
เฮเฟเล่ เร่งรุกอสังหาฯ เปิดนวัตกรรมใหม่ พร้อมโซลูชันแสงในสถาปนิก'69
เฮเฟเล่ ประเทศไทย เปิดตัวนวัตกรรมกว่า 100 รายการ ขยายพอร์ตสู่ 6 หมวดสินค้า ชู “ระบบแสงสว่าง” เป็นกลยุทธ์หลัก หวังดันรายได้เติบโตท่ามกลางต้นทุนพุ่งและตลาดชะลอ
บริษัท เฮเฟเล่ (ประเทศไทย) จำกัด เดินหน้าขยายพอร์ตสินค้าและโซลูชันด้านการออกแบบ เปิดตัวนวัตกรรมใหม่มากกว่า 100 รายการ ภายใต้กลุ่มสินค้ากว่า 20,000 รายการ ครอบคลุม 6 หมวดหลัก เพื่อตอบโจทย์ลูกค้าทุกกลุ่มตั้งแต่ภาคอสังหาริมทรัพย์ สถาปนิก นักออกแบบ ไปจนถึงเจ้าของบ้าน พร้อมชู “โซลูชันระบบแสงสว่างเฮเฟเล่” เป็นหนึ่งในกลยุทธ์สำคัญภายในงาน Architect ’69
การขยายพอร์ตครั้งนี้ครอบคลุมสินค้าในกลุ่มอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์สำหรับบ้านและอาคาร อุปกรณ์ฟิตติ้งเฟอร์นิเจอร์ ระบบล็อกดิจิทัล เครื่องใช้ไฟฟ้าในครัว สุขภัณฑ์และอุปกรณ์ห้องน้ำ และระบบแสงสว่าง โดยบริษัทตั้งเป้าพัฒนาไปสู่การเป็นผู้ให้บริการโซลูชันแบบครบวงจรสำหรับทุกพื้นที่ใช้งาน ทั้งที่อยู่อาศัย โรงแรม อาคารพาณิชย์ และภาคอุตสาหกรรม
นายจอห์น แคลร์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เฮเฟเล่ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า บริษัทให้ความสำคัญกับการเติบโตที่ยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง โดยทำงานร่วมกับลูกค้าในลักษณะ Co-Creation และ Co-Engineering เพื่อพัฒนาโซลูชันที่ตอบโจทย์การใช้งานจริง พร้อมย้ำแนวคิด “Maximising the value of space.Together.” ที่มุ่งสร้างคุณค่าให้กับทุกพื้นที่ผ่านความร่วมมือกับพันธมิตร
ด้านนายประวิตร พงศ์เพชรบัณฑิต Product Category & Trade Marketing Director เปิดเผยว่า บริษัทมีรายได้มากกว่า 4,500 ล้านบาท และยังเติบโตสูงกว่าภาพรวมตลาด โดยเฉพาะในกลุ่มฮาร์ดแวร์ ฟิตติ้งเฟอร์นิเจอร์ และระบบล็อกดิจิทัลที่ครองความเป็นผู้นำ ขณะที่กลุ่มสินค้าใหม่อย่างระบบแสงสว่างจะเข้ามาเสริมความแข็งแกร่งของพอร์ต และต่อยอดสู่การเป็น Total Solution Provider
สำหรับ “โซลูชันระบบแสงสว่างเฮเฟเล่” ถูกพัฒนาให้เชื่อมโยงการใช้งานระหว่างเฟอร์นิเจอร์และพื้นที่ภายในอาคาร ผ่านเทคโนโลยีดิจิทัลที่สามารถควบคุมและตั้งค่าได้ รองรับการใช้งานที่หลากหลาย พร้อมออกแบบให้ติดตั้งง่ายและยืดหยุ่นต่อการปรับเปลี่ยนพื้นที่ ช่วยยกระดับทั้งฟังก์ชันการใช้งานและคุณภาพชีวิตของผู้ใช้งาน
ในด้านบริการ บริษัทเดินหน้าพัฒนา Service+ เพื่อยกระดับประสบการณ์ลูกค้า โดยมีทีมผู้เชี่ยวชาญคอยให้คำแนะนำด้านเทคนิค ดูแลการติดตั้ง และบริการหลังการขาย รวมถึงบริการตลอด 24 ชั่วโมงสำหรับสินค้าที่จำเป็
นายพัลลภ คมน์อนันต์ General Manager - Brand and Marketing Communication กล่าวว่า การพัฒนาบริการ Service+ เป็นอีกหนึ่งจุดแข็งสำคัญที่ช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้าในระยะยาว และสนับสนุนการใช้งานผลิตภัณฑ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ภายในงาน Architect ’69 บริษัทได้นำเสนอพาวิลเลียน “ASA Megä Hill” ร่วมกับ เจอร์รี่ หง (Jenchieh Hung) และ กุลธิดา ทรงกิตติภักดี จาก HAS Design and Research ถ่ายทอดแนวคิด “Future of Completion by Connecting with Nature” ผ่านพื้นที่จัดแสดงรูปแบบเนินเขาไล่ระดับ ที่ผสานนวัตกรรมเข้ากับธรรมชาติ พร้อมเปิดประสบการณ์ทดลองใช้งานโซลูชันจริง โดยเฉพาะระบบแสงสว่างรูปแบบใหม่
ทั้งนี้ ตั้งเป้ารายได้ปี 2569 ไว้ที่ 4,900 ล้านบาท หรือเติบโตราว 4-5% แม้ภาพรวมตลาดชะลอตัว โดยมี “สินค้าใหม่” เป็นเครื่องยนต์หลัก คิดเป็นสัดส่วนรายได้ราว 10-15% โดยเฉพาะกลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าและสุขภัณฑ์ที่ยังมีศักยภาพเติบโตสูงเมื่อเทียบกับตลาดขนาดใหญ่
โดยโครงสร้างรายได้ปัจจุบัน กลุ่มฮาร์ดแวร์ยังคงเป็นสินค้าหลัก คิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 30% ของยอดขายรวม ขณะที่บริษัทมองการขยายไปยังหมวดใหม่จะช่วยเพิ่มส่วนแบ่งตลาดได้มากขึ้น
ในด้านกลยุทธ์การขยายธุรกิจ เฮเฟเล่เดินหน้าลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานซัพพลายเชน ระบบไอที และศูนย์บริการ เพื่อรองรับปริมาณคำสั่งซื้อที่เพิ่มขึ้น รวมถึงยกระดับโชว์รูมสู่ “Service Hub” ที่ให้บริการครบวงจร พร้อมมองโอกาสขยายสู่ต่างจังหวัด โดยเฉพาะภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ผ่านโมเดลพันธมิตรท้องถิ่น
อย่างไรก็ตาม บริษัทยอมรับว่าปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์และต้นทุนพลังงาน ส่งผลให้ต้นทุนวัสดุปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เช่น ทองเหลืองเพิ่มขึ้น 30-40% อะลูมิเนียมเพิ่มขึ้น 15-20% รวมถึงค่าขนส่งที่ปรับสูงขึ้นต่อเนื่อง
แม้ต้นทุนจะเพิ่มขึ้น แต่บริษัทพยายาม “ตรึงราคา” ให้นานที่สุด โดยใช้การบริหารซัพพลายเชนแบบ Back-to-Back ล็อกต้นทุนล่วงหน้าตามคำสั่งซื้อ และใช้แนวทางปรับราคาสินค้าแบบเฉพาะกลุ่ม (Selective Adjustment) หากจำเป็น โดยยืนยันว่าจะไม่ใช้การปรับราคาเพื่อเพิ่มกำไร แต่จะสะท้อนเฉพาะต้นทุนจริง
ในมุมตลาด เฮเฟเล่มองว่ากลุ่มรีเทลยังเติบโตได้เล็กน้อย ขณะที่ตลาดโครงการ (B2B) มีแนวโน้มทรงตัวตามภาวะอสังหาริมทรัพย์ที่ชะลอลง แต่บริษัทจะใช้จุดแข็งด้านพอร์ตสินค้าที่หลากหลายและความสัมพันธ์กับลูกค้า เพื่อช่วงชิงส่วนแบ่งตลาดจากผู้ประกอบการรายเล็กที่อาจเผชิญปัญหากระแสเงินสด







