thansettakij
thansettakij
ไทยออกเกณฑ์ค้ำประกันไฟฟ้าดาต้าเซ็นเตอร์ ดันนิคมฯปรับกลยุทธ์

ไทยออกเกณฑ์ค้ำประกันไฟฟ้าดาต้าเซ็นเตอร์ ดันนิคมฯปรับกลยุทธ์

ERC ออกเกณฑ์ค้ำประกันการใช้ไฟฟ้าสำหรับดาต้าเซ็นเตอร์ หวังคัดกรองโครงการจริง ลดการเก็งกำลังไฟ ท่ามกลางดีมานด์ลงทุนศูนย์ข้อมูลที่เร่งตัวและกดดันโครงข่ายไฟฟ้าไทย

KEY

POINTS

  • กกพ. ออกเกณฑ์ค้ำประกันการใช้ไฟฟ้า (PCG) สำหรับธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ เพื่อแก้ปัญหาการจองกำลังไฟฟ้าเพื่อเก็งกำไร
  • มาตรการใหม่ทำให้ความพร้อมของโครงข่ายไฟฟ้ากลายเป็นปัจจัยสำคัญในการเลือกทำเลลงทุน แซงหน้าปัจจัยด้านที่ดินและภาษี
  • ผู้พัฒนานิคมอุตสาหกรรมต้องปรับกลยุทธ์ โดยต้องประสานงานกับการไฟฟ้าฯ อย่างใกล้ชิด เพื่อให้มั่นใจว่ามีไฟฟ้าเพียงพอสำหรับนักลงทุน

การเติบโตอย่างรวดเร็วของธุรกิจศูนย์ข้อมูล (Data Center) ในประเทศไทย กำลังทำให้ไฟฟ้ากลายเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจลงทุน หลังคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ. หรือ ERC) ออกมาตรการ Power Commitment Guarantee (PCG) สำหรับโครงการที่ใช้ไฟฟ้าปริมาณสูง

โดยเริ่มใช้กับโครงการศูนย์ข้อมูล (Data Centre) เป็นกลุ่มแรก เพื่อควบคุมการจองกำลังไฟฟ้าขนาดใหญ่ และลดปัญหาการจองเพื่อเก็งกำไรในช่วงที่ความต้องการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ในประเทศไทยเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว

ภายใต้หลักเกณฑ์ดังกล่าว ผู้พัฒนาโครงการจะต้องวางหลักประกันทางการเงินในอัตรา 4.5 ล้านบาทต่อเมกะวัตต์ของกำลังไฟฟ้าที่จอง โดยสามารถขอคืนได้ตามระดับการใช้ไฟจริงของโครงการ

ทั้งนี้ 50% ของหลักประกันจะได้รับคืนเมื่อมีการใช้ไฟฟ้าถึง 50% ของกำลังที่เสนอภายใน 1 ปี และส่วนที่เหลือจะคืนเมื่อการใช้งานแตะระดับ 70%

โครงข่ายไฟฟ้ากลายเป็นคอขวดใหม่ของตลาด

แม้ประเทศไทยจะมีกำลังการผลิตไฟฟ้าเพียงพอในภาพรวม แต่ข้อจำกัดสำคัญอยู่ที่ศักยภาพการส่งจ่ายผ่านโครงข่ายไฟฟ้า โดยเฉพาะในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ซึ่งเป็นทำเลหลักของการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่

ปัจจุบัน ศูนย์ข้อมูลประเภท Hyperscale มีความต้องการใช้ไฟฟ้าระดับ 30-100 เมกะวัตต์ หรือมากกว่า ขณะที่การเชื่อมต่อโครงข่ายสำหรับโครงการที่ใช้ไฟเกิน 20 เมกะวัตต์ อาจใช้เวลานานถึง 12-18 เดือน

สถานการณ์ดังกล่าวทำให้การเข้าถึงไฟฟ้ากลายเป็นปัจจัยสำคัญในการเลือกทำเลลงทุน มากกว่าการพิจารณาเฉพาะที่ดินหรือสิทธิประโยชน์ด้านภาษีเหมือนในอดีต

ทั้งนี้ มาตรการใหม่จะเพิ่มภาระทางการเงินให้กับผู้พัฒนาโครงการตั้งแต่ระยะเริ่มต้น เช่น ดาต้าเซ็นเตอร์ขนาด 50 เมกะวัตต์ ต้องวางหลักประกันประมาณ 225 ล้านบาท ส่วนโครงการขนาด 100 เมกะวัตต์ ต้องวางเงินราว 450 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม มาตรการดังกล่าวถูกมองว่าจะช่วยกรองผู้เล่นที่ไม่มีความพร้อมจริงออกจากตลาด และลดการจองกำลังไฟฟ้าล่วงหน้าโดยไม่มีแผนลงทุนชัดเจนอ ซึ่งแนวโน้มนี้ยังอาจส่งผลให้ผู้พัฒนาโครงการหันมาพิจารณาทำเลในกรุงเทพฯ และจังหวัดใกล้เคียงมากขึ้น หากมีความพร้อมด้านโครงข่ายไฟฟ้ามากกว่าพื้นที่ EEC

นิคมอุตสาหกรรมต้องปรับเกมรับนักลงทุน

ด้านผู้พัฒนานิคมอุตสาหกรรม จำเป็นต้องเพิ่มความรอบคอบในการเสนอพื้นที่สำหรับลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ เนื่องจากผู้เช่าต้องแบกรับต้นทุนค้ำประกันไฟฟ้าระดับสูง

นิคมอุตสาหกรรมจึงต้องมั่นใจว่ากำลังไฟฟ้าที่เสนอสามารถจัดสรรได้จริง ไม่ใช่เพียงศักยภาพในเชิงทฤษฎี พร้อมต้องประสานงานใกล้ชิดกับหน่วยงานด้านสาธารณูปโภค เช่น การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (EGAT) มากขึ้น

ไทยเดินตามเทรนด์โลก คัดกรองนักลงทุน

แนวทางของไทยสอดคล้องกับหลายประเทศที่เริ่มจัดระเบียบการใช้ไฟฟ้าสำหรับโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ตัวอย่างเช่น สหราชอาณาจักรได้ปรับระบบเชื่อมต่อโครงข่ายจาก “มาก่อนได้ก่อน” เป็น “พร้อมก่อน ได้ก่อน” โดยผู้พัฒนาต้องแสดงหลักฐานด้านที่ดิน ผังเมือง และความพร้อมทางการเงินก่อนจองโครงข่าย

ขณะที่สิงคโปร์กำหนดเกณฑ์ด้านประสิทธิภาพพลังงานและความยั่งยืน ภายใต้ Green Data Centre Roadmap เพื่อคัดเลือกโครงการที่มีคุณภาพเข้าสู่ตลาด

มาร์คัส เบอร์เทนชอว์ พาร์ทเนอร์ และหัวหน้าฝ่ายที่ปรึกษาด้านพื้นที่โลจิสติกส์และอุตสาหกรรม บริษัท ไนท์แฟรงค์ ประเทศไทย

นายมาร์คัส เบอร์เทนชอว์ พาร์ทเนอร์ และหัวหน้าฝ่ายที่ปรึกษาด้านพื้นที่โลจิสติกส์และอุตสาหกรรม บริษัท ไนท์แฟรงค์ ประเทศไทย กล่าวว่า มาตรการ PCG ไม่ควรถูกมองเป็นอุปสรรคต่อการลงทุน แต่เป็นกลไกจัดระเบียบตลาด เพื่อให้กำลังไฟฟ้าที่มีอยู่อย่างจำกัดถูกจัดสรรให้กับโครงการที่มีโอกาสเกิดขึ้นจริง

“ผู้พัฒนาที่สามารถแสดงให้เห็นถึงแผนดำเนินงานที่ชัดเจน รวมถึงมีแหล่งพลังงานรองรับ จะเป็นกลุ่มที่ได้เปรียบในการแข่งขันและพร้อมคว้าโอกาสจากการเติบโตของโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลระยะต่อไป” มาร์คัส กล่าวปิดท้าย