

KEY
POINTS
วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2569 ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ ที่มุ่งหน้าสู่การเป็นเมืองคาร์บอนต่ำและพื้นที่สีเขียวเพื่อประชาชน วันนี้จิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญอย่าง “โซน C” กำลังเผยโฉมภาพลักษณ์ใหม่ของสถาปัตยกรรมรัฐที่ไม่ได้มีแค่ความโอ่อ่า แต่คือการผสานภูมิปัญญาไทยเข้ากับนวัตกรรมระดับโลก ภายใต้การนำของ ดร.ธีธัช สุขสะอาด รักษาการกรรมการผู้จัดการ บริษัท ธนารักษ์พัฒนาสินทรัพย์ จำกัด (ธพส.) หรือ DAD Asset Development
ชื่อของอาคาร "พดด้วง" ไม่ได้ถูกตั้งขึ้นเพียงเพื่อสะท้อนถึงเอกลักษณ์ของสกุลเงินโบราณเท่านั้น แต่รูปทรงโค้งมนเหล่านั้นคือยุทธศาสตร์สำคัญในการจัดการพลังงาน หากมองจากภาพมุมสูงลงมา เราจะเห็นความโดดเด่นของอาคารรูปทรงโค้งมนที่ตั้งตระหง่านอยู่ทางฝั่งขวา นั่นคือ “อาคารพดด้วง” ที่ห่อหุ้มด้วย Solar Shield คุณภาพสูง ซึ่งเป็นมากกว่าแค่เปลือกอาคาร แต่มันคือแผงโซลาร์เซลล์ที่ทำหน้าที่ผลิตพลังงานไฟฟ้าไปพร้อมกับการปกป้องอาคารจากแสงแดด
ดร.ธีธัช ฉายภาพให้เห็นว่าอาคารหลังนี้ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นเพียงเพื่อรองรับหน่วยงานราชการ 25 แห่งที่จองพื้นที่จนเต็ม 100% เท่านั้น แต่คือการสร้าง "พื้นที่อเนกประสงค์" (Multi-purpose) ที่ตั้งใจเปิดประตูต้อนรับประชาชนทุกคนให้เข้ามาใช้ชีวิตร่วมกันในฐานะเมืองย่อยๆ แห่งหนึ่ง
เสน่ห์แรกที่สะดุดตาคือรูปทรงโค้งมนที่ได้รับแรงบันดาลใจจากเงินพดด้วงโบราณ แต่นี่คืองานสถาปัตยกรรมที่คิดมาเพื่อสู้กับแดดเมืองไทยโดยเฉพาะ สิ่งนี้เรียกว่า Solar Shell หรือเปลือกอาคารอัจฉริยะที่ทำหน้าที่เป็นด่านหน้ากันความร้อนจากภายนอกได้ถึง 37% ช่วยลดภาระของเครื่องปรับอากาศไปได้เกือบครึ่งหนึ่ง และที่ขาดไม่ได้คือการติดตั้ง Solar Cell ที่เปลี่ยนแสงอาทิตย์ให้เป็นพลังงานไฟฟ้าใช้เองได้วันละกว่า 2,200 กิโลวัตต์
เมื่อก้าวเข้ามาข้างใน ความเย็นที่สัมผัสได้จะไม่ใช่ลมแอร์ที่เป่าลงมาจากเพดานจนเย็นยะเยือก แต่ที่นี่เลือกใช้ระบบ Radiant Floor Cooling หรือการปล่อยความเย็นผ่านท่อน้ำเย็นใต้พื้น ความเย็นจะค่อยๆ แผ่ขึ้นมาจากระดับฝ่าเท้าสู่ความสูงที่คนใช้งานจริง ซึ่งนอกจากจะประหยัดพลังงานเพราะไม่ต้องพ่นลมแรงๆ ให้สูญเสียความเย็นไปในอากาศที่สูงเกินเอื้อมแล้ว ยังให้ความรู้สึกเย็นสบายอย่างเป็นธรรมชาติ เสริมด้วยม่านอากาศ (Air Curtain) ที่ติดตั้งทุกทางเข้า-ออก และระบบฟอกอากาศที่ละเอียดพอจะดักจับฝุ่น PM 2.5 ได้แม่นยำถึง 85%
จาก "ธนพิพัฒน์" สู่พิมพ์เขียวพลังงานสะอาด 100%
ความสำเร็จของอาคารยุคใหม่มีจุดเริ่มต้นมาจาก “อาคารธนพิพัฒน์” อาคารต้นแบบ (Sandbox) ที่พิสูจน์แล้วว่าการใช้พลังงานทดแทนเกือบ 100% เป็นไปได้จริง ด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัยอย่างการกักเก็บพลังงานในรูปของ "ไฮโดรเจน" โดยการแยกพลังงานจากน้ำ (H2O) ในช่วงที่มีแสงแดด และเปลี่ยนกลับมาเป็นไฟฟ้าเลี้ยงตัวอาคารในเวลากลางคืน เป้าหมายคือการเป็นอาคารที่ใช้พลังงานจากฟอสซิลเป็นศูนย์ (Net Zero Energy Building) ซึ่งโมเดลนี้กำลังถูกส่งต่อมายัง “อาคารพดด้วง” และอาคารอื่นๆ ในอนาคต
สิ่งที่ยกระดับอาคารพดด้วงสู่ความล้ำสมัยคือเทคโนโลยี Digital Twin หรือการสร้างแบบจำลองสามมิติของอาคารไว้ในระบบคอมพิวเตอร์เพื่อเชื่อมโยงกับอุปกรณ์จริง
เราจะมองเห็นผ่านระบบ Smart City เลยว่าห้องไหนเปิดไฟหรือเปิดแอร์อยู่ด้วยความเย็นเท่าไหร่
ความน่าสนใจอยู่ที่การตรวจจับความผิดปกติ หากแอร์ในห้องเสีย ระบบจะ Alert แจ้งเตือนทันทีโดยไม่ต้องรอคนแจ้ง ช่วยให้การบริหารจัดการอาคารมีประสิทธิภาพและแม่นยำสูงสุด ซึ่งนวัตกรรมอัจฉริยะทั้งหมดนี้ใช้งบประมาณไม่ถึง 1% ของงบก่อสร้าง แต่ให้ผลลัพธ์ที่คุ้มค่ามหาศาลในระยะยาว
พื้นที่ทำงานของคนรุ่นใหม่ในรั้วราชการ
สิ่งที่น่าตื่นเต้นที่สุดคือการบริหารพื้นที่ชั้น 4 และ 5 ของอาคารพดด้วง ที่ตั้งใจออกแบบมาเพื่อรองรับยุคสมัยของ Freelance และ SME โดยเฉพาะ ภายในถูกเนรมิตให้เป็นทั้ง Co-working Space สำหรับนั่งทำงานรายวันในราคาเพียงหลักร้อยบาท และ Serviced Office สำหรับทีมขนาดเล็ก 2 คน ไปจนถึงทีมใหญ่ 50 คน ในอัตราเช่าที่ยืดหยุ่นเริ่มต้นเพียง 6,000 บาทต่อเดือน โดยคิดราคาเป็นรายห้องเพื่อให้ผู้ประกอบการเข้าถึงได้ง่าย
ถ้าเป็น Serviced Office เริ่มตั้งแต่ 6,000 บาท จนถึงหลักหมื่นบาทแล้วแต่ขนาด เราคิดเป็นรายห้อง ไม่ได้คิดเป็นตารางเมตร ส่วนรายวันอาจจะหลักร้อยบาท เรายละเอียดตัวเลขที่ชัดเจนจะให้ข้อมูลอีกครั้ง ในส่วนของราชการนั้น ธพส. มีผู้เช่ารายเดียวคือกรมธนารักษ์ กรมธนารักษ์จะเป็นผู้จัดสรรพื้นที่ให้กับหน่วยงานทั้งหมด กรมธนารักษ์จึงเป็นผู้จ่ายค่าเช่าให้กับ ธพส.
สำหรับใครที่เป็นเจ้าของธุรกิจใหม่แต่ยังไม่มีที่ตั้งสำนักงาน ที่นี่ยังมีบริการ Virtual Office สำหรับจดทะเบียนบริษัทด้วยที่อยู่ศูนย์ราชการฯ เพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับธุรกิจ ผสานกับพื้นที่อำนวยความสะดวกอื่นๆ ทั้งโรงพยาบาลรามาธิบดี (OPD), ฟิตเนส, ศูนย์อาหาร และห้องจัดประชุม (Function Room) รวมถึงฮอลล์ขนาดใหญ่ที่ชั้น 7 ที่จุคนได้หลักพัน ทั้งหมดนี้ถูกเตรียมไว้เพื่อรองรับผู้ใช้งานที่คาดว่าจะแตะระดับ 8,000 คนต่อวันในอนาคตอันใกล้
นอกจากนี้ยังมี Green Rooftop ไฮไลต์สำคัญคือสวนออกกำลังกายบนดาดฟ้าที่กว้างขวางถึง 19,900 ตารางเมตร ครบทั้งลู่วิ่ง ที่นั่งพักผ่อน และจุดชมวิวเมืองที่เปิดกว้างสำหรับทุกคน
เมืองอัจฉริยะที่สั่งการได้ผ่านปลายนิ้ว
ดร.ธีธัช ย้ำว่าคำว่า Smart City ของที่นี่ไม่ได้หยุดแค่ตัวอาคาร แต่รวมถึงการใช้ชีวิตผ่านแอปพลิเคชัน GCC (Government Complex) Super App ที่เปรียบเสมือนรีโมทคอนโทรลสำหรับทุกคน
Smart Mobility ติดตามตำแหน่งรถเมล์ EV ที่ให้บริการรับส่งได้แบบสดๆ ว่าจะถึงกี่โมง
Smart Parking จองที่จอดรถล่วงหน้าผ่านแอปฯ พร้อมระบบกล้องอัจฉริยะบอกสถานะที่จอดรถว่างในแต่ละชั้น และชำระเงินออนไลน์ได้ทันที
Smart Navigation ระบบนำทาง Digital Signage ที่ให้ประชาชนสแกน QR Code แล้วเดินตามระบบนำทางไปยังหน่วยงานที่ต้องการได้โดยไม่หลง
ความปลอดภัยก็เป็นอีกหนึ่งมิติที่ถูกให้ความสำคัญอย่างยิ่ง ด้วยการติดตั้งเซ็นเซอร์ตรวจจับแผ่นดินไหวทั่วอาคาร ซึ่งฉลาดพอจะแยกแยะได้ว่านี่คือเหตุการณ์จริงหรือแค่แรงสั่นสะเทือนจากรถวิ่งข้างนอก เพื่อแจ้งเตือนข้อมูลที่ถูกต้องผ่านแอปพลิเคชัน ลดความตื่นตระหนกและสร้างความมั่นใจให้ผู้ใช้อาคาร ซึ่งความล้ำสมัยทั้งหมดที่กล่าวมานี้
เรามีเซ็นเซอร์ตรวจจับแผ่นดินไหวในทุกอาคาร เนื่องจากเหตุการณ์เมื่อวันที่ 28 มีนาคมที่ผ่านมา ทุกคนยังไม่คุ้นเคยและเกิดอาการตื่นตระหนก เราจึงติดตั้งระบบนี้เพื่อแจ้งเตือนและให้ข้อมูลที่ถูกต้อง ถ้าเกิดการสั่นสะเทือน จะสามารถบอกได้ทันทีว่าเป็นแผ่นดินไหวจริงๆ หรือเป็นแค่แรงสั่นสะเทือนจากรถวิ่งข้างนอก เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้ที่อยู่ในอาคารครับ
Big Data เพื่อหัวใจของประชาชน
เบื้องหลังความสะดวกสบายคือการเก็บข้อมูลผ่านระบบ People Counting เพื่อวิเคราะห์จำนวนผู้ใช้งาน แยกเพศ และช่วงอายุ ข้อมูลเหล่านี้ไม่ใช่แค่ตัวเลข แต่คือเข็มทิศในการวางแผนดึงหน่วยงานและบริการต่างๆ มาลงในพื้นที่ให้ตรงใจผู้ใช้งานที่สุด ผสานกับการตรวจสอบคุณภาพอากาศและฝุ่นละอองภายในอาคารอย่างต่อเนื่อง
ระบบอัจฉริยะที่เข้าถึงง่ายในงบประมาณ 1%
เพื่อความเป็นหมู่บ้านอัจฉริยะที่สมบูรณ์แบบ ทุกฟังก์ชันถูกเชื่อมต่อผ่าน GCC Super App ตั้งแต่ระบบ Smart Parking ที่จองที่จอดรถล่วงหน้าได้ ระบบนำทางดิจิทัลด้วยการสแกน QR Code ไปจนถึงเซ็นเซอร์ตรวจจับแผ่นดินไหวที่ติดตั้งไว้ในทุกอาคารเพื่อความปลอดภัยสูงสุด ซึ่ง ดร.ธีธัช เผยว่านวัตกรรม Smart Building ทั้งหมดนี้ใช้งบประมาณไม่ถึง 1% ของงบก่อสร้างทั้งหมด แต่ผลลัพธ์ที่ได้คือคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของผู้คนกว่า 8,000 คนที่หมุนเวียนเข้ามาในแต่ละวัน
ก้าวต่อไปสู่มาตรฐาน ‘อาคารเขียว’ ทั่วไทย
ปัจจุบัน มีหน่วยงานราชการย้ายเข้ามาแล้ว 17 แห่ง จากทั้งหมด 25 แห่ง และคาดว่าจะเข้าอยู่ครบสมบูรณ์ภายในต้นปี 2569 นี้ ความสำเร็จของอาคารพดด้วงจะเป็นต้นแบบหรือ "พิมพ์เขียว" ที่ DAD จะนำไปขยายผลต่อในโครงการอื่นๆ ทั่วประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างอาคารอเนกประสงค์ให้กรมธนารักษ์ที่ซอยพหลโยธิน 11 หรืออาคารสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลแห่งใหม่
ดร.ธีธัช ยืนยันว่า DAD ตั้งใจจะทำให้ทุกอาคารที่จะก่อสร้างต่อจากนี้ อย่างน้อยที่สุดจะต้องเป็น "อาคารเขียว" (Green Building) เพื่อเป้าหมายรายได้รวม 3-4 พันล้านบาท และเป้าหมายที่ใหญ่กว่านั้น คือการพิสูจน์ให้เห็นว่าอาคารของรัฐสามารถทันสมัย ยั่งยืน และเป็นพื้นที่ที่ประชาชนอยากเข้ามาใช้ชีวิตได้จริงๆ
เราได้ถ่ายทอดสิ่งเหล่านี้ลงไป ประสบการณ์แล้วก็ความรู้ในเรื่องของการจัดการอาคารที่เป็นแบบ Smart Building และอาคารแบบประหยัดพลังงานเพราะฉะนั้นในทุกอาคารที่ทำให้กับหน่วยงานภาครัฐอื่นๆ อย่างน้อยที่สุดก็จะเป็นอาคารเขียว เป็นความตั้งใจของทางเรา
ข่าวที่เกี่ยวข้อง