
CCP รับศึกโลกกดดันต้นทุนพลังงาน-ขนส่งพุ่ง เร่งคุมความเสี่ยง
CCP ประเมินสถานการณ์สงครามกดดันต้นทุนพลังงาน ขนส่ง และวัตถุดิบพุ่ง ขณะเดียวกันดีมานด์ก่อสร้างยังเดินหน้า เร่งคุมต้นทุน-บริหารซัพพลายเชน รับมือความผันผวนโลก
KEY
POINTS
- ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ส่งผลให้ CCP เผชิญต้นทุนพลังงานและโลจิสติกส์ที่ปรับตัวสูงขึ้นเฉลี่ยราว 10%
- ผลกระทบทำให้บริษัทต้องจำกัดระยะทางการจัดส่งสินค้าและบริหารจัดการเครื่องจักรหน้างานที่ใช้น้ำมันอย่างรัดกุม
- บริษัทเร่งบริหารความเสี่ยงโดยคุมต้นทุนเข้มข้น กระจายแหล่งวัตถุดิบ เจรจาต่อรองกับซัพพลายเออร์ และทยอยปรับราคาสินค้า
- แม้เผชิญแรงกดดัน แต่ความต้องการวัสดุก่อสร้างจากโครงการภาครัฐและ EEC ยังคงแข็งแกร่ง และบริษัทมองหาโอกาสจากพลังงานทางเลือกการเติบโตระยะยาว
สถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยืดเยื้อ กลายเป็นแรงกดดันสำคัญต่อภาคอุตสาหกรรมวัสดุก่อสร้างในปี 2569 โดยเฉพาะด้านต้นทุนพลังงาน โลจิสติกส์ และการบริหารจัดการหน้างานที่มีความซับซ้อนมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
นายอาทิตย์ ทีปกรสุขเกษม กรรมการผู้จัดการ บริษัท ผลิตภัณฑ์คอนกรีตชลบุรี จำกัด (มหาชน) หรือ CCP เปิดเผยว่า สงครามในปัจจุบันถือเป็น “ดาบสองคม” ต่อภาคธุรกิจ โดยด้านลบชัดเจนคือแรงกดดันจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลให้ต้นทุนด้านต่าง ๆ เพิ่มขึ้นเป็นลูกโซ่ ทั้งค่าขนส่ง วัตถุดิบ และบรรจุภัณฑ์
ทั้งนี้ บริษัทประเมินว่าผลกระทบจากต้นทุนพลังงานและโลจิสติกส์ที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ต้นทุนการดำเนินงานในบางส่วนปรับขึ้นเฉลี่ยราว 10% ซึ่งสร้างแรงกดดันต่ออัตรากำไรในระยะสั้น และทำให้ต้องบริหารต้นทุนอย่างรัดกุมมากขึ้น
ผลกระทบดังกล่าวไม่ได้จำกัดอยู่เพียงตัวเลขต้นทุน แต่เริ่มสะท้อนถึงการดำเนินงานจริงในภาคสนาม โดยเฉพาะด้านการขนส่งสินค้า ซึ่งต้องประเมินความคุ้มค่าอย่างเข้มงวดมากขึ้นภายใต้ต้นทุนราคาน้ำมันที่สูงขึ้นและชาดแคลนในต่างจังหวัด
นายอาทิตย์ ยกตัวอย่างว่า ในบางช่วงบริษัทจำเป็นต้อง “จำกัดระยะทางการจัดส่งสินค้า” เพื่อควบคุมต้นทุน โดยจากเดิมที่สามารถกระจายสินค้าได้ในวงกว้าง แต่ภายใต้สถานการณ์ปัจจุบัน อาจสามารถส่งสินค้าได้ไกลสุดเพียงบางพื้นที่ เช่น จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ สะท้อนว่าความผันผวนของพลังงานเริ่มส่งผลต่อ “ขอบเขตการให้บริการ” และการเข้าถึงลูกค้าโดยตรง
ขณะเดียวกัน ปัญหาพลังงานยังส่งผลต่อการบริหารจัดการเครื่องจักรในหน้างาน โดยเฉพาะอุปกรณ์ที่ต้องใช้น้ำมัน เช่น รถโฟล์คลิฟต์ หรือเครื่องจักรขนย้าย ซึ่งบางช่วงเผชิญข้อจำกัดด้านการจัดหาน้ำมัน ทำให้ต้องปรับวิธีการบริหารจัดการและเพิ่มต้นทุนแฝงในการดำเนินงาน
อย่างไรก็ตาม ในอีกด้านหนึ่ง CCP มองว่าสถานการณ์ดังกล่าวยังมีปัจจัยบวก โดยความต้องการใช้วัสดุก่อสร้างจากโครงการโครงสร้างพื้นฐาน นิคมอุตสาหกรรม และพื้นที่ EEC ยังเดินหน้าต่อเนื่อง สะท้อนว่าดีมานด์ในระบบเศรษฐกิจยังไม่ได้หดตัวตามต้นทุน
อีกทั้งโครงสร้างการผลิตของบริษัทที่ใช้วัตถุดิบภายในประเทศเป็นหลัก ทั้งปูน หิน ทราย และเหล็ก ช่วยลดความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนและการนำเข้าได้ในระดับหนึ่ง แม้ยังมีการนำเข้าเฉพาะชิ้นส่วนเครื่องจักรบางส่วน
เพื่อลดผลกระทบจากความผันผวน บริษัทจึงเร่งปรับกลยุทธ์บริหารต้นทุนอย่างเข้มข้น ทั้งการกระจายแหล่งจัดหาวัตถุดิบ การเจรจาต่อรองกับซัพพลายเออร์ และการทยอยปรับราคาสินค้าให้สอดคล้องกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้น
ขณะเดียวกัน ยังเดินหน้าลงทุนเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ด้วยงบประมาณประมาณ 70 ล้านบาท เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นในการบริหารต้นทุนในระยะยาว รวมถึงพัฒนาผลิตภัณฑ์ Green Precast Concrete เพื่อตอบโจทย์ตลาดที่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น
ด้านธุรกิจโลจิสติกส์ของบริษัทย่อย CHARLIE ยังมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง โดยมีอัตราการใช้พื้นที่คลังสินค้าและลานอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น สะท้อนความต้องการในทำเลศักยภาพที่ยังอยู่ในระดับสูง แม้เผชิญแรงกดดันจากต้นทุนพลังงาน
ปัจจุบันบริษัทมี Backlog ไม่ต่ำกว่า 1,800 ล้านบาท แบ่งเป็นงานภาครัฐ 60% และเอกชน 40% ซึ่งเป็นฐานสำคัญในการรองรับความผันผวนในระยะถัดไป
“แม้ต้นทุนจะเพิ่มขึ้นจากปัจจัยภายนอก แต่ธุรกิจยังเดินหน้าได้จากดีมานด์ที่ยังมีอยู่ สิ่งสำคัญคือการบริหารต้นทุนและปรับตัวให้ทันกับสถานการณ์” นายอาทิตย์ กล่าว
ทั้งนี้ CCP ยังคงตั้งเป้ารายได้เติบโต 10% ในปี 2569 โดยมองว่าการควบคุมต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน จะเป็นกุญแจสำคัญในการรักษาความสามารถในการแข่งขันท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก
อย่างไรก็ตาม ในอีกด้านหนึ่ง CCP มองว่าสถานการณ์ดังกล่าวยังเปิด “โอกาสเชิงโครงสร้าง” ให้ธุรกิจต้องเร่งปรับตัว โดยเฉพาะการมองหาทางเลือกด้านพลังงานและเทคโนโลยีใหม่เพื่อลดความเสี่ยงในระยะยาว
นายอาทิตย์ ระบุว่า แนวโน้มพลังงานทางเลือก รวมถึงการใช้ ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ในภาคโลจิสติกส์และการขนส่งวัสดุ อาจกลายเป็นหนึ่งในทางออกสำคัญ เพื่อลดการพึ่งพาน้ำมันที่มีความผันผวนสูง ขณะเดียวกันยังช่วยควบคุมต้นทุนในระยะยาวได้อย่างมีประสิทธิภาพ






