thansettakij
thansettakij
สมาคมอุตสาหกรรมก่อสร้างไทย ย้ำปรับสูตรค่าKใหม่ ไทมไลน์ ต้องชัด จี้รัฐจ่ายค่าK ค้างท่อคืนรับเหมาหลังสำนักงบฯอนุมัต

สมาคมอุตสาหกรรมก่อสร้างไทย ย้ำปรับสูตรค่าKใหม่ ไทมไลน์ ต้องชัด จี้รัฐจ่ายค่าK ค้างท่อคืนรับเหมาหลังสำนักงบฯอนุมัต

25 มี.ค. 69 | 12:58 น.
อัปเดตล่าสุด :25 มี.ค. 69 | 13:21 น.

สมาคมอุตสาหกรรมก่อสร้างไทยกระทุ้งหน่วยงานรัฐ จ่ายค่าเคค้างท่อ 4000ล้านคืนรับเหมา ตามสำนักงบอนุมัติส่วนปรับสูตรค่าเคใหม่สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง ต้องมีไลน์ ชัดเจนเหตุราคาน้ำมัน ค่าขนส่ง วัสดุก่อสร้างผันผวน ขึ้นราคาทุกวัน สีทุกยี่ห้อขึ้น30% สายไฟขึ้น2% รับเหมาไม่กล้าเช็นสัญญาใหม่ ภาครัฐกระทบ ความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจเสียหาย

KEY

POINTS

  • สมาคมอุตสาหกรรมก่อสร้างไทยเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งจ่ายเงินชดเชยค่างานก่อสร้าง (ค่า K) ที่ค้างจ่ายผู้รับเหมาเป็นมูลค่าประมาณ 4,000 ล้านบาท ซึ่งยังไม่ได้รับแม้สำนักงบประมาณจะอนุมัติแล้ว
  • เสนอให้มีการปรับปรุงสูตรการคำนวณค่า K ใหม่ให้สะท้อนต้นทุนวัสดุก่อสร้างและราคาน้ำมันที่แท้จริง โดยต้องมีกรอบเวลาดำเนินการที่ชัดเจน เพื่อให้ผู้รับเหมากล้าเซ็นสัญญากับภาครัฐ
  • ปัญหาการจ่ายค่า K ที่ล่าช้าและไม่เป็นระบบ ทำให้ผู้รับเหมาต้องแบกรับภาระต้นทุนที่สูงขึ้นเอง และเสี่ยงต่อการทิ้งงาน ซึ่งจะสร้างความเสียหายต่อโครงการภาครัฐในระยะยาว

 

วิกฤตความตึงเครียดและสงครามในตะวันออกกลางได้กลับมาเป็นปัจจัยสำคัญที่สั่นสะเทือนเศรษฐกิจโลกอีกครั้ง เนื่องจากภูมิภาคดังกล่าวเป็นแหล่งผลิตและส่งออกน้ำมันรายใหญ่ของโลก เมื่อเกิดความไม่แน่นอนด้านความมั่นคง ย่อมส่งผลให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้นนี้ได้ลุกลามไปยังกิจกรรมทางเศรษฐกิจในวงกว้าง ทั้งภาคการผลิต การขนส่ง และค่าครองชีพของประชาชนทั่วโลก

สำหรับประเทศไทย ซึ่งพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันเป็นหลัก ยิ่งได้รับผลกระทบอย่างชัดเจนจากสถานการณ์ดังกล่าว ราคาน้ำมันในประเทศมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นตามตลาดโลก จนทำให้ภาครัฐต้องทบทวนนโยบายด้านพลังงาน โดยตัดสินใจยกเลิกมาตรการตรึงราคาน้ำมันบางส่วน เพื่อลดภาระทางการคลัง และปรับโครงสร้างราคาพลังงานให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง

ขณะเดียวกัน รัฐบาลได้เลือกใช้นโยบายช่วยเหลือแบบเจาะจง โดยมุ่ง “อุ้ม” 5 กลุ่มธุรกิจสำคัญที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากต้นทุนน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้น เพื่อประคองเศรษฐกิจไม่ให้ชะลอตัวรุนแรง และลดผลกระทบต่อประชาชนในภาพรวม นับเป็นอีกหนึ่งความท้าทายของการบริหารเศรษฐกิจท่ามกลางความผันผวนของโลกในปัจจุบัน

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยแผนรับมือวิกฤตพลังงาน โดยเตรียมเลิกตรึงราคาน้ำมันดีเซลและปล่อยให้เป็นไปตามกลไกตลาด พร้อมออกมาตรการช่วยเหลือพุ่งเป้า 5 กลุ่มธุรกิจ/กลุ่มเปราะบางที่แบกรับต้นทุนสูงขึ้น (รับเหมา-ประมง-เกษตร-ขนส่ง-กลุ่มเปราะบาง) โดยเน้น “ช่วยคน” มากกว่า “อุ้มราคา” 

มาตรการช่วย 5 กลุ่มหลักจากวิกฤตพลังงาน

1.ผู้รับเหมาภาครัฐ & อุตสาหกรรม เตรียมปรับค่า K (สัญญาปรับราคาได้) และเสริมสภาพคล่องผ่านสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) โดยนายเอกนิติมองว่าเริ่มมีผลกระทบจากการที่ผู้รับเหมาไม่เซ็นสัญญากับภาครัฐ

2.ประมง ผลักดันการใช้น้ำมัน B20 ที่มีราคาถูกลง และเชื่อมโยงรายได้เกษตรกรผู้ปลูกปาล์ม

3.เกษตรกร ลดต้นทุนค่าปุ๋ย และรับสิทธิช่วยเหลือซ้ำสอง

4.ขนส่ง-โลจิสติกส์ ลดต้นทุนรถโดยสาร-รถบรรทุก โดยใช้คูปองหรือเงินช่วยเหลือ

5.กลุ่มเปราะบาง เติมเงินผ่าน บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เพื่อช่วยเหลือค่าครองชีพสำหรับผู้มีรายได้น้อย 13.4 ล้านคน 

 

 

 ขานรับ ปรับสูตรค่าKใหม่รัฐบาลต้องมีไทม์ไลน์ชัดเจน

ด้านนายกฤษดา จันทร์จำรัสแสง อุปนายกสมาคมอุตสาหกรรมก่อสร้างไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (TCA) เปิดเผย”ฐานเศรษฐกิจ”ว่า นับเป็นเรื่องที่ดี ที่รัฐบาลประกาศ ให้ความช่วยเหลืออุตสาหกรรมก่อสร้างไทยซึ่งเป็นหนึ่งในภาคเอกชนที่ได้รับผลกระทบต่อราคาน้ำมันส่งผลให้ภาคขนส่งราคาวัสดุขยับขึ้น โดยปรับค่าKใหม่ หรือสัญญาที่ปรับราคาได้ดัชนีความผันผวนของเศรษฐกิจ ตามความเป็นจริง

โดยต้องมีไทม์ไลน์ที่ชัดเจน ไม่เกิน6เดือน เพราะไม่เช่นนั้นแล้วผู้รับเหมาไม่กล้าเช็นสัญญา เพราะต้นทุนปรับขึ้นทุกทาง ราคาน้ำมันขยับขึ้นต่อเนื่องรัฐบาลหนุดตรึงราคา ภาคขนส่ง วัสดุก่อสร้างขึ้นยกแผง และความไม่แน่นอนของสถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลางว่าจะเป็นเช่นนี้อีกนานเท่าใด เกรงว่าจะขยายวงมากขึ้น

"เชื่อว่าผู้รับเหมาไม่กล้าเช็นสัญญาโครงการใหม่กับภาครัฐแน่นอน เพราะเมื่อเซ็นสัญญาแล้ว หากแบกไม่ไม่ไหวผู้รับเหมาจะยกเลิกสัญญากลางคัน ภาครัฐได้รับความเสียหายทางเศรษฐกิจ หากฝืนทำจนจบและขอคืนค่าเคหน่วยงานภาครัฐจะยึดเดือนที่เช็นสัญญา"

   ผู้รับเหมาก่อสร้างร้องปัญหาค่า K ล่าช้า แบกรับต้นทุนพุ่ง แต่รัฐจ่ายไม่ทัน

อย่างไรก็ตามในส่วนค่าเคที่ค้างท่อ หรือยังไม่จ่ายคืนผู้รับเหมาที่ทำงานให้ก่อน ยังไม่ได้รับมานานถึง3-5ปี มีอยู่ประมาณ3-4,000ล้านบาท ซึ่งเงินก้อนนี้ต้องคืนทันที แม้ว่าสำนักงบประมาณกระทรวงการคลังจะอนุมัติแล้ว แต่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่นำงบดังกล่าวมาจ่ายคืนผู้รับเหมา แต่กลับโยกเงินที่เหลือไปประมูลงานซ่อมสร้างถนน มองว่าไม่เป็นธรรมและเงินค่าเคก็ค้างท่อและกลายเป็นดินพอกหางหมู

"หน่วยงานทำเรื่องมาที่สำนักงบ ว่าเป็นตัวเลขเท่าใดแต่ไม่ใช่เงินสำนักงบ ส่วนราชการต้องเป็นเงินเหลือจ่ายเอาเข้าจริงก็ทำไม่ได้  ไม่ถึงผู้รับเหมา แต่รัฐนำไปก่อสร้างซ่อมทำโครงการ ไม่เตรียยมงบประมาณล่วงหน้า เราทำสัญญาไปแล้วเราซื้อของแพงไปกว่าราคาที่ประมูลได้ รับเหมาควกเงินไปก่อน ส่วนที่แพงกว่าสัญญา เขาต้องจ่าย ”  

ทั้งนี้สถานการณ์ราคาน้ำมันและวัสดุก่อสร้างที่ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง ส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้รับเหมาก่อสร้างที่ทำสัญญากับภาครัฐ เนื่องจากโครงการส่วนใหญ่ยึดราคาตามผลการประมูลเดิม ขณะที่ต้นทุนจริงเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

แม้ในสัญญาจะมี “ค่า K” หรือดัชนีปรับราคาค่างานก่อสร้าง เพื่อใช้ชดเชยความผันผวนของต้นทุน แต่ในทางปฏิบัติกลับพบปัญหาการเบิกจ่ายล่าช้า

“แม้สำนักงบประมาณจะอนุมัติ ให้หน่วยงานสามารถเบิกจ่ายค่า K ได้ แต่หลายหน่วยงานกลับไม่ดำเนินการ หรือไม่ได้จัดเตรียมงบประมาณรองรับไว้ล่วงหน้า ส่งผลให้ภาระต้นทุนตกอยู่กับผู้รับเหมาโดยตรง”

ตัวอย่างเช่น สัญญาโครงการก่อสร้างมูลค่า 100 ล้านบาท แต่เมื่อลงมือดำเนินการจริง ต้นทุนวัสดุปรับเพิ่มเป็น 115 ล้านบาท ทำให้ผู้รับเหมามีภาระเพิ่มขึ้น 15 ล้านบาท แม้ภาครัฐจะชดเชยผ่านค่า K ประมาณ 11 ล้านบาท แต่ยังคงเหลือภาระขาดทุนบางส่วน

ในทางกลับกัน หากโครงการใช้งบประมาณต่ำกว่าสัญญา เช่น ใช้จริงเพียง 90 ล้านบาท หน่วยงานรัฐจะเร่งเรียกคืนส่วนต่างทันที โดยอาจหักเงินคืนประมาณ 6 ล้านบาท ทำให้เกิดคำถามเรื่องความเป็นธรรม

 “กลไกค่า K ในปัจจุบันยังไม่สามารถทำหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากการจ่ายเงินไม่เป็นระบบและขาดความต่อเนื่อง สวนทางกับการเรียกเงินคืนที่ดำเนินการอย่างรวดเร็ว”

ทั้งนี้ ปัญหาดังกล่าวยังสะท้อนถึงข้อจำกัดเชิงโครงสร้างของระบบงบประมาณภาครัฐ ที่ไม่ได้จัดสรรงบรองรับค่า K ไว้ล่วงหน้าอย่างชัดเจน ส่งผลให้เงินชดเชยไม่สามารถส่งถึงผู้รับเหมาได้ตามกำหนด และกระทบต่อสภาพคล่องของภาคก่อสร้างโดยรวม

ที่ผ่านมาสมาคมฯเสนอให้ภาครัฐเร่งปรับปรุงกลไกการจ่ายค่า K ให้เป็นระบบอัตโนมัติ กำหนดกรอบระยะเวลาการจ่ายที่ชัดเจน และจัดสรรงบประมาณรองรับอย่างเพียงพอ เพื่อสร้างความเป็นธรรมและลดภาระความเสี่ยงที่ตกอยู่กับภาคเอกชน

“ขณะที่ราคาน้ำมัน ราคาวัสดุก่อสร้างขึ้นราคาทำสัญญาไปแล้วต้องยึดสัญญาเก่า  ถ้าจะคืนต้องยึดเดือน ประมูล  ค่าK มีแต่ลบ น้ำมันลง ของไม่ลง ดังนั้นต้องจ่ายค่าKคืนประเด็นหลักจะทำไงจึงจ่ายค่าKที่ค้างได้ เหมือนที่บอกน้ำมันหายจาก จ๊อบเปอร์ กับเอ็นยูสเซอร์ แต่ก็ทำอะไรไม่ได้”

อย่างไรก็ตามเมื่อไม่นานมานี้สมาคมอุตสาหกรรมก่อสร้างไทยยื่นหนังสือถึงรัฐบาล เร่งแก้ปัญหาวิกฤตต้นทุนก่อสร้างพุ่งจากการแพงของน้ำมันและวัสดุก่อสร้างที่คาดว่าจะสูงขึ้น 5-15% เสนอ 4 แนวทางด่วน รวมถึงการปรับปรุงสูตรค่า K (Escalation Factor) ให้สะท้อนต้นทุนจริงในระยะยาว

เพื่อป้องกันผู้รับเหมาทิ้งงานและช่วยเหลือเสถียรภาพเศรษฐกิจ ความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นเนื่องจากผู้รับเหมาแบกรับภาระต้นทุนไม่ไหว หวั่นเกิดการทิ้งงานและเลิกจ้างงานครั้งใหญ่ในโครงการภาครัฐ ล่าสุดราคาสีทั้งหมดขึ้น30 % สายไฟ (สายเมน) ปรับขึ้น 2 % โดยปรับราคาทุกวัน ถ้าไม่ช่วยเร่งด่วนผู้รับเหมามีแต่ล้มหายตายจาก ภาครัฐได้รับความเสียหาย ความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจหายไปประชาชนเสียประโยชน์

สำหรับการคำนวณเงินชดเชยค่า K  จะเกิดขึ้นเมื่อดัชนีราคาวัสดุก่อสร้างเปลี่ยนแปลงเกิน 4% จากเดือนเปิดซอง หากค่า K > 1.04 จะได้รับเงินเพิ่ม แต่หากค่า K < 0.96 จะต้องคืนเงินชดเชย หากล่าช้าจากความผิดผู้รับเหมา จะใช้ค่า K เดือนสุดท้ายของสัญญาหรือเดือนที่ส่งมอบงานจริง แล้วแต่ค่าใดน้อยกว่า