
อนิจจัง เกิดมา คงอยู่ และ ดับไป : หุ้นไทยบนดอยหรือปากเหว?
หุ้นไทย 1,500 จุด ติดดอยหรือปากเหว? บทความโดย พชร นริพทะพันธุ์ กรรมการ ก.ล.ต. วิเคราะห์วิกฤตตลาดหุ้นไทย GDP หดตัว ทุนมนุษย์ขาดแคลน สังคมสูงวัย พร้อมแนะทางออกเพื่อฟื้นความเชื่อมั่นนักลงทุนไทย
ณ วันที่เขียนบทความนี้ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยมีมูลค่าอยู่ที่ระดับ 1,500 จุด ซึ่งเป็นระดับที่ต่ำกว่าในปี ค.ศ. 2018 เสียด้วยซ้ำ ทั้ง ๆ ที่ปัจจุบันมีบริษัทจดทะเบียนในตลาดมากกว่าเดิม ความหวังที่เราจะได้เห็นดัชนีหุ้นไทยทะลุ 2,000 จุด จึงยังไม่เกิดขึ้น
ปัญหาหลักที่เห็นได้ชัดเกิดจากการหดตัวของเศรษฐกิจมหภาค เมื่ออัตราการเติบโตของ GDP ประเทศไทยตกต่ำต่อเนื่องมานานกว่าสิบปี โอกาสที่จะเห็นบริษัทไทยเติบโตอย่างก้าวกระโดดย่อมเป็นไปได้ยาก เพราะเมื่อเงินและกำลังซื้อหลักมาจากประชาชน การหดตัวของเศรษฐกิจจึงกลายเป็นข้อจำกัดของตลาด ทุกบริษัทต่างต้องมาแย่งชิงส่วนแบ่งเค้กก้อนเดิมกันเอง ส่งผลให้ธุรกิจในประเทศไทยตกอยู่ในภาวะหดตัว
ผู้บริหารและผู้ถือหุ้นรายใหญ่หลายรายเลือกที่จะทิ้งบริษัท หรือทำทุกวิถีทางเพื่อรักษาเสถียรภาพทางการเงินและหนีจากความเสี่ยงของความล้มเหลวทางธุรกิจ ในหลายครั้ง การกระทำของคนกลุ่มนี้กลับไปซ้ำเติมและทำลายความสามารถในการแข่งขันในตลาด โดยลืมไปว่า "บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์" นั้นมีมหาชนเป็นเจ้าของร่วม และ "ความเชื่อมั่น" คือสิ่งสำคัญที่สุดที่จะขับเคลื่อนให้ภาพรวมของตลาดทุนไทยเติบโต โดยมีตลาดหลักทรัพย์เป็นตัวชี้วัดใหญ่ของเศรษฐกิจไทย
ในส่วนของสำนักงาน ก.ล.ต. นั้น ถือเป็นเครื่องมือหนึ่งที่จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุน ช่วยลดความเสี่ยง และป้องกันไม่ให้ผู้บริหารหรือผู้ถือหุ้นรายใหญ่ใช้ช่องว่างทางกฎหมายเอาเปรียบนักลงทุนรายย่อย แต่นั่นก็ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะคอยตามจับผิดทุกคน และหากสร้างบรรยากาศการจับผิดจนเกินไป ก็จะไม่มีใครอยากนำบริษัทเข้ามาจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ก.ล.ต. จึงมุ่งเน้นไปที่การส่งเสริมการกำกับดูแลกิจการที่ดี (Good Governance) การสร้างจริยธรรมในการดำเนินธุรกิจ และการสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างภาคธุรกิจกับนักลงทุน เพื่อขับเคลื่อนให้เศรษฐกิจไทยเดินหน้าต่อไปได้ ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะบรรลุผลได้ ย่อมต้องพึ่งพาความสามารถของภาคเอกชนในการบริหารธุรกิจให้ประสบความสำเร็จเป็นสำคัญ
หุ้นไทยอยู่บนดอยหรือยืนบนปากเหว?
มีนักลงทุนรายย่อยหลายท่านมักเปรยว่า หุ้นของตัวเองกำลัง "ติดดอย" ซึ่งหมายถึงการซื้อหุ้นในราคาที่สูงกว่าราคาปัจจุบัน โดยมีความหวังว่าวันหนึ่งจะสามารถ "ลงดอย" หรือราคาหุ้นจะกลับขึ้นมาเท่าทุน ซึ่งในความเป็นจริง แนวคิดนี้อาจสวนทางกับหลักการลดลงของมูลค่าเงินตามเวลา (Time Value of Money) หากราคาหุ้นนั้นติดดอยแช่นิ่งอยู่นานหลายปี
คำถามสำคัญที่ต้องนำมาวิเคราะห์คือ ราคานี้เป็นเพียง "ดอย" หรือกำลังเป็น "ปากเหว" โดยเราสามารถแบ่งวิธีพิจารณาออกเป็นสองรูปแบบ ดังนี้:
- หากเป็น "ดอย": หมายความว่าราคาหุ้นนั้นตกลงมาต่ำกว่าทุนในระยะสั้น จากการปรับฐานของตลาด (Market Correction) แต่ตัวบริษัทเองยังมีมูลค่าพื้นฐานที่ดี และมีแผนธุรกิจในอนาคตที่พร้อมจะรองรับการเจริญเติบโต ซึ่งจะทำให้มูลค่าของบริษัทเพิ่มขึ้นได้ในระยะยาว
- หากเป็น "เหว": หมายถึงบริษัทนั้นไม่มีทีท่าว่าจะสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มจากการดำเนินธุรกิจตามกลยุทธ์หรือแผนงานได้เลย และไม่มีผลประกอบการในอนาคตที่จะแสดงให้เห็นถึงทิศทางที่เติบโตได้
นักลงทุนไทยอาจใช้หลักการวิเคราะห์ง่าย ๆ เช่น การตรวจสอบผลประกอบการ การพิจารณาประเภทธุรกิจ และการทำการบ้านศึกษาบริษัทให้ดีก่อนการลงทุน เพื่อค้นหาราคาและโอกาสที่เหมาะสม สิ่งเหล่านี้จะช่วยลดความเสี่ยงจากการ "ตกเหว" ของหุ้นได้
การฟังเรื่องเล่าผ่านสื่อหรือคำแนะนำจากเพื่อนเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ แต่ต้องใช้เวลาในการวิเคราะห์และดูปัจจัยพื้นฐานของธุรกิจนั้น ๆ การแนะนำการลงทุนต่าง ๆ ล้วนเป็นมุมมอง (POV) ของแต่ละบุคคล หลายคนที่อ้างตัวเป็นนักวิเคราะห์หุ้นอาจไม่ได้ผ่านการอบรมด้านธรรมาภิบาลในการให้คำแนะนำ ซึ่งสุ่มเสี่ยงที่จะพานักลงทุนลงเหว หรือกลายเป็น "แมงเม่า" ได้ ทาง ก.ล.ต. เองก็พยายามเข้ามาช่วยตรวจสอบและดูแลกลุ่ม Finfluencer เพื่อไม่ให้นักลงทุนเกิดความสับสน หรือแห่ซื้อหุ้นตามกระแส แต่ส่งเสริมให้มีมาตรฐานการลงทุนที่มั่นคงและมีหลักการ
รัฐต้องเร่งพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ก่อนเข้าสู่สภาวะล้มละลาย
ปัญหาระดับมหภาคที่จะกระทบต่อภาคธุรกิจในประเทศไทยมากที่สุดคือ "ทุนมนุษย์" (Human Capital) ในทางเศรษฐศาสตร์ ทรัพยากรมนุษย์คือหนึ่งในทรัพยากรที่ขาดแคลนและต้องแย่งชิงกัน นอกเหนือไปจากที่ดิน แร่ธาตุ และอาหาร
ประเทศไทยกำลังเผชิญภาวะกลับตาลปัตร จากเดิมที่เป็นประเทศที่มีแรงงานฝีมือระดับต้น ๆ และกำลังจะก้าวไปสู่กลุ่มชนชั้นกลางผ่านการเปลี่ยนผ่านทางอุตสาหกรรม แต่ปัจจุบันกลับกลายมาเป็นประเทศที่กำลังก้าวเข้าสู่ "สังคมสูงวัย" และมีอัตราการเกิดลดลงต่ำที่สุดในภูมิภาค นี่คือสัญญาณเตือนภัยขั้นวิกฤต การที่ประเทศไทยขาดแรงงานรุ่นใหม่ ขาดทรัพยากรมนุษย์ที่จะนำพาอุตสาหกรรมและธุรกิจไปสู่ความเจริญเติบโต โดยประชากรที่เหลืออยู่ส่วนใหญ่ยังเป็นกลุ่มผู้มีรายได้น้อยหรือแรงงานทักษะต่ำ ย่อมส่งผลให้รัฐต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น ในขณะที่รายได้จากภาษีลดลงในทุกรูปแบบ และทำให้ภาคธุรกิจหดตัวลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
การที่อัตราการเติบโตของ GDP ลดลงอย่างต่อเนื่อง อาจเป็นสัญญาณเตือนที่รัฐบาลในอดีตมองไม่เห็นและไม่ได้เข้าแก้ไขอย่างทันท่วงที การสร้างสภาวะแวดล้อมที่เหมาะสมและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ถูกมองเป็นเรื่องรอง เพราะคนส่วนใหญ่คิดว่าการค้าเกิดจากการลงทุนของรัฐ การใช้งบประมาณ การสร้างแบรนดิ่ง และการทำตลาด แต่กลับลืมพื้นฐานสำคัญไปว่า "มนุษย์คือทรัพยากรที่สำคัญที่สุดของประเทศ"
กระบวนการสร้างมูลค่าของทรัพยากรมนุษย์ต้องประกอบด้วย: การสร้างสถาบันครอบครัว การวางระบบสาธารณสุข การจัดการศึกษา การสร้างงาน และหมุนเวียนเป็นวัฏจักร โดยมีเป้าหมายคือการไต่บันไดทางเศรษฐกิจให้สูงขึ้นในทุก ๆ รอบที่วงจรนี้ดำเนินไป
ภาคบริษัทและตลาดหลักทรัพย์ต้องพึ่งพาวงจรนี้มากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นภาคอุตสาหกรรมหรือภาคบริการ ต่างต้องการทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณภาพและได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เกิดการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและการขยายตัวของเงินลงทุน แต่เมื่อวงจรนี้ติดขัด ก็ไม่ต่างอะไรกับภาวะขาดทุน บริษัทไม่สามารถหารายได้มาชดเชยรายจ่ายได้ ซึ่งจะสะท้อนออกมาในผลประกอบการและอนาคตของธุรกิจ หากธุรกิจไม่มีอนาคต มูลค่าของบริษัทก็จะดิ่งฮวบแบบ "ลงเหว" ไม่ใช่แค่การ "ติดดอย" เพื่อรอวันกลับมา
วิกฤตที่รู้แต่มองไม่เห็น
คนส่วนใหญ่มักมองการพัฒนาเศรษฐกิจผ่านนโยบายทางเศรษฐกิจและการเมือง แต่มักมองข้าม นโยบายทางสังคมและการดูแลประชาชน ในฐานะทรัพยากรมนุษย์ที่ต้องการมากกว่าแค่การลด แลก แจก แถม สิ่งเหล่านั้นมักเป็น Soft Policy หรือการออกแบบระบบนิเวศ (Ecosystem) เชิงโครงสร้าง
ในทางกลับกัน ระบบการเมืองมักให้ความสำคัญกับ Hard Policy ซึ่งมุ่งเน้นไปที่การก่อสร้าง สิ่งปลูกสร้าง โครงสร้างพื้นฐาน และการใช้งบประมาณในการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น การมองข้าม Soft Policy นี่เองที่เป็นจุดเริ่มต้นของวิกฤตทุนมนุษย์ ภาพจำและความเข้าใจของคนส่วนใหญ่ที่มีต่อกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เป็นอย่างไร ย่อมสะท้อนถึงการด้อยค่าของการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในประเทศไทยได้เป็นอย่างดี
ตัวอย่างของ Soft Policy ที่เห็นผลในเชิงโครงสร้างอย่างยั่งยืน เช่น:
- การพัฒนาสถาบันครอบครัว
- การออกแบบเมืองที่ปลอดภัยและเหมาะสมกับเด็ก
- การลดพื้นที่ชุมชนแออัด
- การพัฒนาสภาวะจิตใจและสุขภาพจิต (Mental Health)
- การส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) ในทุกระดับ
- การสร้างเป้าหมาย (Purpose) และการให้คุณค่าในความเป็นมนุษย์
หากสิ่งเหล่านี้ได้รับการพัฒนาควบคู่ไปกับมิติทางเศรษฐกิจ มูลค่ารวมของประเทศไทยย่อมจะสูงขึ้นอย่างแน่นอน
ปัจจุบัน บริษัทเอกชนยักษ์ใหญ่ต่างเริ่มเห็นความสำคัญของการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ที่เหลืออยู่ การปรับโครงสร้างองค์กรให้มีตำแหน่ง Chief People Officer (CPO) เป็นเครื่องยืนยันอย่างดีว่าภาคธุรกิจเริ่มตระหนักถึงคุณค่าของทุนมนุษย์แล้ว
ในทางกลับกัน การเสนอนโยบายที่ส่งผลย้อนศร (Counter-productive) อย่างข้อเสนอการสร้างรัฐสวัสดิการแบบสังคมนิยมสุดขั้ว ก็มีส่วนทำให้การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ลดลง เพราะมันอาจลดทอนเป้าหมาย (Purpose) ของปัจเจกบุคคล จากการเป็น "ผู้สร้างประโยชน์" (Contributor) ไปเป็นเพียง "ผู้รับประโยชน์" (Receiver) ซึ่งมีบทเรียนในประวัติศาสตร์พิสูจน์แล้วว่าล้มเหลว ส่วนประเทศรัฐสวัสดิการที่ประสบความสำเร็จอย่างในทวีปยุโรปนั้น มีกระบวนการทางความคิดที่ต่างออกไป โดยเขาตั้งอยู่บนมุมมองของการตอบแทนผลประโยชน์ที่ได้จากมูลค่าที่สูงขึ้นของทรัพยากรมนุษย์ นั่นก็คือการได้รับสวัสดิการที่ดีทดแทนจากการที่พวกเขาจ่ายภาษีให้แก่รัฐในอัตราที่สูงมากนั่นเอง
ประเทศไทยติดดอยหรืออยู่บนปากเหว?
สุดท้ายนี้ เราต้องกลับมาทบทวนและสะท้อนความจริงว่า ประเทศไทยจะเดินหน้าต่อไปได้ ต้องพึ่งพาการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืน ไม่ต่างจากบริษัทที่ต้องมีแผนกลยุทธ์ที่ชัดเจนเพื่อทำให้ผู้คนมองเห็นอนาคต
การที่นโยบายรัฐและการต่อสู้ทางการเมืองมุ่งเน้นแต่เพียง Hard Policy กำลังนำไปสู่ความผิดพลาดครั้งใหญ่หลวง เป็นการเดินเกมกลยุทธ์ประเทศที่ผิดฝาผิดตัว ยุทธศาสตร์ที่วางไว้ไม่มีวันประสบความสำเร็จได้หากประเทศขาดแคลนทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณภาพ
ประเทศไทยที่เคยมีมูลค่าสูงในสายตานักลงทุน ประเทศคู่ค้า และคู่แข่งทั่วโลก กำลังเผชิญภาวะมูลค่าลดลง ราคาที่โลกเคยให้เราไว้ในอดีตนั้นสูงกว่าราคาในปัจจุบัน แต่ท้ายที่สุดแล้ว ราคาในตอนนี้จะเป็นเพียง "ราคาที่ติดดอย" รอวันฟื้น หรือเป็น "ราคาที่ปากเหว" พร้อมดิ่งลงลึก คำตอบย่อมขึ้นอยู่กับการเร่งปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ และการเร่งแก้ไขการดำเนินงานเพื่อเรียกคืนความเชื่อมั่นในตลาดให้กลับมาเร็วที่สุด.







