

KEY
POINTS
ภาวะตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่อยู่อาศัยชะลอตัวต่อเนื่อง กลายเป็นแรงกดดันสำคัญที่ผลักให้ผู้พัฒนาที่ดินต้องเร่งปรับตัวจากโมเดลเดิม สู่รูปแบบโครงการที่ตอบโจทย์ดีมานด์ใหม่มากขึ้น ล่าสุด บริษัท บริทาเนีย จำกัด (มหาชน) หรือ BRI ตัดสินใจเปิดโมเดลธุรกิจใหม่เบนเข็มจากการพัฒนาโครงการแนวราบบางส่วน โดยร่วมกับ บริษัท แอลฟา อินดัสเทรียล โซลูชั่น จำกัด (ALPHA) เปิดตัวโครงการ “Brilliant Business Park” พื้นที่ธุรกิจอเนกประสงค์ผสานที่อยู่อาศัย นำร่อง 5 ทำเลยุทธศาสตร์ รวมมูลค่ากว่า 1,800 ล้านบาท
นายภคิน ศิริสมพล ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายขายและการตลาดโครงการ บริษัท บริทาเนีย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า การตัดสินใจพัฒนาโครงการในรูปแบบ Business Park ครั้งนี้ บริษัทใช้เวลาศึกษาตลาดราว 2 ไตรมาส หลังเห็นสัญญาณชะลอตัวของตลาดที่อยู่อาศัยในช่วงกลางปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะตลาดบ้านแนวราบที่เริ่มเผชิญภาวะซัพพลายสูงกว่ากำลังซื้อในหลายทำเล
“เดิมที่ดินหลายแปลงเป็นแลนด์แบงก์ที่ตั้งใจจะพัฒนาเป็นโครงการแนวราบ แต่เมื่อประเมินสถานการณ์ตลาดปัจจุบัน เรามองว่าการทำที่อยู่อาศัยแบบเดิมอาจไม่ตอบโจทย์ จึงปรับกลยุทธ์ไปจับตลาดนิช ที่ยังมีดีมานด์จริง และแข่งขันน้อยกว่า” นายภคินกล่าว
โมเดล Brilliant Business Park ถูกออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ผู้ประกอบการยุคใหม่ ที่ต้องการพื้นที่ทำธุรกิจและที่อยู่อาศัยในที่เดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นโกดัง สำนักงาน โชว์รูม สตูดิโอ หรือที่พักอาศัย โดยเปิดโอกาสให้ลูกค้าสามารถปรับฟังก์ชันการใช้งานได้อย่างยืดหยุ่น ลดปัญหา Pain Point ในกลุ่มผู้ประกอบการที่ประกอบธุรกิจในหมู่บ้านจัดสรรทั่วไป เช่น เรื่องทราฟฟิกรถ การจอดรถ หรือความขัดแย้งกับเพื่อนบ้าน จากการนำบ้านไปใช้เชิงพาณิชย์
ด้านนายปธาน สมบูรณสิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอลฟา อินดัสเทรียล โซลูชั่น จำกัด กล่าวว่า ALPHA ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านอสังหาริมทรัพย์อุตสาหกรรม มองเห็นดีมานด์พื้นที่ธุรกิจในโซน EEC เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะจากกลุ่ม SME นักลงทุน และผู้ประกอบการต่างชาติที่เข้ามาตั้งฐานการผลิตและโลจิสติกส์ในไทย
“ข้อมูลของ ALPHA พบว่า อัตราการเช่าโกดังและคลังสินค้าอยู่ในระดับสูงมาก ทำให้เรามั่นใจว่าการนำความเชี่ยวชาญด้านอุตสาหกรรมมาผสานกับความแข็งแกร่งด้านที่อยู่อาศัยของบริทาเนีย จะสร้างโปรดักต์ใหม่ที่แตกต่างจากตลาดเดิมอย่างชัดเจน” นายปธานกล่าว
สำหรับ Brilliant Business Park จะพัฒนาบนพื้นที่รวมราว 50 ไร่ แบ่งเป็น 5 ทำเลหลัก ได้แก่ พระราม 2, บางนา-เทพารักษ์, บางนา-อมตะ, แหลมฉบัง และระยอง แต่ละทำเลมีจำนวนยูนิตไม่มาก เน้นความเป็นนิช มูลค่าต่อยูนิตตั้งแต่ราว 30-83 ล้านบาท โดยกลุ่มเป้าหมายหลักคือผู้ประกอบการ SME ธุรกิจโลจิสติกส์ อาหารแปรรูป อุตสาหกรรมสนับสนุน และนักลงทุนที่ต้องการถือครองเพื่อปล่อยเช่าหรือขายต่อในอนาคต
โครงการถูกพัฒนาภายใต้แนวคิดพื้นที่มัลติฟังก์ชันที่มีความยืดหยุ่นสูง โดยมีแบบมาตรฐานเป็นโครงสร้างตั้งต้น แต่เปิดให้ผู้ซื้อสามารถปรับฟังก์ชันการใช้งานภายในให้สอดคล้องกับลักษณะธุรกิจและการอยู่อาศัยจริง ทั้งการจัดสรรพื้นที่ทำงาน คลังสินค้า และที่พักอาศัยในยูนิตเดียว รองรับความต้องการเฉพาะของผู้ประกอบการแต่ละราย เพื่อลดข้อจำกัดของอสังหาริมทรัพย์รูปแบบเดิม และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พื้นที่ในระยะยาว
ทั้งนี้ โครงการยังชูจุดเด่นด้านโครงสร้างสินเชื่อ เนื่องจากสัดส่วนพื้นที่อยู่อาศัยมากกว่า 25% ทำให้ลูกค้าบางส่วนสามารถยื่นกู้ในรูปแบบสินเชื่อบ้าน ซึ่งมีอัตราดอกเบี้ยต่ำกว่าสินเชื่อเชิงพาณิชย์ ถือเป็นอีกปัจจัยที่ช่วยลดต้นทุนให้ผู้ประกอบการในช่วงเศรษฐกิจผันผวน
นายภคินระบุเพิ่มเติมว่า บริษัทตั้งเป้าปิดการขายทั้ง 5 โครงการภายในปีนี้ เนื่องจากจำนวนยูนิตจำกัด และหากกระแสตอบรับดี มีโอกาสขยายโมเดล Business Park ไปยังหัวเมืองใหญ่ที่มีกำลังซื้อสูง เช่น ภูเก็ต หรือขอนแก่น พร้อมกันนี้ บริทาเนียยังคงถือแลนด์แบงก์บางส่วนไว้เพื่อรอจังหวะกลับมาพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัย เมื่อภาพรวมตลาดฟื้นตัวชัดเจนขึ้น
การขยับของบริทาเนียและอัลฟาในครั้งนี้ สะท้อนภาพการปรับตัวของผู้พัฒนาอสังหาฯ ไทย ที่เริ่มมองไกลกว่า “ขายบ้าน” และหันมาออกแบบโปรดักต์ตามพฤติกรรมเศรษฐกิจจริง ท่ามกลางตลาดที่อยู่อาศัยซึ่งยังต้องใช้เวลาในการฟื้นตัว