
SC รีแบรนด์รอบ 20 ปี ปั้น 3 กลุ่มธุรกิจ ปูทางกำไร New High ใน 2573
SC Asset เดินหน้าปรับโฉมองค์กรครั้งใหญ่ในรอบ 20 ปี วางยุทธศาสตร์ 3 เครื่องยนต์ธุรกิจ กระจายรายได้ เพิ่มรายได้ประจำ และสร้างธุรกิจใหม่ พร้อมดันกำไรทำสถิติสูงสุดใหม่ภายในปี 2573
KEY
POINTS
- SC ประกาศรีแบรนด์ครั้งใหญ่ในรอบ 20 ปี พร้อมปรับโครงสร้างองค์กรใหม่ภายใต้แนวคิด “Reform to Perform” เพื่อสร้างการเติบโตที่ยั่งยืน
- แบ่งโครงสร้างธุรกิจออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ 1) ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่ออยู่อาศัย 2) ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์สร้างรายได้ประจำ และ 3) ธุรกิจใหม่เพื่ออนาคต เช่น บริการและ Wellness
- ตั้งเป้าหมายผลักดันกำไรของบริษัทให้ทำสถิติสูงสุดใหม่ (New High) ภายในปี 2573 โดยจะเพิ่มสัดส่วนกำไรจากธุรกิจกลุ่มที่ 2 และ 3 ให้เกิน 30%
ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลกและตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่ยังเผชิญความไม่แน่นอน บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ SC เดินหน้าปรับยุทธศาสตร์องค์กรครั้งสำคัญ ด้วยการรีแบรนด์ครั้งใหญ่ในรอบกว่า 20 ปี พร้อมวางโครงสร้างธุรกิจใหม่ภายใต้แนวคิด “Reform to Perform : พลิกเพื่อชนะ” เพื่อสร้างความยืดหยุ่นให้พอร์ตธุรกิจและเปิดทางสู่การเติบโตระยะยาว
นายณัฐพงศ์ คุณากรวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร SC เปิดเผยว่า การรีแบรนด์ครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนโลโก้หรือภาพลักษณ์เท่านั้น แต่เป็นการสะท้อนทิศทางใหม่ขององค์กรที่ต้องการขยับจากผู้พัฒนาโครงการที่อยู่อาศัย ไปสู่การเป็นบริษัทที่สร้างคุณค่า “มากกว่าที่อยู่อาศัย” ผ่านการขยายพอร์ตธุรกิจให้หลากหลายและสมดุลมากขึ้น
การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากบริษัทเตรียมความพร้อมมาอย่างต่อเนื่องตลอดช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ทั้งการปรับโครงสร้างองค์กร การจัดการด้านการเงิน การเพิ่มพันธมิตรทางธุรกิจ รวมถึงการทดลองลงทุนในธุรกิจใหม่ เพื่อกระจายความเสี่ยงและลดการพึ่งพารายได้จากการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยเพียงอย่างเดียว
“แบรนด์ก็เหมือนสิ่งมีชีวิต หากไม่ปรับตัวก็อาจสูญพันธุ์ได้ในที่สุด การรีแบรนด์และการปฏิรูปองค์กรจึงเป็นส่วนหนึ่งของวิวัฒนาการธุรกิจ เพื่อให้ SC สามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืนในอุตสาหกรรมที่มีความผันผวนสูง” นายณัฐพงศ์กล่าว
หัวใจสำคัญของยุทธศาสตร์ใหม่คือการวางโครงสร้างธุรกิจภายใต้ 3 เครื่องยนต์ธุรกิจขับเคลื่อนการเติบโต ได้แก่ ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่ออยู่อาศัย ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์สร้างรายได้ประจำ และธุรกิจใหม่เพื่ออนาคต
Engine 1 ธุรกิจที่อยู่อาศัยยังเป็นฐานหลัก
เครื่องยนต์ตัวแรกยังคงเป็นธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เพื่ออยู่อาศัย ซึ่งเป็นแกนหลักของรายได้บริษัท โดยในปี 2569 SC ตั้งเป้ายอดขายที่ 27,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นราว 33% จากปีก่อนหน้า และตั้งเป้ายอดโอนกรรมสิทธิ์ที่ 23,000 ล้านบาท
ปัจจัยสำคัญที่ช่วยหนุนรายได้ในปีนี้คือยอดขายรอโอน (Backlog) ณ สิ้นปี 2568 ที่มีอยู่กว่า 18,500 ล้านบาท ซึ่งประมาณ 40% จะทยอยรับรู้เป็นรายได้ในปีนี้ โดยบริษัทมีพอร์ตโครงการที่อยู่อาศัยรวมกว่า 98 โครงการ มูลค่ากว่า 120,000 ล้านบาท ครอบคลุมทั้งบ้านเดี่ยว ทาวน์โฮม และคอนโดมิเนียมในทำเลต่าง ๆ ทั่วกรุงเทพฯ และปริมณฑล ซึ่งในปีนี้เตรียมเปิดโครงการแนวราบ 6 โครงการ
หนึ่งในไฮไลต์สำคัญของปีนี้คือการเปิดตัว “บ้านเดี่ยว 8 ซีรีส์ใหม่” ใน 17 โครงการของเอสซี ซึ่งเกิดจากการศึกษาพฤติกรรมและความต้องการของผู้บริโภคอย่างลึกซึ้งในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา โดยบริษัทนำอินไซต์ที่ได้มาพัฒนาแนวคิดบ้านที่ตอบโจทย์วิถีชีวิตยุคใหม่มากขึ้น
ตัวอย่างหนึ่งคือซีรีส์บ้าน “KOS” ที่ออกแบบภายใต้แนวคิดของ “การหยุดพัก” ซึ่งสะท้อนความต้องการของผู้คนในยุคที่ต้องเผชิญความเร่งรีบและความเครียดจากโลกภายนอก บ้านจึงถูกออกแบบให้เป็นพื้นที่สำหรับการพักผ่อนและชาร์จพลังชีวิต
ในส่วนของคอนโดมิเนียม SC เตรียมเปิดตัวโครงการใหม่ 2 โครงการสำคัญในช่วงครึ่งหลังของปี หนึ่งในนั้นคือโครงการ Branded Residence ระดับ Ultra Luxury ซึ่งตั้งอยู่ในทำเลที่มองเห็นวิวสวนลุมพินี และจะเป็นโครงการที่มีราคาสูงที่สุดเท่าที่บริษัทเคยพัฒนา
อีกโครงการหนึ่งคือคอนโดมิเนียมขนาดใหญ่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งจะเป็นโครงการที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของ SC และมุ่งเน้นการพัฒนาในระดับราคาที่เข้าถึงได้มากขึ้น
นอกจากนี้ บริษัทยังเตรียมเปิดตัวโมเดลใหม่ “GenSCription” หรือ Living Subscription Program เพื่อตอบรับพฤติกรรมการอยู่อาศัยของคนรุ่นใหม่ที่ให้ความสำคัญกับความยืดหยุ่นมากขึ้น โดยเสนอทางเลือกการอยู่อาศัยในรูปแบบการเช่าที่สามารถปรับเปลี่ยนได้ตามไลฟ์สไตล์ เช่น การเช่าก่อนซื้อ การเช่าที่สามารถย้ายที่อยู่อาศัยได้ และการเช่าระยะยาว
Engine 2 เร่งสร้างรายได้ประจำ
อีกหนึ่งเสาหลักของยุทธศาสตร์ใหม่คือธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่สร้างรายได้ประจำ ซึ่งครอบคลุมโรงแรม อาคารสำนักงาน คลังสินค้า และอพาร์ตเมนต์ในต่างประเทศ โดยปัจจุบัน SC มีพอร์ตโครงการในกลุ่มนี้รวม 21 โครงการ ประกอบด้วยโรงแรมมากกว่า 1,200 ห้อง พื้นที่สำนักงานประมาณ 120,000 ตารางเมตร และคลังสินค้ากว่า 200,000 ตารางเมตร รวมถึงอพาร์ตเมนต์ให้เช่าในเมืองบอสตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา
ในปี 2569 บริษัทตั้งเป้ารายได้จากธุรกิจกลุ่มนี้ที่ 2,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นประมาณ 70% จากปีก่อนหน้า และนับเป็นครั้งแรกที่รายได้จากกลุ่มอสังหาริมทรัพย์สร้างรายได้ประจำของ SC จะทะลุระดับ 2,000 ล้านบาท
การเติบโตดังกล่าวมาจากโครงการที่เปิดดำเนินการเต็มปี รวมถึงแผนขยายการลงทุนใหม่ โดยบริษัทเตรียมพัฒนาโรงแรมเพิ่มเติมในเมืองท่องเที่ยวสำคัญอย่างภูเก็ตและพัทยา รวมประมาณ 450 ห้อง
ขณะเดียวกัน SC ยังเดินหน้าขยายธุรกิจคลังสินค้าในพื้นที่บางนา-EEC เพิ่มอีกประมาณ 170,000 ตารางเมตร เพื่อรองรับการเติบโตของภาคโลจิสติกส์และอุตสาหกรรม
อีกหนึ่งทิศทางใหม่คือการลงทุนในธุรกิจพลังงานสะอาดภายใต้บริษัท SCX 360 ซึ่งมุ่งพัฒนาโซลูชันพลังงานทางเลือก โดยเฉพาะพลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการพลังงานของศูนย์ข้อมูล (Data Center) ที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วในประเทศไทย
Engine 3 สร้าง New S-Curve ผ่านธุรกิจใหม่
เครื่องยนต์ตัวที่สามคือกลุ่มธุรกิจใหม่ที่บริษัทมองว่าจะเป็นแหล่งรายได้สำคัญในอนาคต โดยดำเนินการผ่านบริษัท “Scanva” ซึ่งเน้นการผสานบริการและเทคโนโลยี เพื่อสร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับผู้บริโภค และขยายโอกาสทางธุรกิจนอกเหนือจากการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์
Scanva จะมุ่งพัฒนา 3 กลุ่มธุรกิจหลัก ได้แก่ ธุรกิจบริการหลังการขายและการบริหารชุมชนที่อยู่อาศัย ธุรกิจแพลตฟอร์มดิจิทัล และธุรกิจด้านสุขภาพ ซึ่งในปีนี้บริษัทมีแผนขยายธุรกิจบริหารโครงการจาก 150 โครงการเป็น 260 โครงการ พร้อมเปิดตัวแบรนด์ “Lynton” สำหรับบริการคอนเซียร์จและการดูแลลูกบ้านระดับ Ultra Luxury
ด้านแพลตฟอร์มดิจิทัล บริษัทตั้งเป้าขยายฐานผู้ใช้งานจาก 30,000 รายเป็น 40,000 ราย ผ่านแอปพลิเคชันที่ให้บริการด้านไลฟ์สไตล์และโซลูชันการอยู่อาศัย ขณะเดียวกัน SC ยังเตรียมงบลงทุนรวม 1,000 ล้านบาทในช่วง 3 ปี เพื่อขยายธุรกิจใหม่ โดยเฉพาะธุรกิจ Wellness ซึ่งสอดคล้องกับเทรนด์ระดับโลกที่ผู้คนให้ความสำคัญกับการยืดอายุสุขภาพหรือ Healthspan มากขึ้น
สำหรับปี 2569 SC ตั้งเป้ารายได้รวมที่ 25,500 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 21% จากปีก่อนหน้า พร้อมตั้งงบลงทุนรวม 8,000 ล้านบาทเพื่อขับเคลื่อนทั้งสามเครื่องยนต์ธุรกิจ ในด้านฐานะการเงิน บริษัทตั้งเป้าควบคุมอัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยต่อทุน (IBD/E) ให้ต่ำกว่า 1.2 เพื่อรักษาความแข็งแกร่งทางการเงิน
นอกจากนี้ SC ยังเดินหน้าขับเคลื่อนธุรกิจตามแนวทางความยั่งยืน โดยนำมาตรฐาน FTSE Russell มาใช้ในการประเมินการดำเนินงาน พร้อมตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 100,000 ตันภายในระยะเวลา 5 ปี
ภายใต้ยุทธศาสตร์ใหม่นี้ SC ตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนกำไรจากธุรกิจ Engine 2 และ Engine 3 ให้เกิน 30% และคาดว่าภายในปี 2573 พร้อมผลักดันผลกำไรของบริษัทให้ทำสถิติสูงสุดใหม่อีกครั้ง
“เราเชื่อว่าการเติบโตของธุรกิจในระยะยาว ไม่ได้เกิดจากกำไรเพียงอย่างเดียว แต่ต้องสร้างคุณค่าให้กับผู้คนและโลกไปพร้อมกัน นั่นคือทิศทางที่ SC จะเดินต่อไปในอนาคต” นายณัฐพงศ์กล่าวทิ้งท้าย

