สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยการคาดการณ์ของภาวะเศรษฐกิจไทยในปีพ.ศ.2568 ว่าจะอยู่ในช่วงประมาณ 2.3 – 3.3% หรือถ้าเป็นการระบุแบบชัดเจนคาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 2.8% มากกว่าปีพ.ศ.2567 ซึ่งอยู่ที่ 2.5%
ซึ่งปัจจัยสนับสนุนหลักที่มีผลให้ภาวะเศรษฐกิจของปีพ.ศ.2568 มีความเป็นไปได้ที่จะมากขึ้นกว่าปีที่แล้ว มีทั้งเรื่องในประเทศ และต่างประเทศ เช่น การใช้จ่ายของภาครัฐบาลที่มากขึ้นเพราะงบประมาณที่จะใช้จ่ายมากกว่าปีก่อนหน้านี้
การใช้จ่ายของภาคเอกชนมีความเป็นไปได้ที่จะมากขึ้นแม้ว่าภาวะเศรษฐกิจอาจจะยังไม่อยู่ในจุดที่ดีก็ตาม การท่องเที่ยวที่ฟื้นตัวและมีความเป็นไปได้ที่จะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาในประเทศไทยมากกว่าปีที่แล้ว
การส่งออกที่อาจจะมีการขยายตัวสูงขึ้นแม้ว่าจะมีปัญหาเรื่องของสงครามการค้าของสหรัฐอเมริกากับประเทศต่างๆ แต่อาจจะเป็นผลดีกับประเทศไทยที่อาจจะมีการส่งออกสินค้าบางอย่างไปทดแทนสินค้าที่เจอกับกำแพงภาษีของสหรัฐอเมริกา แต่ความเสี่ยงในระดับโลกซึ่งอาจจะมีผลกับภาวะเศรษฐกิจของโลกหรือบางประเทศ เช่น การดำเนินนโยบายของสหรัฐอเมริกา ความขัดแย้งในบางภูมิภาคที่อาจจะมีผลต่อราคาน้ำมัน การส่งออกของสินค้าเกษตรในบางประเทศอาจจะลับมาสู่ภาวะปกติหลังจากเจอภัยธรรมชาติไปก่อนหน้านี้ซึ่งจะมีผลให้ราคาสินค้าเกษตรลดลง แต่ที่น่าเป็นกังวลมากที่สุด และมีความเกี่ยวข้องกับเรื่องกำลังซื้อในประเทศ คือ ภาวะของหนี้ครัวเรือนที่สูงมากของคนไทย
นายสุรเชษฐ กองชีพ หัวหน้าฝ่ายวิจัยและที่ปรึกษาคุชแมน คุชแมน แอนด์ เวคฟีลด์ ประเทศไทย สะท้อนว่า หนี้ครัวเรือนของคนไทย ณ ไตรมาสที่ 3 พ.ศ.2567 อยู่ที่ประมาณ 89% ของGDP อาจจะลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีพ.ศ.2566 แต่ก็ยังอยู่ในระดับสูง สินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้หรือ NPLs
ปรับเพิ่มขึ้นในทุกๆ วัตถุประสงค์หรือประเภทของสินเชื่อ ซึ่งแน่นอนว่าการที่หนี้ครัวเรือนอยู่ในระดับสูงมีผลต่อการใช้จ่ายของคนไทยแน่นอน เนื่องจากต้องใช้เงินส่วนหนึ่งเพื่อการชำระหนี้สิน รวมไปถึงคนจำนวนหนึ่งมีปัญหาในการชำระคืนหนี้สินและมีปัญหากับสถาบันการเงินจนอาจจะไม่สามารถขอสินเชื่อจากสถาบันการเงินได้ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง
สุดท้ายแล้วปัญหาที่คนไทยที่มีปัญหาหนี้สินเจอทั้งในกลุ่มที่ยังมีความสามารถในการผ่อนชำระได้และกลุ่มที่มีปัญหากับสถาบันการเงินจะส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อของที่มีมูลค่าสูงรวมไปถึงที่อยู่อาศัยด้วย ซึ่งในช่วง 2 – 3 ปีที่ผ่านมาจะเห็นได้ชัดเจนเลยว่าปัญหาเรื่องของหนี้ครัวเรือนกลายเป็น หนึ่ง ในปัญหาที่มีผลต่อขอสินเชื่อที่อยู่อาศัยค่อนข้างมาก
ทั้งการที่สถาบันการเงินปฏิเสธการให้สินเชื่อ หรือให้สินเชื่อที่อยู่อาศัยในมูลค่าที่ต่ำกว่ามูลค่าที่อยู่อาศัย ซึ่งแน่นอนว่ามีผลต่อการตัดิสนใจซื้อที่อยู่อาศัย ดังนั้น การโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยในปีพ.ศ.2568 เป็นไปได้ที่อาจจะไม่แตกต่างจากปีพ.ศ.2567 แม้ว่าภาวะเศรษฐกิจจะมีการขยายตัวมากขึ้นก็ตาม
เพราะปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการซื้อที่อยู่อาศัยอาจจะไม่ได้มีการปรับตัวที่ดีขึ้น เมื่อเทียบกับปัจจัยอื่นๆ ที่มีผลต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจในภาพรวม กลุ่มผู้ประกอบการอาจจะมีการกระตุ้นกำลังซื้อด้วยโปรโมชั่นต่างๆ และการลดราคาบ้าง แต่สุดท้ายแล้วถ้าไม่มีมาตรการช่วยเหลือจากรัฐบาลก็อาจจะไม่สามารถกระตุ้นความต้องการซื้อที่อยู่อาศัยของคนไทยที่ยังไม่มีความเชื่อมั่นต่อภาวะเศรษฐกิจระยะยาวได้
นายดนุชา กล่าวว่าสถานการณ์แรงงานไตรมาสสี่ ปี 2567 หดตัวลงเล็กน้อย จากการจ้างงานภาคเกษตรกรรมที่ยังคงหดตัวต่อเนื่อง ส่วนสาขานอกภาคเกษตรขยายตัวได้ โดยผู้ทำงานล่วงเวลาเพิ่มขึ้น ขณะที่อัตราการว่างงานยังอยู่ในระดับต่ำ
ไตรมาส4 ปี 2567 ผู้มีงานทำมีจำนวนทั้งสิ้น 40.1 ล้านคน ลดลงจากไตรมาสสี่ ปี 2566 เล็กน้อยที่ร้อยละ 0.4 จากการลดลงอย่างต่อเนื่องของการจ้างงานในภาคเกษตรกรรมที่ร้อยละ 3.6
ขณะที่ภาพรวมสาขานอกภาคเกษตรกรรมยังขยายตัวได้ที่ร้อยละ 1.1 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า โดยเฉพาะสาขาโรงแรม/ภัตตาคารที่ขยายตัวร้อยละ 9.4 และสาขาการขนส่ง/เก็บสินค้าที่ขยายตัวตามการส่งออกที่ฟื้นตัวดีขึ้น
ส่วนสาขาการผลิตขยายตัวเล็กน้อยที่ร้อยละ 0.3 จากอุตสาหกรรมการผลิตอาหาร เครื่องนุ่งห่ม และอุปกรณ์ไฟฟ้า แต่การผลิตคอมพิวเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ การผลิตยานยนต์ และการผลิตเคมีภัณฑ์และผลิตภัณฑ์เคมี
การจ้างงานยังหดตัวลงต่อเนื่อง ชั่วโมงการทำงานโดยรวมเพิ่มขึ้น โดยภาพรวมและเอกชนอยู่ที่ 42.8 และ 47.3 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ตามลำดับ โดยผู้ทำงานล่วงเวลาเพิ่มขึ้นที่ร้อยละ 1.5 แต่ผู้เสมือนว่างงานและผู้ทำงานต่ำระดับเพิ่มขึ้นเช่นกัน ที่ร้อยละ 1.9 และ 6.0 ตามลำดับ อัตราการว่างงานปรับเพิ่มขึ้น อยู่ที่ร้อยละ 0.88 หรือมีผู้ว่างงานจำนวน 3.6 แสนคน ซึ่งในกลุ่มที่เคยทำงานมาก่อนส่วนใหญ่ออกมาจากสาขาการผลิต และสาขาการขายส่ง/ขายปลีก
ทั้งนี้สรุปได้ว่าภาพรวมปี 2567 อัตราการมีงานทำ ปี 2567 อยู่ที่ร้อยละ 98.6 ทรงตัวจากปี 2566 โดยจำนวนผู้มีงานทำมีจำนวน 39.8 ล้านคน ลดลงเล็กน้อยจากปี 2566 ที่ร้อยละ 0.3 ขณะที่อัตราการว่างงานในปี 2567 อยู่ที่ร้อยละ 1.0