thansettakij
thansettakij
เปิดประวัติ “ปิยะ รักสกุล” ว่าที่อธิบดีดีเอสไอ อนุคณะ 36 ยกฟ้องคดีฮั้ว สว.

เปิดประวัติ “ปิยะ รักสกุล” ว่าที่อธิบดีดีเอสไอ อนุคณะ 36 ยกฟ้องคดีฮั้ว สว.

22 ก.ย. 69 | 06:29 น.
อัปเดตล่าสุด :22 ก.ย. 69 | 06:40 น.

เปิดประวัติ “ปิยะ รักสกุล” ว่าที่อธิบดีดีเอสไอคนใหม่ อนุคณะ 36 ยกฟ้องคดีฮั้ว สว. : รายงานพิเศษ โดย...ทีมข่าวการเมือง ฐานเศรษฐกิจ

KEY

POINTS

  • คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบแต่งตั้ง ร.ต.อ.ปิยะ รักสกุล ให้ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) คนใหม่
  • ร.ต.อ.ปิยะ เป็นข้าราชการที่เติบโตมาจากดีเอสไอ เคยดำรงตำแหน่งสำคัญหลายตำแหน่งรวมถึงรองอธิบดี ก่อนจะย้ายไปเป็นอธิบดีกรมคุมประพฤติ
  • เคยเป็นหนึ่งในคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดฯ คณะที่ 36 และเป็นเสียงข้างมากที่ลงมติให้ยกคำร้องคดี “ฮั้ว สว.” ซึ่งมีผู้ถูกกล่าวหา 229 คน รวมถึงแกนนำพรรคภูมิใจไทย

วันที่ 22 กันยายน 2569 มีรายงาน ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่มีนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คมนาคม เป็นประธาน มีมติเห็นชอบแต่งตั้งข้าราชการระดับสูง แทนตำแหน่งที่ว่าง ตามที่กระทรวงยุติธรรม เสนอจำนวน 6 ราย ได้แก่

1.ร.ต.อ.ปิยะ รักสกุล เป็น อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ

2.พ.ต.ท.พงษ์ธร ธัญญสิริ เป็น อธิบดีกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน

3.นายโกมล พรมเฮ็ง เป็น ผู้ตรวจราชการกระทรวงยุติธรรม

4.นางธารินี แสงสว่าง เป็น ผู้ตรวจราชการกระทรวงยุติธรรม

5.พ.ต.ท.ประวุธ วงศ์สีนิล เป็นรองปลัดกระทรวงยุติธรรม

6.น.ส.นันทรัศมิ์ เทพดลไชย เป็น รองปลัดกระทรวงยุติธรรม

สำหรับ ร.ต.อ.ปิยะ เป็นหนึ่งในคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 โดยเป็นเสียงข้างมากที่ลงมติให้ยกคำร้องผู้เกี่ยวข้องในคดี “ฮั้ว สว.” ทั้งหมด 229 คน รวมถึงแกนนำพรรคภูมิใจไทย และเป็นคนที่ไปต้อนรับนายอนุทิน ถึงสนามบินบุรีรัมย์ เมื่อช่วง มี.ค. 2569 

ในส่วน พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีดีเอสไอ คนปัจจุบัน มีรายงานว่า จะมีการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งข้าราชการระดับ 11 หรือผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในคราวต่อไป

จากลูกหม้อ DSI สู่ผู้บริหารระดับสูง 

สำหรับ ร.ต.อ.ปิยะ รักสกุล เป็นข้าราชการสายกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมที่เติบโตขึ้นมาจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ DSI โดยผ่านงานด้านการสอบสวนคดีพิเศษ งานคดีการเงิน การธนาคารและการฟอกเงิน รวมถึงตำแหน่งบริหารระดับรองอธิบดี ก่อนขยับไปดำรงตำแหน่งระดับสูงในหน่วยงานอื่นของภาครัฐ

เส้นทางราชการน่าสนใจตรงที่ไม่ได้อยู่เฉพาะในสายงานสอบสวน แต่ยังผ่านงานบริหารในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ และล่าสุดดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมคุมประพฤติ ก่อนมีชื่อผงาดในตำแหน่งอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ 

การศึกษา: 

นิติศาสตรบัณฑิต (เกียรตินิยม) มหาวิทยาลัยศรีปทุม

ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขารัฐศาสตร์–บริหารงานยุติธรรม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

พื้นฐานการศึกษาทั้งด้านกฎหมายและรัฐศาสตร์–การบริหารงานยุติธรรมสอดคล้องกับเส้นทางการทำงาน ซึ่งอยู่ในสายกระบวนการยุติธรรมและการบริหารราชการมาโดยตลอด

เติบโตจากสายสอบสวนคดีพิเศษ 

ร.ต.อ.ปิยะ ถือเป็นข้าราชการที่มีเส้นทางผูกพันกับ DSI มาเป็นเวลานาน โดยข้อมูลที่มีการเผยแพร่ระบุว่า ในช่วง ปี 2552–2553 เขาดำรงตำแหน่ง พนักงานสอบสวนคดีพิเศษ 8 ก่อนขยับขึ้นสู่ตำแหน่งผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านคดีพิเศษ

ต่อมาในปี 2558 ได้ดำรงตำแหน่งระดับรองผู้บัญชาการในสำนักคดีคุ้มครองผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อมของ DSI ซึ่งเป็นช่วงที่เส้นทางราชการของเขาเริ่มเข้าสู่ตำแหน่งบริหารในกรมอย่างชัดเจน 

ในปี 2560 ขึ้นเป็น ผู้อำนวยการกองบริหารคดีพิเศษ ตำแหน่งดังกล่าวเกี่ยวข้องกับงานบริหารจัดการคดีพิเศษและภารกิจของพนักงานสอบสวนภายในกรม

จากนั้นในช่วงปี 2564–2565 ดำรงตำแหน่ง ผู้อำนวยการกองคดีการเงินการธนาคารและการฟอกเงิน ซึ่งเป็นสายงานสำคัญของ DSI ที่เกี่ยวข้องกับคดีอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ การเงิน การธนาคาร และการฟอกเงิน

เอกสารข่าวของ DSI เมื่อเดือนตุลาคม 2564 ระบุชื่อ ร.ต.อ.ปิยะในตำแหน่ง ผู้อำนวยการกองบริหารคดีพิเศษ ขณะเข้าร่วมภารกิจหารือระหว่าง DSI กับกรมศุลกากร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานร่วมกันระหว่างสองหน่วยงาน 

ขึ้นเป็นรองอธิบดี DSI

จุดสำคัญของเส้นทางราชการเกิดขึ้นในปี 2565 เมื่อ ร.ต.อ.ปิยะ ได้รับแต่งตั้งเป็น รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ

ในช่วงดำรงตำแหน่งรองอธิบดี มีบทบาททั้งด้านการบริหารงานภายในกรมและการประสานงานกับหน่วยงานอื่น

ตัวอย่างเช่น เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2567 ร.ต.อ.ปิยะ ในฐานะรองอธิบดี เป็นประธานการประชุมคณะทำงานกำหนดนโยบายเพื่อยกระดับและขับเคลื่อนภารกิจของกรมสอบสวนคดีพิเศษ คณะที่ 3 ซึ่งมีภารกิจด้านการบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานและภาคส่วนต่าง ๆ 

อีกภารกิจหนึ่งในเดือนมิถุนายน 2567 คือ การร่วมต้อนรับคณะนายทหารจากกรมสารบรรณทหารบก เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านระบบเทคโนโลยีสารสนเทศที่ใช้ในการปฏิบัติงานของ DSI 

ถือได้ว่า ช่วงที่เป็นรองอธิบดี เป็นช่วงที่ ร.ต.อ.ปิยะ อยู่ในระดับผู้บริหารหลักของ DSI และได้ทำงานครอบคลุมทั้งด้านคดี การบริหาร และการประสานความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน

ย้ายไป ศอ.บต.

วันที่ 17 พฤศจิกายน 2567 ร.ต.อ.ปิยะ ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่ง รองเลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.)

การย้ายครั้งนี้ถือเป็นการออกจากสายงาน DSI ไปทำงานด้านการบริหารราชการในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งเป็นภารกิจที่มีทั้งมิติด้านความมั่นคง การพัฒนา และการบริหารราชการในพื้นที่

กลับเข้ากรุงนั่งอธิบดีกรมคุมประพฤติ

ในปี 2568 ร.ต.อ.ปิยะย้ายกลับเข้าสู่กระทรวงยุติธรรม โดยคณะรัฐมนตรี มีมติเมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2568 อนุมัติการรับโอน ร.ต.อ.ปิยะ จากตำแหน่งรองเลขาธิการ ศอ.บต. และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง อธิบดีกรมคุมประพฤติ เพื่อทดแทนตำแหน่งที่ว่าง 

ต่อมาได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมคุมประพฤติ โดยมีผลตั้งแต่ 26 พฤศจิกายน 2568 

“ปิยะ”กับอนุฯคณะที่ 36 คดีฮั้ว สว.

ชื่อของ ร.ต.อ.ปิยะ กลายเป็นที่จับตาทางการเมืองอย่างมากในปี 2569 จากบทบาทใน คณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้ง คณะที่ 36

คณะดังกล่าวเกี่ยวข้องกับสำนวนการสอบสวนกรณีข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการทุจริต หรือการ ฮั้ว สว. โดยสำนวนที่เป็นข่าวเกี่ยวข้องกับผู้ถูกกล่าวหา 229 ราย แบ่งเป็นสมาชิกวุฒิสภา 138 คน และสมาชิกพรรคการเมืองรวมถึงเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง 91 คน 

มีรายงานข่าวว่า คณะอนุกรรมการฯ คณะที่ 36 มีมติ 5 ต่อ 2 ให้ยกคำร้องผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 229 ราย ซึ่งกลับความเห็นในสำนวนของอนุกรรมการชุด 26 โดย ร.ต.อ.ปิยะ อยู่ในฝั่งเสียงข้างมากที่ให้ยกคำร้อง

ปมนความสัมพันธ์กับฝ่ายการเมือง

อีกประเด็นที่ถูกนำเสนอในข่าวเกี่ยวกับ ร.ต.อ.ปิยะ คือ ภาพหรือรายงานเกี่ยวกับการไปต้อนรับ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและรมว.มหาดดไทย ที่สนามบินบุรีรัมย์

ประเด็นดังกล่าวถูกนำไปเชื่อมโยง กับข้อสังเกตทางการเมืองเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างข้าราชการรายนี้กับฝ่ายการเมือง...