thansettakij
thansettakij
เปิดผลประกอบการ ‘โนเบิล’ กำไรโต 37% ตุน Backlog 2.2 หมื่นล้าน

เปิดผลประกอบการ ‘โนเบิล’ กำไรโต 37% ตุน Backlog 2.2 หมื่นล้าน

08 มี.ค. 2569 | 11:20 น.
อัปเดตล่าสุด :08 มี.ค. 2569 | 11:22 น.

โนเบิล ดีเวลลอปเมนท์ เปิดผลดำเนินงานปี 2568 มีกำไรสุทธิ 593 ล้านบาท เติบโต 37.4% จากปีก่อนหน้า พร้อมตุนยอดขายรอโอนเกือบ 2.2 หมื่นล้านบาท เตรียมทยอยรับรู้รายได้ตั้งแต่ปี 69

KEY

POINTS

  • โนเบิล (NOBLE) ประกาศผลประกอบการปี 2568 มีกำไรสุทธิ 593.1 ล้านบาท เติบโตขึ้น 37.4% จากปีก่อนหน้า
  • บริษัทมียอดขายรอโอน (Backlog) ณ สิ้นปี 2568 สูงถึง 21,993 ล้านบาท ซึ่งจะทยอยรับรู้เป็นรายได้ในอนาคต
  • ปัจจัยหนุนการเติบโตมาจากการใช้กลยุทธ์ Asset Light Model การร่วมทุนกับพันธมิตร และการบันทึกกำไรพิเศษจากการขายเงินลงทุน
  • ฐานะการเงินแข็งแกร่งขึ้น โดยสามารถลดอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (Net Gearing Ratio) ลงเหลือ 1.71 เท่า จาก 2.15 เท่าในปีก่อน

บริษัท โนเบิล ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ NOBLE ผู้พัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยในกรุงเทพฯและปริมณฑล รายงานผลประกอบการปี 2568 มีกำไรสุทธิ 593.1 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 37.4% จากปีก่อนหน้า แม้ภาพรวมเศรษฐกิจและตลาดอสังหาริมทรัพย์ยังเผชิญความท้าทาย โดย ณ สิ้นปีบริษัทมียอดขายรอโอน (Backlog) จำนวน 21,993 ล้านบาท ซึ่งจะทยอยรับรู้รายได้ตั้งแต่ปี 2569 เป็นต้นไป

นายธงชัย บุศราพันธ์ รองประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วม กล่าวว่า ผลประกอบการที่เติบโตเป็นผลจากการดำเนินกลยุทธ์ Asset Light Model และการร่วมทุนกับพันธมิตรเชิงกลยุทธ์อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการบันทึกกำไรพิเศษจากการจำหน่ายเงินลงทุนในโครงการ นิว เอปิค อโศก–พระราม 9 ให้กับพันธมิตร STECX ในช่วงไตรมาส 3

ในปีที่ผ่านมา บริษัทมีโครงการที่ก่อสร้างแล้วเสร็จและเริ่มโอนกรรมสิทธิ์จำนวน 4 โครงการ ได้แก่ นิว อีโว อารีย์, โนเบิล ฟอร์ม ทองหล่อ, โนเบิล ครีเอท และนิว ริเวอร์เรสต์ ราษฎร์บูรณะ โดยมียอดโอนกรรมสิทธิ์รวมกว่า 3,370 ล้านบาท ส่งผลให้ยอดโอนรวมทั้งปีอยู่ที่ 7,820 ล้านบาท

โครงการทั้ง 4 แห่งสะท้อนศักยภาพของบริษัทในการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยบนทำเลศักยภาพในกรุงเทพฯ โดย ณ สิ้นปี 2568 บริษัทมี Backlog จากโครงการดังกล่าวประมาณ 5,200 ล้านบาท ซึ่งจะทยอยรับรู้รายได้ต่อเนื่องในอนาคต นอกจากนี้ยังมีสินค้าพร้อมขายและพร้อมโอน (Inventory) มูลค่าประมาณ 9,100 ล้านบาท เพื่อรองรับการสร้างรายได้ในระยะถัดไป

ด้านฐานะการเงิน บริษัทสามารถลดอัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยสุทธิต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (Net Gearing Ratio) ลงเหลือ 1.71 เท่า จาก 2.15 เท่าในปีก่อนหน้า สะท้อนการบริหารสภาพคล่องและโครงสร้างเงินทุนอย่างรอบคอบ ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการจำหน่ายเงินลงทุนในโครงการนิว เอปิค อโศก-พระราม 9 ซึ่งช่วยเสริมสภาพคล่องและลดภาระหนี้สินของบริษัท

สำหรับแผนธุรกิจปี 2569 บริษัทเตรียมเปิดตัวโครงการใหม่จำนวน 4 โครงการ ทั้งคอนโดมิเนียมและบ้านแนวราบในทำเลศักยภาพ โดยจะเน้นการพัฒนาโครงการที่ตอบโจทย์การอยู่อาศัยจริง พร้อมบริหารจังหวะการลงทุนให้สอดคล้องกับภาวะตลาด

ขณะเดียวกัน บริษัทยังมีแผนนำที่อยู่อาศัยที่ก่อสร้างแล้วเสร็จบางส่วนมาพัฒนาเป็นรูปแบบ Rent to Own หรือการเช่าพร้อมสิทธิซื้อในอนาคต เพื่อเพิ่มทางเลือกให้ผู้บริโภคและช่วยกระตุ้นการตัดสินใจซื้อในภาวะที่กำลังซื้อยังมีข้อจำกัด

นอกจากนี้ บริษัทเดินหน้าขยายฐานลูกค้าต่างชาติผ่านความร่วมมือกับพันธมิตรผู้เชี่ยวชาญ พร้อมยกระดับประสิทธิภาพด้านการขายและการตลาด โดยบริษัทได้รับการประเมิน SET ESG Ratings ระดับ AAA จากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 สะท้อนการดำเนินธุรกิจตามหลัก ESG

บริษัทระบุว่า ด้วยฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง กลยุทธ์การดำเนินธุรกิจที่ชัดเจน และพอร์ตโฟลิโอที่สมดุล จะช่วยให้บริษัทสามารถสร้างการเติบโตได้อย่างต่อเนื่องท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจ