
เปิด 3 ฉากทัศน์ 28 ก.ย. ชี้ชะตาคดีบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง
เปิด 3 ฉากทัศน์ 28 ก.ย. ชี้ชะตาคดีบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง : รายงานพิเศษ โดย...ทีมข่าวการเมือง หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 4238
KEY
POINTS
- ศาลรัฐธรรมนูญนัดอ่านคำวินิจฉัยคดีบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ งในวันที่ 28 ก.ย. ว่าขัดต่อหลักการลงคะแนนโดยลับตามรัฐธรรมนูญหรือไม่
- มีการคาดการณ์คำตัดสินเป็น 3 แนวทาง ตั้งแต่ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ ไปจนถึงพบปัญหาบางส่วนแต่ไม่ล้มการเลือกตั้ง
- ฉากทัศน์ที่ส่งผลกระทบสูงสุด คือ หากศาลวินิจฉัยว่า การเลือกตั้งเป็นโมฆะ จะทำให้ สส. และ รัฐบาล พ้นสภาไป ต้องมีการเลือกตั้งใหม่
วันจันทร์ที่ 28 กันยายน 2569 เป็นอีกหนึ่งวันสำคัญของการเมืองไทย เมื่อ “ศาลรัฐธรรมนูญ” นัดแถลงด้วยวาจา ปรึกษาหารือ และลงมติในคดี “บาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง” ในช่วงเช้า ก่อนออกนั่งอ่านคำวินิจฉัย ในเวลา 14.00 น.
คดีนี้มีจุดตั้งต้นจากข้อร้องเรียนของประชาชนเกี่ยวกับการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) เป็นการทั่วไป เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งบัตรเลือกตั้งที่ใช้มีการพิมพ์รหัสแท่ง หรือ บาร์โค้ด และ รหัส คิวอาร์โค้ด จนเกิดคำถามว่า เทคโนโลยีดังกล่าวสามารถเชื่อมโยงกลับไปยังตัวผู้ใช้สิทธิและผลการลงคะแนนได้หรือไม่ และหากสามารถทำได้ จะทำให้การออกเสียงลงคะแนนไม่เป็น “ความลับ” ตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดหรือไม่
และหากท้ายที่สุดศาลเห็นว่า มีปัญหาถึงขั้นกระทบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของการเลือกตั้งทั้งระบบ ผลสะเทือนก็อาจขยายจาก “บัตรเลือกตั้ง” ไปถึงสถานะของ สส. การจัดตั้งรัฐบาล และ เสถียรภาพของฝ่ายบริหารในปัจจุบัน
8 ก.พ.69 จุดเริ่มต้นของเรื่อง
การเลือกตั้ง สส. เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 หลังวันเลือกตั้งไม่นาน ประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมาคือ การปรากฏของ บาร์โค้ด และ คิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง โดยผู้ร้องตั้งข้อสังเกตว่า รหัสดังกล่าวอาจทำให้สามารถตรวจสอบย้อนกลับไปยังบัตร ต้นขั้ว หรือ ลำดับของผู้ใช้สิทธิ และอาจนำไปสู่การรู้ว่าผู้มีสิทธิเลือกตั้งแต่ละคนลงคะแนนให้ใคร
มาตรา 85 ของรัฐธรรมนูญกำหนดหลักว่า การเลือกตั้ง สส.แบบแบ่งเขต ต้องใช้วิธีออกเสียงลงคะแนนโดยตรงและ “ลับ” ขณะที่ผู้ร้องเห็นว่า การออกแบบบัตรและระบบที่เกี่ยวข้อง อาจเปิดช่องให้สามารถเชื่อมโยงตัวบุคคลกับบัตรที่ใช้ลงคะแนนได้
ด้าน กกต.ชี้แจงมาโดยตลอดว่า บาร์โค้ดเป็นมาตรการด้านความปลอดภัยและการควบคุมบัตรเลือกตั้ง การจะตรวจสอบว่าใครลงคะแนนให้ใคร ไม่สามารถทำได้ เพราะต้นขั้วบัตรและบัตรที่ลงคะแนนแล้ว มีการจัดเก็บแยกกันและมีมาตรการรักษาความปลอดภัย
ประชาชนแห่ร้องผู้ตรวจการแผ่นดิน
ในช่วงแรกหลังการเลือกตั้ง มีประชาชนหลายรายยื่นเรื่องต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน เพื่อขอให้ตรวจสอบการจัดทำบัตรเลือกตั้ง
เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2569 มีรายงานว่า มีคำร้องเกี่ยวกับการจัดการเลือกตั้งรวม 12 คำร้องในชั้นผู้ตรวจการแผ่นดิน โดยในกลุ่มที่ขอให้พิจารณาประเด็นบาร์โค้ด มีอย่างน้อย 3 คำร้องที่สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินส่งหนังสือไปยัง กกต.เพื่อขอคำชี้แจง ได้แก่ นายภัทรพงศ์ ศุภักษร หรือ “ทนายอั๋น บุรีรัมย์” นายทันกวินท์ รัฐวัฒก์อังกูร นักธุรกิจและนักวิชาการอิสระ และ ตัวแทนประชาชนที่ขอสงวนชื่อ
ในวันเดียวกัน นายศรีสุวรรณ จรรยา ก็เข้ายื่นเรื่องต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน ขอให้พิจารณาส่งเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญและศาลปกครอง
ต่อมาวันที่ 16 กุมภาพันธ์ ผู้ตรวจการแผ่นดินมีหนังสือถึง กกต. ขอให้ชี้แจงกรณีการพิมพ์บาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งภายใน 7 วัน เพื่อประกอบการพิจารณาว่าประเด็นดังกล่าวมีปัญหาตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายเลือกตั้งหรือไม่
อีกด้านหนึ่ง นายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ ก็ยื่นเรื่องต่อผู้ตรวจการแผ่นดินเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ โดยเสนอประเด็นว่า การจัดการเลือกตั้งที่ใช้บัตรซึ่งมีรหัสที่สามารถเชื่อมโยงกลับไปยังผู้ใช้สิทธิ อาจกระทบหลักการลงคะแนนโดยลับ และขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณา
21 คำร้องสู่มติผู้ตรวจการแผ่นดิน
จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อ “ผู้ตรวจการแผ่นดิน” นำข้อเท็จจริงและคำชี้แจงที่ได้รับมาพิจารณา
วันที่ 10 มีนาคม 2569 ผู้ตรวจการแผ่นดินปรึกษาหารือและเห็นว่าประเด็นเรื่องบัตรเลือกตั้ง มีน้ำหนักเพียงพอที่จะส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย โดยเห็นว่า มีข้อสงสัยว่ารหัสดังกล่าวสามารถเชื่อมโยง หรือสืบค้นย้อนกลับไปถึงผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งได้หรือไม่ และจะกระทบหลักการลงคะแนนโดยลับหรือไม่
จากนั้นวันที่ 13 มีนาคม ผู้ตรวจการแผ่นดินมีมติให้ยื่นคำร้องพร้อมความเห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 213
ในชั้นผู้ตรวจการแผ่นดินระบุว่า มีประชาชนร้องเรียนจำนวน 21 คำร้อง ในประเด็นดังกล่าว โดยผู้ตรวจการแผ่นดินเห็นว่า การดำเนินการของ กกต. เลขาธิการ กกต. และสำนักงาน กกต. ในการกำหนดรูปแบบและจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้ง อาจมีปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะมาตรา 83 และมาตรา 85
ศาลรธน. 6 ต่อ 3 รับคำร้อง
วันที่ 18 มีนาคม 2569 ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเสียงข้างมาก 6 ต่อ 3 รับคำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัย
ศาลเห็นว่าข้อเท็จจริงที่ถูกร้องเกี่ยวข้องกับการจัดการเลือกตั้ง สส.ทั่วประเทศ มิใช่ปัญหาเฉพาะเขตเลือกตั้งหรือบุคคลใดบุคคลหนึ่ง และเป็นปัญหาเกี่ยวกับความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ของการดำเนินการจัดการเลือกตั้งของ กกต.
หลังรับคดี ศาลรัฐธรรมนูญดำเนินกระบวนการไต่สวนและรวบรวมพยานหลักฐานอย่างต่อเนื่อง
วันที่ 26 สิงหาคม ศาลรัฐธรรมนูญไต่สวนพยานจำนวน 5 ปาก ได้แก่นายแสวง บุญมี เลขาฯ กกต., นางนิตรีญา รัตนทัศนีย์ , นายวรพงศ์ อนันต์เจริญกิจ, นายภาคภูมิ ภูอุดม และ นางกัญญาณัฐ พิกุลทอง
เดินเผชิญสืบบัตรเลือกตั้ง
หนึ่งวันหลังการไต่สวน ศาลรัฐธรรมนูญมอบหมายให้ นายวิรุฬห์ แสงเทียน และ นายนภดล เทพพิทักษ์ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ พร้อมเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบสำนวน เดินทางไปตรวจสอบพยานหลักฐานนอกที่ทำการศาล
สิ่งที่ตรวจสอบประกอบด้วย บัตรเลือกตั้ง ต้นขั้วบัตร บัตรเลือกตั้งที่เหลือ บัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง และวัสดุอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งทั่วไป เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร
28 ก.ย.วันชี้ชะตา
เมื่อกระบวนการไต่สวนเสร็จสิ้น ศาลรัฐธรรมนูญกำหนดวันจันทร์ที่ 28 กันยายน 2569 เป็นวันสำคัญของคดี เวลา 09.30 น. ศาลจะแถลงด้วยวาจา ปรึกษาหารือ และลงมติ จากนั้นเวลา 14.00 น. ศาลจะออกนั่งอ่านคำวินิจฉัย
การอ่านคำวินิจฉัยจะมีการถ่ายทอดสดทั้งภาพและเสียง โดยศาลอนุญาตให้เฉพาะคู่กรณีและบุคคลที่ศาลเห็นสมควรเข้าร่วมรับฟังภายในห้องพิจารณา
คาด 3 ฉากทัศน์ศาลวินิจฉัย
สำหรับแนวโน้มคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ อาจคาดการณ์แนวคำวินิจฉัยได้อย่างน้อย 3 แนวทาง ดังนี้
ฉากทัศน์ที่ 1 : ศาลเห็นว่าไม่ขัดรัฐธรรมนูญ
หากศาลเห็นว่า บาร์โค้ด และ คิวอาร์โค้ด ที่ใช้บนบัตรเลือกตั้ง สส. ไม่ได้ทำให้สามารถเชื่อมโยงตัวผู้ใช้สิทธิกับผลการลงคะแนนได้ หรือมาตรการและระบบรักษาความปลอดภัย ทำให้การออกเสียงยังคงเป็นความลับ คดีก็จะจบลงโดยไม่มีผลให้การเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ต้องถูกล้มทั้งกระบวนการ
ในทางการเมือง ผลที่เกิดขึ้นคือ สถานะของ สส.ที่มาจากการเลือกตั้งครั้งดังกล่าวไม่ได้ถูกกระทบจากคดีนี้ และรัฐบาลที่จัดตั้งขึ้นจากเสียงของสภาก็สามารถเดินหน้าบริหารประเทศต่อไปได้
ฉากทัศน์ที่ 2 : ศาลพบปัญหาแต่ไม่ล้มการเลือกตั้งทั้งประเทศ
แนวทางนี้ ศาลอาจวินิจฉัยว่า การออกแบบหรือกระบวนการบางส่วนมีปัญหาทางกฎหมายหรือรัฐธรรมนูญ แต่ผลของปัญหานั้นไม่ถึงขั้นทำให้การเลือกตั้งทั้งประเทศต้องตกเป็นโมฆะ
หากคำวินิจฉัยอยู่ในลักษณะนี้ ผลทางการเมืองอาจไม่ใช่การ “เซ็ตซีโร่” สภาทั้งหมด แต่จะต้องดูว่าศาลกำหนดผลทางกฎหมาย หรือคำบังคับไว้อย่างไร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องดำเนินการแก้ไขในส่วนใด
ฉากทัศน์ที่ 3 : ศาลวินิจฉัยว่าการเลือกตั้งเป็นโมฆะ
นี่คือฉากทัศน์ที่มีเดิมพันทางการเมืองสูงที่สุด หากศาลวินิจฉัยว่า การเลือกตั้ง ไม่เป็นไปตามหลักการเลือกตั้ง “โดยลับ” จะส่งผลทำให้การเลือกตั้งไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ และมีผลกระทบตามมา คือ
1.สถานะของ สส.ทั้งสภา ต้องสิ้นสภาพลง
2.ต้องมีการเลือกตั้งใหม่
3.รัฐบาลปัจจุบันพ้นสภาพไปด้วย
ดังนั้น ในวันที่ 28 กันยายน สิ่งที่สังคมต้องจับตาไม่ใช่เพียงว่า “บาร์โค้ดผิดหรือไม่ผิด” แต่ต้องจับตาถึงผลต่อการเลือกตั้ง
การเมืองไทยจะเดินหน้าต่อไปตามเดิม หรือ จำเป็นต้องกลับไปเริ่มต้นกระบวนการเลือกตั้งกันใหม่ มารอลุ้นกัน...
รายงานพิเศษ โดย...ทีมข่าวการเมือง หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 4238







