
เมื่อกวางสีก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางการเชื่อมโยงจีน-อาเซียน (1)
เมื่อกวางสีก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลาง การเชื่อมโยงจีน-อาเซียน (1) : คอลัมน์มังกรกระพือปีก โดย...ดร.ไพจิตร วิบูลย์ธนสาร รองประธานและเลขาธิการหอการค้าไทยในจีน หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 4131
KEY
POINTS
- มณฑลกวางสีมีที่ตั้งทางภูมิศาสตร์เป็นประตูเชื่อมจีนสู่อาเซียน โดยเป็นมณฑลเดียวทางตะวันตกของจีน ที่มีทางออกสู่ทะเลและมีพรมแดนติดกับเวียดนาม
- รัฐบาลจีนกำหนดให้กวางสีเป็น "หัวสะพาน" ในการเชื่อมโยงกับอาเซียน ผ่านการพัฒนาเมืองหลวงหนานหนิง และการสร้างคลอง "ผิงลู่" เพื่อเป็นเส้นทางการค้าใหม่
- กวางสีมีความเชื่อมโยงกับอาเซียนทั้งในมิติเศรษฐกิจและวัฒนธรรม โดยเป็นศูนย์กลางผลไม้เมืองร้อนของจีน และมีกลุ่มชาติพันธุ์จ้วงที่มีภาษาและวัฒนธรรมใกล้เคียงกับไทย
หากพูดถึงมณฑลกวางสี ผมเชื่อว่า ท่านผู้อ่านจำนวนมากอาจไม่รู้จักหรือมีโอกาสไปเยือนมาก่อน ขณะที่ผู้ส่งออกบางส่วนอาจได้ยินหรือได้มีโอกาสไปร่วมงานแสดงสินค้าใหญ่ อย่าง China-ASEAN Expo ที่จัดขึ้นมาอย่างต่อเนื่องในช่วงกว่า 20 ปีที่ผ่านมา วันนี้ผมเลยอยากพาไปส่องกวางสี ที่กำลังก้าวขึ้นเป็นอีกหนึ่งในศูนย์กลางการเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจระหว่างจีนและอาเซียนอย่างแท้จริงกันครับ ...
“กวางสี” มีชื่ออย่างเป็นทางการว่า “เขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง” (Guangxi Zhuang Autonomous Region) นับเป็น 1 ใน 5 เขตปกครองตนเองของจีน ที่มีฐานะเทียบเท่า “มณฑล” นับแต่ปี 1958 และราว 8 ปีหลังเปิดประเทศสู่ภายนอก สถานะของกวางสีก็ปรากฏในเวทีระหว่างประเทศ และเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวางในเวลาต่อมา
กวางสีเป็นมณฑลที่มีเสน่ห์เฉพาะตัว ทั้งในมิติภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และยุทธศาสตร์ความร่วมมือทางเศรษฐกิจร่วมสมัย
ในเชิงภูมิศาสตร์ กวางสีมีขนาดพื้นที่ราว 237,000 ตารางกิโลเมตร ใหญ่เป็นอันดับที่ 9 ของจีน โดยคิดเป็นราว 2.5% ของพื้นที่ทั้งประเทศ หรือ เกือบครึ่งหนึ่งของประเทศไทย กวางสีตั้งอยู่เกือบปลายสุดด้านซีกตะวันออกเฉียงใต้ของจีน มีหลายมณฑลรายรอบไล่จากด้านซ้ายตามเข็มนาฬิกาที่ติดกับมณฑลยูนนาน กุ้ยโจว หูหนาน และกวางตุ้ง ทางด้านขวา
“กว่าง” (Guang) แปลว่า กว้างใหญ่ และ “ซี” (Xi) แปลว่า ทิศตะวันตก ซึ่งมีความหมายรวมว่า “ดินแดนกว้างใหญ่ด้านซีกตะวันตก” ที่เป็นเสมือน “คู่จิ้น” กับ “กวางตุ้ง (Guangdong) ที่แปลว่า “ดินแดนกว้างใหญ่ทางซีกตะวันออก” ทำให้คนจีนมักเรียก 2 มณฑลนี้โดยรวม ว่า “เหลียงกว่าง” (Liangguang) การเติบใหญ่ของกวางสีในช่วงหลายปีหลัง ทำให้ 2 มณฑลดังกล่าว กลายเป็นแกนหลักทางเศรษฐกิจและสังคมอันทรงพลังของ “พื้นที่ทางตอนใต้” ของจีนในยุคใหม่
ขณะเดียวกัน กวางสียังติดกับเวียดนามทางตอนใต้ โดยมีพรมแดนทางบกกับเวียดนาม ยาวกว่า 1,000 กิโลเมตร และอ่าวตั๋งเกี๋ยที่จีนเรียกว่า “อ่าวเป่ยปู้ (Beibu Gulf) ที่มีแนวชายฝั่งทะเลอีกเกือบ 1,600 กิโลเมตร ซึ่งทำให้กวางสีเป็นแหล่งผลิตสัตว์น้ำที่สำคัญของจีนเช่นกัน
อันที่จริง ในอดีต กวางสีไม่มีดินแดนติดทะเล แต่รัฐบาลกลางของจีนได้เห็นชอบกับการจัดแบ่งพื้นที่บางส่วนของกวางตุ้งให้แก่กวางสี อาทิ ชินโจว (Qinzhou) ฟางเฉิงกั่ง (Fangchenggang) และ เป๋ยไห่ (Beihai) ทำให้กวางสีเป็น “เขตปกครองตนเอง” เดียวของจีนที่ติดทะเล
เท่านั้นไม่พอ กวางสียังเดินหน้าโครงการขุดคลอง “ผิงลู่” (Ping Lu) เชื่อมพื้นที่ตอนในออกสู่ทะเล กลายเป็นเส้นทางการค้าใหม่ ทำให้โครงการนี้กำลังจะกลายเป็น “จิ๊กซอว์” ตัวใหม่ที่สำคัญสำหรับการขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างจีนตอนใต้-อาเซียน ในอนาคตอันใกล้ ยังไงผมจะขอพาท่านผู้อ่านไปส่องโครงการนี้ในรายละเอียดต่อไปครับ
กลับมาทำความรู้จักกับกวางสีกันต่อดีกว่า กวางสีมี “หนานหนิง” (Nanning) เป็นเมืองหลวง ตั้งอยู่ในพื้นที่ตอนกลางค่อนลงมาทางตอนใต้ของเขตอาณา และด้วยนโยบายสนับสนุนของรัฐบาลจีน ที่กำหนดให้กวางสีเป็น “หัวสะพาน” ในการเชื่อมโยงกับอาเซียน ทำให้กวางสีได้รับการ “ยกเครื่อง” มาอย่างต่อเนื่อง
บริเวณใจกลางเมืองหนานหนิงถูกออกแบบผังเมืองเป็นอย่างดี จนทำให้คนในพื้นที่และผู้มาเยือนเมืองแห่งนี้ ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า หนานหนิงในโฉมใหม่ดูโอ่โถง เป็นระเบียบ และร่มรื่น และกำลังก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจและการค้าระหว่างประเทศในภูมิภาคอย่างแท้จริงในปัจจุบัน
ข้อมูลล่าสุดระบุว่า ด้วยความอุดมสมบูรณ์ สภาพอากาศที่เอื้ออำนวย การไม่มีอุตสาหรรมหนักในพื้นที่ และการมีประสิทธิภาพการใช้พลังงานอันดับต้นๆ ของจีน รวมทั้งนโยบายสนับสนุน “พื้นที่สีเขียว” ของภาครัฐที่นำไปสู่การปลูกต้นไม้ใหญ่และพันธุ์ไม้หายากจำนวนหลายสิบล้านต้น พร้อมการจัดสวนหย่อมที่กระจายตัวทั่วพื้นที่ ทำให้หนานหนิงได้รับฉายานามว่า “เมืองสีเขียว” (Green City)
ปัจจุบัน กวางสีมีประชากรกว่า 50 ล้านคน โดยราว 8.5 ล้านคน หรือ 17% ของทั้งหมด อาศัยอยู่ในหนานหนิง ประการสำคัญ กวางสียังเป็นมณฑลเดียวของจีน ที่มีผู้อยู่อาศัยจากทุกกลุ่มชาติพันธุ์ (Ethnic Group) ของจีน (รวม 56 ชาติพันธุ์)
และมีสัดส่วนประชากรกลุ่มชาติพันธุ์มากที่สุดในจีน โดยมี “ชาวจ้วง” (Zhuang) มากที่สุดรวมกว่า 16 ล้านคน คิดเป็นกว่า 30% ของจำนวนประชากรทั้งหมด ซึ่งส่วนใหญ่อาศัยในพื้นที่ตอนกลางและซีกตะวันตกของมณฑล
ภาษาและวัฒนธรรมของชาวจ้วง มีความสัมพันธ์กับภาษาไทย ทำให้มีคำศัพท์ พ้องเสียง และประเพณีหลายอย่างที่คล้ายคลึงกัน จึงไม่น่าแปลกใจที่เราเห็นคนจีนที่ทำงานในวงการธุรกิจไทย-จีน อาทิ มักคุเทศน์ และ ล่าม เป็นคนที่มีพื้นเพจากกวางสี
กวางสีมีสภาพอากาศแบบกึ่งร้อนชื้นคล้ายบ้านเรา มีอุณหภูมิเฉลี่ยทั้งปีที่ 17.5-23.5 องศาเซลเซียส แต่ฤดูร้อนก็ร้อนชื้นกว่าบ้านเราเสียอีก จนมีปรากฏการณ์ที่เรียกว่า “กำแพงร้องไห้” ที่ผนังอาคารมีไอน้ำเกาะและไหลเป็นทางลงมา
พื้นที่นี้มีปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยมากกว่า 1,670 มิลลิเมตรต่อปี สูงกว่า ไทยถึงราว 100 มิลลิเมตรต่อปี กวางสีมี “ฝนชุก” ในฤดูมรสุมที่นำไปสู่สายน้ำและพื้นที่สีเขียว กอปรกับการมีภูมิประเทศที่เต็มไปด้วยภูเขาหินปูน ทำให้เกิดเป็นวิวทิวทัศน์สไตล์ “คาร์สต์” (Karst) ริมสายน้ำที่งดงามและแปลกตายิ่ง จนกลายเป็น “จุดหมายปลายทาง” ด้านการท่องเที่ยวชื่อดังของจีน ถึงขนาดนำไปเป็นภาพด้านหลังธนบัตร 20 หยวนของจีนเลยทีเดียว ไว้มีโอกาสผมจะพาท่านผู้อ่านไปส่องในตอนต่อๆ ไปครับ
ในมิติเชิงเศรษฐกิจ ด้วยสภาพภูมิประเทศและสภาพอากาศที่เอื้ออำนวย ทำให้กวางสีเป็นแหล่งเพาะปลูกสินค้าเกษตรหลายประเภท อาทิ ข้าว ข้าวโพด มันเทศ ถั่วลิสง และ ยาสูบ รวมทั้งโป๊ยกั๊ก อบเชย และ หล่อฮังก้วย ที่มีสัดส่วนผลผลิตสูงถึงราว 80-90% ของโลก ทำให้ผลผลิตเหล่านี้เป็นของฝากยอดนิยมที่ผู้คนที่ไปเยือนกวางสีมักซื้อติดไม้ติดมือกลับบ้าน
กวางสียังเป็น “ศูนย์กลางผลไม้เมืองร้อนของจีน” โดยสามารถผลิตผลไม้ได้มากที่สุดอันดับต้นๆ ของจีนอย่างต่อเนื่อง อาทิ ส้ม ส้มจี๊ด ลิ้นจี่ ลำไย มะม่วง แก้วมังกร และ เสาวรส สมัยที่ผมทำงานประจำอยู่ในจีน เวลาลูกน้องของผมกลับไปเยี่ยมบ้านที่กวางสี พวกเราก็มักจะตั้งหน้าตั้งตารอ เพราะเธอมักจะกลับมาพร้อมกับผลไม้รสดีหลากชนิดจากสวนของครอบครัว
กวางสียังมีจุดเด่นในอีกหลายด้าน ยังไงไปคุยกันต่อตอนหน้าครับ ...
คอลัมน์มังกรกระพือปีก โดย...ดร.ไพจิตร วิบูลย์ธนสาร รองประธานและเลขาธิการหอการค้าไทยในจีน หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 4131







