thansettakij
thansettakij
หนึ่งทศวรรษสู่บทใหม่ 'สิงห์ เอสเตท' ชู 4S ลุยสร้างรากฐานธุรกิจแข็งแรง

หนึ่งทศวรรษสู่บทใหม่ 'สิงห์ เอสเตท' ชู 4S ลุยสร้างรากฐานธุรกิจแข็งแรง

23 พ.ย. 68 | 01:38 น.

สิงห์ เอสเตท เดินหน้าเปิดบทใหม่ขององค์กรภายใต้การนำของ ชัยรัตน์ ศิวะพรพันธ์ มุ่งสร้างรากฐานที่มั่นคงด้วยกลยุทธ์ 4 แกนหลัก สร้างสมดุลพอร์ตและเสริมฐานกำไรท่ามกลางเศรษฐกิจผันผวน

ในห้วงเวลาที่ตลาดอสังหา ริมทรัพย์ไทยเผชิญแรงสั่นสะเทือนจากเศรษฐกิจโลกที่อ่อนไหว การเมืองที่เปลี่ยนเร็ว และอารมณ์ผู้บริโภคที่เปราะบางกว่าที่เคยองค์กรใดจะยืนหยัดได้ ต้องไม่เพียง “โต” แต่ต้อง “มั่นคง” ในระดับที่รับแรงปะทะได้ทุกฝั่งฟ้า และนี่คือทิศทางใหม่ที่ บริษัท สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน) หรือ S กำลังประกาศชัด เมื่อนายชัยรัตน์ ศิวะพรพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ผู้เข้ารับตำแหน่งเมื่อช่วงกลางปีที่ผ่านมา โดยเดินหน้าปักหมุด “รากฐานที่มั่นคง” เป็นยุทธศาสตร์หลักของทศวรรษถัดไป จากการเติบโตสู่ความสมดุลระยะยาว

ภายใต้แนวคิด “A Stable Foundation Drives Sustainable Growth” เขานิยามการขับเคลื่อนองค์กรผ่าน “4S” ได้แก่ Stability, Strength, Synergy และ Sincerity ซึ่งสะท้อนความพยายามยกระดับสิงห์ เอสเตทจากผู้พัฒนาโครงการสู่บริษัทที่มีฐานกำไรยั่งยืนในเชิงโครงสร้าง มากกว่าการไล่ตัวเลขรายได้ในแต่ละปีเหมือนที่อุตสาหกรรมเคยเป็นมา

ชัยรัตน์ ศิวะพรพันธ์

ตลอดกว่า 10 ปีของการก่อตั้ง สิงห์ เอสเตทสามารถขยายสินทรัพย์จาก 1 หมื่นล้านบาท สู่กว่า 7 หมื่นล้านบาท และรายได้จาก 1 พันล้านบาท สู่ 1.59 หมื่นล้านบาทในปีล่าสุด ถือเป็นหนึ่งในองค์กรที่เติบโตแบบก้าวกระโดดในช่วงเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมอสังหาฯ โลก แต่เมื่อสิ่งที่เคยทะยานเริ่มเข้าสู่ช่วงทรงตัวของตลาดหลังโควิด-19 บทบาทผู้นำคนใหม่จึงไม่ใช่การเร่งความเร็ว แต่คือการ “ปรับฐาน” ให้ธุรกิจยืนระยะในสภาพเศรษฐกิจที่ไม่แน่นอนยิ่งกว่าอดีต

Stability ความมั่นคงของพอร์ตโฟลิโอ

นายชัยรัตน์อธิบายว่า การสร้างสมดุลระหว่างรายได้แบบประจำ (Recurring) และรายได้แบบไม่ประจำ (Non-recurring) คือหัวใจของ Stability โดยปัจจุบัน 80% ของรายได้มาจากธุรกิจโรงแรมและอาคารสำนักงาน ขณะที่รายได้จากที่พักอาศัยคิดเป็น 20% ซึ่งในปีที่อารมณ์ผู้บริโภคแผ่วลงและกำลังซื้อกลุ่มลักชัวรีเสียศูนย์ การมีฐานรายได้ประจำที่แข็งแรงจึงเป็นเหมือน “กันชน” ที่ทำให้บริษัทไม่หวั่นไหวต่อความผันผวนทางเศรษฐกิจ

ยิ่งไปกว่านั้น ธุรกิจโรงแรมในพอร์ต SHR ซึ่งมีถึง 33 แห่งใน 5 ประเทศ ตั้งแต่มัลดีฟส์ ภูเก็ต สมุย กระทั่งยุโรป เป็นรายได้ที่ไม่หวือหวาแต่สม่ำเสมอ สามารถคาดการณ์ได้ในระยะยาว 25-30 ปี

ตรงข้ามกับโครงการที่อยู่อาศัยที่ให้กำไรเร็วแต่ไม่สม่ำเสมอ จึงต้องอาศัยความยืดหยุ่นในการลงทุนและการมองหา Strategic Partner เพื่อลดความเสี่ยง ตัวอย่างชัดที่สุดคือ โครงการ ONE RIVER พระราม 3 ที่มียอดขายกว่า 90% แม้เปิดตัวในปีที่ผู้พัฒนาหลายรายชะลอแผนเปิดโครงการใหม่ กลายเป็นเคสศึกษาว่าความร่วมมือที่ดี ประสบการณ์เฉพาะทาง และจังหวะที่แม่น คือหัวใจของความสำเร็จในตลาดที่แข่งขันสูง

Strength ความแข็งแกร่งทางการเงิน

อีกแกนหลักที่สิงห์ เอสเตทให้ความสำคัญคือโครงสร้างเงินทุน ปัจจุบันบริษัทมีภาระดอกเบี้ยราว 3.2 หมื่นล้านบาท โดยในแต่ละปีสามารถระดมทุนจากธนาคารและตลาดหุ้นกู้รวมกว่า 1 หมื่นล้านบาท ความได้เปรียบสำคัญคือสายสัมพันธ์กับสถาบันการเงินกว่า 10 แห่ง ซึ่งเป็นผลจากวินัยทางการเงินที่พิสูจน์ได้แม้ในช่วงโควิด-19 ที่อุตสาหกรรมท่องเที่ยวหยุดนิ่ง

ในตลาดหุ้นกู้ แม้เพิ่งเข้าระดมทุนได้เพียง 4 ปี แต่บริษัทสามารถออกหุ้นกู้แล้วเกิน 1 หมื่นล้านบาท โดยเน้นการออกด้วยหลักคิด 3 ประการ คือจำนวนเงินต้องสอดคล้องกับศักยภาพการชำระคืน ดอกเบี้ยต้องสะท้อนความเสี่ยงที่เหมาะสม และช่องทางจำหน่ายต้องเข้าถึงกลุ่มนักลงทุนที่หลากหลาย เป้าหมายใหม่คือการปรับสัดส่วนเงินกู้ต่อหุ้นกู้เป็น 70 ต่อ 30 เพื่อเพิ่มทางเลือกด้านต้นทุนและเสถียรภาพทางการเงิน

Synergy การพัฒนาคนเพื่อขับเคลื่อนองค์กร

อีกหนึ่งจุดเด่นของสิงห์ เอสเตทที่ให้ความสำคัญคือโครงสร้างบุคลากรซึ่ง 60% เป็น Gen Y และ Gen Z ขณะที่โครงสร้างตำแหน่งเป็นทรงกระบอก คือผู้จัดการขึ้นไปเกือบครึ่งหนึ่ง การจะสร้างฐานที่มั่นคงในระยะยาวจึงต้อง “ปรับสรีระองค์กร” จากทรงกระบอกสู่ทรงพีระมิด เปิดทางให้คนรุ่นใหม่เติบโตขึ้นเป็นหัวหน้าได้มากกว่าเดิมพร้อมเติมคนทำงานรุ่นใหม่ในระดับล่างให้หนาแน่นขึ้น

นายชัยรัตน์มองว่าประสบการณ์ของผู้บริหารรุ่นพี่คือเสาหลักที่ช่วยให้เห็นความเสี่ยง ขณะที่ไอเดียของคนรุ่นใหม่คือแรงขับเคลื่อนที่แท้จริง โดยเฉพาะในตลาดลักชัวรีที่ลูกค้าต้องการตัวตนเฉพาะเพื่อสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่ตรงใจ การเปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่คิด จึงเท่ากับเปิดประตูตลาดใหม่ที่ละเอียดขึ้นและเฉพาะกลุ่มมากขึ้น

Sincerity ความจริงใจต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม

และในยุคที่โลกให้ความสำคัญกับ ESG สิงห์ เอสเตทเลือกทำกิจกรรมที่เกิดผลลัพธ์จริง เช่นโครงการอนุรักษ์ทางทะเลที่มัลดีฟส์ที่สิงห์ เอสเตทดำเนินธุรกิจอยู่ในพื้นที่ ซึ่งโครงการเริ่มตั้งแต่ช่วงเตรียมก่อสร้างปี 2560 ด้วยการสำรวจเต่า โลมา และกำหนดมาตรการลดเสียงเพื่อไม่ให้สัตว์ย้ายถิ่น สิ่งที่เกิดขึ้นคือฝูงโลมาที่กลับมาเป็นประจำถิ่นและกลายเป็นหนึ่งในประสบการณ์พิเศษของนักท่องเที่ยว สะท้อนการที่ประโยชน์ของสิ่งแวดล้อมส่งกลับเป็นมูลค่าให้ธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรม

อีกโครงการที่โดดเด่นคือ “Green Button” ซึ่งให้แขกโรงแรมในเครือ SAii กดปุ่มเลือกไม่เปลี่ยนผ้าปูที่นอนเพื่อประหยัดทรัพยากร โดยเงินประหยัดจากกระบวนการซักรีดจะนำไปปลูกป่าที่เชียงรายในโครงการ “ปลูกป่าด้วยปลายนิ้ว” บนพื้นที่กว่า 1 ล้านตารางเมตรด้วยพันธุ์ไม้ท้องถิ่นที่มีอัตรารอดสูงกว่า 70%

ทั้งหมดนี้คือเหตุผลที่ทำให้ชัยรัตน์ประกาศชัดเจนว่า การสร้างรากฐานที่มั่นคงไม่ใช่แค่การเพิ่มตัวเลขสินทรัพย์ แต่ต้องสร้างสมดุลในทุกแกนจากพอร์ตธุรกิจ แหล่งเงินทุน บุคลากร ไปจนถึงสังคมและสิ่งแวดล้อม เพื่อให้บริษัทสามารถรับแรงเสียดทานในอนาคต และท้ายที่สุดสร้างคุณค่ากลับไปสู่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกกลุ่มตามปรัชญา “Enriching (Your) Life” ที่ตั้งใจให้เป็นตัวตนของสิงห์ เอสเตทในยุคใหม่อย่างแท้จริง

 

หน้า 20 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 45 ฉบับที่ 4,151 วันที่ 23 -26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568