแสดงสินค้าเพื่อสร้างรายได้เสริม
ทางด้านนวัตกรรมอาคารสีเขียวและการประหยัดพลังงาน โดยจุดเด่นเรื่องการเป็นต้นแบบ อาคารพลังงานสะอาด ด้วยการใช้โซลาร์เซลล์เพื่อผลิตไฟฟ้าใช้ในส่วนกลาง ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนค่าไฟฟ้าและลดภาระค่าใช้จ่ายของหน่วยงานราชการที่เช่าพื้นที่ มีแผนที่จะเป็นส่วนหนึ่งของต้นแบบอาคารพลังงานสุทธิเป็นศูนย์ (Zero Energy Building) โดยมีการต่อยอดนำพลังงานทางเลือกอื่นๆมาใช้ในอนาคต โดยล่าสุดเริ่มทดลองใช้พลังงานไฮโดรเจนจากประเทศเยอรมนี เพื่อลดการใช้ไฟฟ้าจากฟอสซิล
ทั้งหมดนี้มีเป้าหมายเพื่อขับเคลื่อนให้ศูนย์ราชการฯกลายเป็นพื้นที่ที่ทันสมัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนตามมาตรฐานสากล โดยนำร่องนี้ติดตั้งที่ อาคารธนพิพัฒน์ ซึ่งเป็นอาคารสำนักงานของ ธพส. เอง ที่ใช้เทคโนโลยีแยกไฮโดรเจนจากน้ำ และเก็บสะสมไว้เป็นพลังงานสำรอง เป้าหมายหลักคือการทำให้เป็นอาคาร Zero Energy อย่างแท้จริง และเป็นต้นแบบให้กับอาคารภาครัฐอื่นๆทั่วประเทศ โดยตั้งเป้าหมายใหญ่ให้สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลในการบรรลุ Net Zero ภายในปี 2050
“ไฮไลต์สำคัญคือการยกระดับศูนย์ราชการฯ สู่ อาคารสีเขียว (Green Building) โดยปัจจุบันมีการติดตั้งโซลาร์เซลล์รวมกำลังผลิตกว่า 4 เมกะวัตต์ ส่งผลให้ ช่วยประหยัดค่าไฟฟ้าได้สูงถึง 17 ล้านบาท โดยเป็นตัวเลขสะสมตั้งแต่ปี 2567 - พฤษภาคม 2569 และล่าสุดได้เริ่มโครงการทดสอบพลังงานทางเลือกใหม่คือ พลังงานไฮโดรเจน โดยร่วมมือกับองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน และสถานทูตเยอรมัน (GIZ )“
ขณะความสะดวกด้านการคมนาคมจากความร่วมมือของ 8 หน่วยงานเร่งเชื่อมโยงโครงข่ายจราจรแก้ปัญหารถติดแจ้งวัฒนะโครงการก่อสร้างปรับปรุงถนนประชาชื่นจากการประปานครหลวงถึงถนนแจ้งวัฒนะ (ถนนหมายเลข 11) ระยะทาง 1.3 กิโลเมตร จาก 2 ช่องทาง ขยายเป็น 4 ช่องทางการจราจร โดยใช้งบประมาณจากกรุงเทพมหานคร ประมาณ 300 ล้านบาท เพื่อยกระดับโครงสร้างพื้นฐานและบรรเทาปัญหาจราจรบริเวณโดยรอบศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ และพื้นที่ใกล้เคียง คาดว่าจะแล้วเสร็จประมาณเดือนกันยายน ปี2570
นอกจากนี้ ยังมีการเจรจากับการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เพื่อขอใช้พื้นที่ตัดถนนเชื่อมต่อจากด้านหลังศูนย์ราชการฯ (ถนนหมายเลข 8) ทะลุออกสู่ถนนวิภาวดีรังสิต เพื่อเพิ่มทางเลือกในการเดินทางและบรรเทาความหนาแน่นของการจราจร ซึ่งปัจจุบันได้รับอานิสงส์จากรถไฟฟ้าสายสีชมพูที่ช่วยลดปริมาณการใช้รถยนต์ส่วนตัวไปได้ส่วนหนึ่งแล้ว







