thansettakij
thansettakij
ราคาน้ำมันดิบปรับตัวลดลง ภายใต้ความกังวลเศรษฐกิจถดถอย

ราคาน้ำมันดิบปรับตัวลดลง ภายใต้ความกังวลเศรษฐกิจถดถอย

22 ก.ย. 65 | 01:00 น.

ราคาน้ำมันดิบปรับตัวลดลง ภายใต้ความกังวลเศรษฐกิจถดถอย

ความกังวลต่อเศรษฐกิจโลกที่มีแนวโน้มเข้าสู่ภาวะถดถอย กดดันอุปสงค์ตลาดน้ำมันและราคาน้ำมันดิบ ICE Brent เฉลี่ยเดือน ส.ค. 65 ลดลงจากไตรมาสที่ 2 ของปี 65 ถึง 14 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล มาอยู่ที่ 97.7 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ต่ำสุดในรอบ 6 เดือน ตั้งแต่รัสเซียเริ่มรุกรานยูเครนในช่วงปลายเดือน ก.พ. 65 โดยมีปัจจัยสำคัญคือการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางในหลายประเทศเพื่อลดความร้อนแรงของอัตราเงินเฟ้อ ทั้งนี้ ดัชนีราคาผู้บริโภค (Consumer Price Index: CPI) ซึ่งบ่งชี้อัตราเงินเฟ้อ (Inflation) ในสหรัฐฯ และยูโรโซน เดือน ส.ค. 65 อยู่ที่ +8.3% และ +9.1% ตามลำดับ ซึ่งตลาดคาดว่าธนาคารกลางทั่วโลกจำเป็นต้องปรับใช้นโยบายทางการเงินแบบเข้มงวด (Tightening Monetary Policy)
 

ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (Federal Reserve: Fed) นาย Jerome Powell แถลงหลังการประชุม The Central Bank’s Annual Economic Symposium ที่ Jackson Hole รัฐไวโอมิ่งในสหรัฐฯ วันที่ 26 ส.ค. 65 ว่า ภารกิจในการต่อสู้กับภาวะเงินเฟ้อของสหรัฐฯ ยังไม่สิ้นสุด ส่งสัญญาณว่าจะเดินหน้าเพิ่มอัตราดอกเบี้ยนโยบายจนกว่าภาวะเงินเฟ้อจะชะลอตัวลง แม้ว่าจะกระทบกับการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ตลาดแรงงาน ภาคธุรกิจ และภาคครัวเรือน ซึ่ง Goldman Sachs คาดการณ์ว่า Fed มีแนวโน้มทยอยปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยให้ไปอยู่ที่ 3.75 - 4% ภายในสิ้นปีนี้ ขณะที่ธนาคารกลางยุโรป (ECB) มีมติปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ใช้สำหรับการปล่อยสภาพคล่องให้ระบบธนาคาร (Main Refinancing Operations Rate) ในวันที่ 8 ก.ย. 65 อีก 0.75% มาอยู่ที่ 1.25% ต่อเนื่องจากการขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.5% ในการประชุมเดือน ก.ค. 65

ราคาน้ำมันดิบปรับตัวลดลง ภายใต้ความกังวลเศรษฐกิจถดถอย

ด้านสถานการณ์ COVID-19 ในจีน หลายเมืองใหญ่ประกาศยกระดับมาตรการควบคุม COVID-19 อาทิ เฉิงตู ปักกิ่ง และกุ้ยหยาง โดยประชาชนในหลายเมืองได้รับผลประทบให้จำกัดการออกนอกบ้าน และสั่งให้ประชาชนที่ไม่จำเป็นต้องเข้าสำนักงานทำงานจากที่บ้าน รวมทั้งการสั่งให้บริษัทต่างๆ ลดจำนวนพนักงานที่ต้องทำงานในสำนักงานให้เหลือเท่าที่จำเป็น ส่งผลให้หลายพื้นที่ขาดแคลนอาหาร ยารักษาโรค และของใช้ที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน ขณะที่กรมศุลกากรของจีนรายงานปริมาณการนำเข้าน้ำมันดิบในเดือน ม.ค. - ก.ค. 65 ลดลง 4.9 แสนบาร์เรลต่อวันจากช่วงเดียวกันของปีก่อน มาอยู่ที่ 9.92 ล้านบาร์เรลต่อวัน จากอุปสงค์ในประเทศที่ลดลง
 

อย่างไรก็ดี วันที่ 5 ก.ย. 65 ที่ประชุมของกลุ่ม OPEC และพันธมิตร (OPEC+) มีมติปรับลดปริมาณการผลิตน้ำมันดิบลง 1 แสนบาร์เรลต่อวัน ในเดือน ต.ค. 65 ซึ่งนับเป็นการปรับลดการผลิตเป็นครั้งแรกในรอบ 2 ปี เพื่อพยุงราคาน้ำมันโลกที่ได้รับแรงกดดันจากความกังวลด้านภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว สวนทางกับที่ตลาดคาดการณ์ว่าจะคงปริมาณการผลิต ด้าน Energy Aspects ชี้ว่า กลุ่ม OPEC+ ต้องการพยุงราคาน้ำมันที่แกว่งตัวจากหลายปัจจัย อาทิ เศรษฐกิจโลกที่มีแนวโน้มชะลอตัว ปัญหาสภาพคล่องของภาคอสังหาริมทรัพย์ และการควบคุมการแพร่ระบาดของ COVID-19 ในจีน ความไม่แน่นอนของการรื้อฟื้นข้อตกลงนิวเคลียร์ (Joint Comprehensive Plan of Action: JCPOA) ระหว่างอิหร่านและชาติมหาอำนาจ รวมถึงความพยายามของกลุ่มประเทศ G7 (แคนาดา ฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี ญี่ปุ่น สหราชอาณาจักร และสหรัฐฯ) ในการกำหนดเพดานราคาน้ำมัน (Price Cap) ของรัสเซีย ทั้งนี้ การประชุมของกลุ่ม OPEC+ ครั้งถัดไปจะจัดขึ้นในวันที่ 5 ต.ค. 65 เพื่อหารือนโยบายการผลิตสำหรับปริมาณการผลิตเดือน พ.ย. 65 อย่างไรก็ตาม สามารถเรียกประชุมฉุกเฉินได้ทุกเมื่อ เพื่อควบคุมให้ปริมาณการผลิตและราคาน้ำมันอยู่ในระดับที่เหมาะสม

ราคาน้ำมันดิบปรับตัวลดลง ภายใต้ความกังวลเศรษฐกิจถดถอย

ด้านสงครามในยูเครนมีแนวโน้มทวีความรุนแรงขึ้น โดยล่าสุด โฆษกกองทัพบกยูเครน นาย Bohun Brigade ประกาศความสำเร็จครั้งสำคัญของกองทัพยูเครนในการใช้ยุทธวิธีแบบใหม่ยึดพื้นที่คืนจากรัสเซียกว่า 3,000 ตารางกิโลเมตร โดยใช้ระยะเวลาเพียง 5 วัน สามารถยึดเมือง Izyum และ Kupiansk ที่เป็นเมืองสำคัญทางยุทธศาสตร์ซึ่งตั้งอยู่ทางตอนกลางของภูมิภาค Donbass อย่างไรก็ตาม หลายฝ่ายคาดว่ารัสเซียอาจตอบโต้รุนแรงขึ้น โดยล่าสุด ภายหลังกองทัพรัสเซียล่าถอยในวันที่ 12 ก.ย. 65 โฆษกรัฐบาลรัสเซีย นาย Dmitry Peskov ยังคงยืนกรานว่ากองทัพรัสเซียจะตอบโต้และจะยึดภูมิภาค Donbass ของยูเครนทั้งหมดให้ได้

ราคาน้ำมันดิบปรับตัวลดลง ภายใต้ความกังวลเศรษฐกิจถดถอย

จับตาวิกฤตพลังงานที่เกิดจากความขัดแย้งระหว่างยุโรปและรัสเซีย ซึ่งมีแนวโน้มทวีความตึงเครียดมากขึ้นหากเข้าสู่ฤดูหนาว ทั้งนี้ สหภาพยุโรป (European Union: EU) มีกำหนดคว่ำบาตรการนำเข้าน้ำมันดิบที่ขนส่งทางเรือจากรัสเซียในวันที่ 5 ธ.ค. 65 โดย Kpler รายงานปริมาณการนำเข้าในเดือน ก.ค. 65 อยู่ที่ 1.6 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งยุโรปจำเป็นจะต้องจัดหาจากแหล่งอื่นทดแทน อาทิ สหรัฐฯ ตะวันออกกลาง ไนจีเรีย และแองโกลา ส่งผลให้เส้นทางการค้าน้ำมันเปลี่ยนแปลง
 

ภายใต้ความวิตกกังวลต่อภาวะเศรษฐกิจที่มีแนวโน้มเข้าสู่ภาวะถดถอย และสงครามระหว่างรัสเซียและยูเครนที่ยังไม่มีท่าทีว่าจะสิ้นสุดลง กระตุ้นให้นานาประเทศเดินหน้าคว่ำบาตรและกดดันรัสเซียเพื่อตอบโต้การกระทำที่รุนแรง รวมทั้งลิดรอนความแข็งแกร่งทางทหารและการเมืองของรัสเซีย ซึ่งในไตรมาส 4 ปี 65 ราคาน้ำมันอาจมีความผันผวนรุนแรง จากมาตรการคว่ำบาตรน้ำมันดิบของยุโรปต่อรัสเซีย และความเสี่ยงที่รัสเซียอาจตอบโต้ด้วยมาตรการต่างๆ ที่รุนแรงมากขึ้น อาทิ การหยุดส่งออกน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และถ่านหิน ด้วยปัจจัยทางเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ดังกล่าว ทีม PRISM ของกลุ่ม ปตท. คาดการณ์ราคาน้ำมันดิบ Dubai ในไตรมาส 4 ปี 65 จะเฉลี่ยอยู่ที่ระดับ 99 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล 

 

ทีมวิเคราะห์ตลาดต่างประเทศ

หน่วยธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ

บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)