thansettakij
thansettakij
สิงห์ เอสเตท เปิดแผนปี 69 ดันรายได้ประจำ 70% เสริมฐานกำไรยั่งยืน

สิงห์ เอสเตท เปิดแผนปี 69 ดันรายได้ประจำ 70% เสริมฐานกำไรยั่งยืน

สิงห์ เอสเตท เปิดแผนธุรกิจปี 2569 ภายใต้แนวคิด “STRONG FOUNDATION, SCALING THE FUTURE” มุ่งเสริมรายได้ประจำ 70% ของพอร์ต พร้อมขยายพันธมิตรเชิงกลยุทธ์และรักษาวินัยทางการเงิน ตั้งเป้ารายได้รวมทะลุ 14,000 ล้านบาท

KEY

POINTS

  • สิงห์ เอสเตท ตั้งเป้าปี 2569 ผลักดันสัดส่วนรายได้ประจำ (Recurring Income) ให้แตะ 70% ของพอร์ตโฟลิโอ เพื่อสร้างฐานกำไรที่แข็งแกร่งและยั่งยืน
  • มุ่งเสริมความแข็งแกร่งจากธุรกิจโรงแรมและอสังหาริมทรัพย์เพื่อการค้า ซึ่งเป็นแหล่งรายได้ประจำหลัก พร้อมตั้งเป้ารายได้รวมทั้งปีทะลุ 14,000 ล้านบาท
  • ขยายการเติบโตผ่านการร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจ และพัฒนาธุรกิจนิคมอุตสาหกรรม เอส อ่างทอง เพื่อรองรับการลงทุนของผู้พัฒนา Data Center

บริษัท สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน) หรือ S ผู้พัฒนาและลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ระดับสากล ประกาศแผนธุรกิจปี 2569 ภายใต้แนวคิด “STRONG FOUNDATION, SCALING THE FUTURE” มุ่งเสริมความแข็งแกร่งของฐานกำไรผ่านธุรกิจที่สร้างรายได้ประจำ พร้อมขยายการเติบโตผ่านพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ และรักษาวินัยทางการเงิน เพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน โดยตั้งเป้ารักษาสัดส่วนรายได้ประจำไว้ที่ 70% ของพอร์ตโฟลิโอ และผลักดันรายได้รวมทั้งปีให้ทะลุ 14,000 ล้านบาท

ชัยรัตน์ ศิวะพรพันธ์

นายชัยรัตน์ ศิวะพรพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ภายใต้บริบทเศรษฐกิจไทยและสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์โลกที่ยังมีความไม่แน่นอน ส่งผลต่อภาพรวมธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ บริษัทจึงให้ความสำคัญกับการสร้าง “ฐานกำไรเชิงคุณภาพ” ควบคู่กับการพัฒนาโครงการที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าในแต่ละธุรกิจ

ในปี 2569 บริษัทจะเดินหน้าขับเคลื่อนธุรกิจผ่าน 4 กลุ่มธุรกิจหลัก พร้อมวาง 3 กลยุทธ์หลัก เพื่อขับเคลื่อนองค์กร ได้แก่

  • ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อการพักอาศัย (Residential)
  • ธุรกิจโรงแรม (Hospitality)
  • ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อการค้า (Commercial)
  • ธุรกิจนิคมอุตสาหกรรมและโครงสร้างพื้นฐาน (Industrial Estate)

เสริมฐานกำไรจากธุรกิจรายได้ประจำ

กลยุทธ์แรก “STRENGTHEN THE PROFIT ENGINE” มุ่งเสริมความแข็งแกร่งของธุรกิจที่สร้างรายได้ประจำ ได้แก่ ธุรกิจโรงแรมและธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อการค้า ซึ่งปัจจุบันสร้างรายได้รวมกันประมาณ 70% ของพอร์ต

ในส่วนของธุรกิจโรงแรมที่ดำเนินงานผ่าน บริษัท เอส โฮเทล แอนด์ รีสอร์ท จำกัด (มหาชน) หรือ SHR สามารถสร้างกำไรสุทธิจากการดำเนินงานในปี 2568 ได้ 615 ล้านบาท ซึ่งเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ หลังโรงแรมที่ได้รับการปรับปรุงในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาในประเทศไทยและสาธารณรัฐฟิจิเปิดให้บริการเต็มรูปแบบและได้รับการตอบรับที่ดี

บริษัทมีแผนเพิ่มมูลค่าสินทรัพย์ในพอร์ตโรงแรมต่อเนื่อง โดยเฉพาะโครงการใน มัลดีฟส์และสหราชอาณาจักร เพื่อยกระดับราคาห้องพักและเพิ่มศักยภาพการทำกำไรในระยะยาว

ขณะเดียวกัน ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อการค้า ซึ่งเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการสร้างรายได้ประจำ บริษัทมุ่งพัฒนาอาคารสำนักงานให้เป็น “Seamless Work-Life Destination” รองรับรูปแบบการทำงานยุคใหม่ที่ผสานพื้นที่ทำงานและคุณภาพชีวิต

ปัจจุบัน อาคาร สิงห์ คอมเพล็กซ์ และ เอส เมโทร มีอัตราการเช่าสูงกว่า 90% ขณะที่อาคาร เอส โอเอซิส มีอัตราการเช่าประมาณ 56% โดยบริษัทตั้งเป้าเพิ่มเป็น 70% ภายในสิ้นปี

บริษัทให้ความสำคัญกับการออกแบบพื้นที่ให้สมดุลระหว่างพื้นที่สำนักงานและสิ่งอำนวยความสะดวกในสัดส่วน 80:20 เพื่อสร้างคอมมูนิตี้ที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตของผู้ทำงาน ภายใต้แนวคิด “Work well, Live well, Stay well”

เจาะลูกค้า Data Center ดันนิคมอุตสาหกรรม

อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่จะช่วยหนุนการเติบโตของกำไรในปีนี้ คือการพัฒนาธุรกิจนิคมอุตสาหกรรม โดยบริษัทตั้งเป้าขายที่ดินใน นิคมอุตสาหกรรม เอส อ่างทอง ประมาณ 200-400 ไร่ เพื่อรองรับการลงทุนของผู้พัฒนาระดับ Hyperscale Data Center ซึ่งกำลังเติบโตอย่างรวดเร็วจากความต้องการด้านคลาวด์ AI และบริการดิจิทัลในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก

โครงการดังกล่าวมีจุดแข็งด้านโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งระบบไฟฟ้า น้ำประปา และเครือข่ายไฟเบอร์ออปติก ซึ่งสามารถรองรับความต้องการของศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ พร้อมทั้งเปิดโอกาสให้บริษัทสร้างรายได้เพิ่มเติมจากการจำหน่ายสาธารณูปโภค เช่น ไฟฟ้าและน้ำ

เดินหน้าขยายพันธมิตรทางธุรกิจ

กลยุทธ์ที่สอง “SCALING THROUGH PARTNERSHIPS” มุ่งขยายการเติบโตผ่านความร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจ เพื่อลดความเสี่ยงด้านการลงทุนและเพิ่มศักยภาพการแข่งขัน

ที่ผ่านมา บริษัทประสบความสำเร็จจากการร่วมทุนกับ บริษัท วัน เรียลเอสเตท จำกัด ในการพัฒนาโครงการ “วัน ริเวอร์ พระราม 3” มูลค่ากว่า 3,000 ล้านบาท ซึ่งสามารถทำยอดขายได้แล้วกว่า 98% และคาดว่าจะรับรู้รายได้ในปี 2570

นอกจากนี้ โครงการ THE ESSE สุขุมวิท 36 ที่ร่วมพัฒนากับ Hongkong Land มูลค่าประมาณ 6,000 ล้านบาท ก็สามารถปิดการขายและโอนกรรมสิทธิ์ครบทั้งหมดแล้วในปีที่ผ่านมา

โดยในปีนี้เตรียมขยายพันธมิตรกับธุรกิจในเครือ SAii Laguna Phuket เตรียมตัวเปิด Branded Residence ในภูเก็ตเพื่อรองรับการเติบโตอย่างต่อเนื่องของธุรกิจท่องเที่ยว

รักษาวินัยการเงินรองรับการเติบโต

กลยุทธ์ที่สาม “STRONG FUNDING CAPABILITY” เน้นการรักษาความแข็งแกร่งด้านการเงิน ควบคู่กับการบริหารหนี้สินและสภาพคล่องอย่างมีวินัย โดยโครงสร้างเงินทุนของบริษัทประกอบด้วย สินเชื่อจากสถาบันการเงินประมาณ 70% และหุ้นกู้ 30%

บริษัทมีความสามารถในการออกหุ้นกู้ประมาณ 3,000-4,000 ล้านบาทต่อปี และได้รับวงเงินสินเชื่อจากธนาคารกว่า 20,000 ล้านบาท ซึ่งสะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนและสถาบันการเงินที่มีต่อบริษัท

เดินหน้า ESG ควบคู่การเติบโต

นอกจากนี้ บริษัทเดินหน้าผลักดันการดำเนินธุรกิจตามแนวทาง ESG in Practice โดยได้รับการจัดอันดับ SET ESG Ratings ระดับ AAA จากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในปี 2025 ซึ่งเป็นระดับสูงสุด และช่วยให้บริษัทสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนที่มีต้นทุนต่ำลง เช่น Sustainability Linked Loan

พร้อมกันนี้ โครงการ CROSSROADS Maldives อยู่ระหว่างดำเนินการเพื่อขึ้นทะเบียนเป็นพื้นที่อนุรักษ์ในรูปแบบ OECMsซึ่งจะช่วยเพิ่มศักยภาพในการดึงดูดนักท่องเที่ยวระดับพรีเมียมจากยุโรปที่ให้ความสำคัญกับการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์

นายชัยรัตน์ กล่าวว่า สิงห์ เอสเตทมีรากฐานแข็งแกร่งจากธุรกิจที่สร้างรายได้ประจำ ทั้งโรงแรม 18 แห่งใน 5 ประเทศ และอาคารสำนักงานและค้าปลีก 5 โครงการ ซึ่งทำหน้าที่เป็นฐานรายได้หลักของบริษัท ขณะที่ธุรกิจที่อยู่อาศัย 9 โครงการ และนิคมอุตสาหกรรม เอส อ่างทอง จะเป็นกลไกสำคัญในการสร้างการเติบโตในระยะยาว

“โจทย์สำคัญของบริษัทในวันนี้ คือการเชื่อมโยงทุกธุรกิจให้ตอบสนองความต้องการที่แท้จริงของลูกค้า ภายใต้แนวคิด Enriching Your Life หรือการสร้างคุณค่าให้ชีวิตของผู้ใช้บริการ” นายชัยรัตน์ กล่าว