
กมธ.จี้“สธ.-ตำรวจ”เร่งสอบพ่อแม่ทิพย์ พบเคสต้องสงสัยกว่า 1 หมื่นราย
กมธ.จี้กระทรวงสาธารณสุขและตำรวจเร่งตรวสอบ “พ่อแม่ทิพย์” พบเคสต้องสงสัยกว่า 1 หมื่นราย เสนอบังคับตรวจ DNA อุดช่องโหว่สวมสิทธิ์
KEY
POINTS
- กมธ.สาธารณสุขพบขบวนการแจ้งเกิดเท็จเพื่อสวมสิทธิ์สัญชาติไทย โดยกรมการปกครองตรวจสอบย้อนหลังพบกรณีต้องสงสัยกว่า 10,000 ราย และในพื้นที่ กทม. พบอีก 879 ราย
- เรียกร้องให้กระทรวงสาธารณสุข และ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ปรับการทำงานเป็นเชิงรุก เพื่อเร่งตรวจสอบสถานพยาบาลที่เกี่ยวข้องและขยายผลไปยังผู้ร่วมขบวนการ
- เสนอให้มีมาตรการบังคับตรวจ DNA ในกรณีที่มีความเสี่ยงสูงเพื่อพิสูจน์ความสัมพันธ์พ่อแม่ลูก ป้องกันปัญหาเด็กที่ได้สัญชาติโดยมิชอบจะบรรลุนิติภาวะในอนาคต
กมธ.สาธารณสุข เปิดผลตรวจสอบขบวนการแจ้งเกิดเท็จ “พ่อทิพย์–แม่ทิพย์” สวมสิทธิ์สัญชาติไทย พบกรมการปกครองเปิดแฟ้มย้อนหลังปี 2555–2569 มีเคสต้องสงสัยกว่า 10,000 ราย ขณะที่ กทม.ตรวจพบ 879 รายใน 29 เขต เพิกถอนสูติบัตรแล้ว 27 ราย จี้กระทรวงสาธารณสุขและตำรวจเร่งตรวจเชิงรุก พร้อมเสนอทำหลักเกณฑ์บังคับตรวจ DNA ในเคสเสี่ยง หวั่นปล่อยไว้อีก 5–6 ปี เด็กที่ได้สัญชาติจากกระบวนการมิชอบจะบรรลุนิติภาวะและถือครองทรัพย์สินได้
วันที่ 3 กันยายน 2569 นายสกลธี ภัททิยกุล ประธานกรรมาธิการ (กมธ.) การสาธารณสุข สภาผู้แทนราษฎร แถลงผลการประชุมติดตามความคืบหน้าการตรวจสอบขบวนการแจ้งเกิดเท็จเพื่อสวมสิทธิ์สัญชาติไทย หรือกรณี “พ่อทิพย์-แม่ทิพย์” ซึ่งถูกตั้งข้อสังเกตว่าอาจเกี่ยวข้องกับกลุ่มทุนต่างชาติ โดยคณะกรรมาธิการฯ ได้เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าชี้แจง ทั้งกรุงเทพมหานคร (กทม.) กรมการปกครอง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) และกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.)
การตรวจสอบครั้งนี้เริ่มเห็นภาพของปัญหาที่มีขนาดใหญ่กว่าที่คาด หลังกรมการปกครองรายงานข้อมูลการตรวจสอบย้อนหลังเป็นเวลานานกว่า 10 ปี พบรายชื่อที่เข้าข่ายต้องสงสัยในกรณี “พ่อเป็นคนไทย แม่เป็นคนต่างด้าว” มากกว่า 10,000 ราย ขณะที่ข้อมูลของ กทม. ซึ่งตรวจสอบเฉพาะพื้นที่กรุงเทพฯ ก็พบความผิดปกติจำนวนมากเช่นกัน
กทม.พบ 879 รายใน 29 เขต เพิกถอนแล้ว 27 สูติบัตร
นายสกลธี กล่าวว่า จากการที่ กทม.เข้าชี้แจงต่อ กมธ.ในการประชุมครั้งก่อน เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2569 มีข้อมูลการตรวจสอบย้อนหลังในช่วงปี 2560–2569 รวม 879 ราย ใน 29 เขต ซึ่งอยู่ในกลุ่มที่ต้องสงสัยและต้องตรวจสอบข้อเท็จจริง
จากจำนวนดังกล่าว เบื้องต้นพบว่าเ ป็นการแจ้งเกิดที่ไม่ถูกต้องและได้ดำเนินการ เพิกถอนสูติบัตรแล้ว 27 ราย ส่วนอีก 810 รายยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบ
ขั้นตอนต่อไปคือ การเรียกผู้ปกครองหรือบุคคลที่เกี่ยวข้องเข้ามาสอบถามข้อเท็จจริง รวมถึงตรวจสอบเอกสารและพยานหลักฐานประกอบ โดยบางกรณีอาจมีผู้เกี่ยวข้องให้การรับสารภาพ
ขณะเดียวกัน การตรวจสอบยังพบความเกี่ยวข้องของข้าราชการในสำนักงานเขตประมาณ 3-4 เขต โดยในกรณีสำนักงานเขตธนบุรี มีการดำเนินการให้ออกจากราชการไว้ก่อนแล้ว
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า ปัญหาไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการกระทำของบุคคลภายนอก แต่จำเป็นต้องตรวจสอบถึงกระบวนการรับแจ้งเกิด การออกเอกสารราชการ และเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องในแต่ละขั้นตอนด้วย
เปิดแฟ้มย้อนหลัง 14 ปี พุ่งกว่า 1 หมื่นเคส
ขณะที่ข้อมูลจากกรมการปกครองนับว่ามีขนาดใหญ่กว่าอย่างมีนัยสำคัญ โดยมีการตรวจสอบย้อนหลังตั้งแต่ปี 2555–2569 หรือประมาณ 14–15 ปี พบรายชื่อที่มีลักษณะต้องสงสัยว่า “พ่อเป็นคนไทย แม่เป็นคนต่างด้าว” มากกว่า 10,000 ราย
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวยังเป็นเพียง “กลุ่มต้องสงสัย” ไม่ใช่ตัวเลขที่ยืนยันว่าเป็นการแจ้งเกิดเท็จทั้งหมด
นายสกลธี กล่าวว่า กมธ.ได้ขอเอกสารรายละเอียดจากกรมการปกครองมาแล้ว เพื่อเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบข้อเท็จจริงต่อไปว่า แต่ละกรณีมีความผิดปกติอย่างไร และมีความเชื่อมโยงกับขบวนการจัดหาหรือสวมสิทธิ์สัญชาติไทยหรือไม่
เสนอตรวจ DNA เป็นมาตรการบังคับในเคสเสี่ยง
หนึ่งในข้อเสนอสำคัญของ กมธ.สาธารณสุข คือ การทบทวนหลักเกณฑ์การตรวจพิสูจน์ดีเอ็นเอ หรือรหัสพันธุกรรม เพื่อยืนยันความสัมพันธ์ระหว่าง พ่อ–แม่–ลูก
ปัจจุบันการตรวจ DNA ในกรณีลักษณะดังกล่าวยังขึ้นอยู่กับดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ และไม่ได้เป็นมาตรการบังคับในทุกกรณี
นายสกลธี เห็นว่า อาจจำเป็นต้องกำหนดหลักเกณฑ์ให้ชัดเจนว่า กรณีใดที่มีความเสี่ยงหรือมีข้อสงสัยเกี่ยวกับความสัมพันธ์ทางสายเลือด จะต้องเข้าสู่กระบวนการตรวจพิสูจน์ DNA
เหตุผลสำคัญคือ หากปล่อยให้ปัญหาคาราคาซังต่อไป อีกประมาณ 5–6 ปี เด็กที่เกิดในช่วงเวลาที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบบางรายจะเข้าสู่วัยบรรลุนิติภาวะ และสามารถถือครองทรัพย์สินได้
ดังนั้น หากยังไม่สามารถยืนยันข้อเท็จจริงเกี่ยวกับความเป็นบิดามารดาและสถานะทางกฎหมายได้ตั้งแต่ต้น ปัญหาที่เกิดขึ้นอาจมีผลต่อเนื่องไปยังสิทธิในทรัพย์สินและสถานะทางกฎหมายในอนาคต
อย่างไรก็ตาม การกำหนดให้ตรวจ DNA เป็นมาตรการบังคับจำเป็นต้องออกแบบหลักเกณฑ์อย่างรอบคอบ เพื่อให้สามารถตรวจสอบกรณีที่มีความเสี่ยงได้ โดยไม่กระทบสิทธิของบุคคลหรือเด็กที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำผิด
พบพิรุธโรงพยาบาลเอกชน 10 แห่ง
อีกจุดที่ กมธ.ให้ความสนใจ คือ กระบวนการแจ้งเกิดผ่านโรงพยาบาล โดยจากการตรวจสอบเบื้องต้นพบกรณีต้องสงสัยใน โรงพยาบาลเอกชน 10 แห่ง เฉพาะโรงพยาบาลในพื้นที่เขตธนบุรี พบกรณีต้องสงสัยมากถึง 160 ราย
ตัวเลขดังกล่าวทำให้ กมธ.ตั้งคำถามถึงระบบตรวจสอบของกระทรวงสาธารณสุข โดยนายสกลธี มองว่า การตรวจสอบโรงพยาบาลเอกชนทั้ง 10 แห่งเกิดขึ้นหลังจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ส่งเอกสารและหลักฐานมาให้ จึงมีลักษณะเป็นการทำงานแบบ “เชิงรับ” มากกว่าการตรวจสอบเชิงรุก
ประเด็นนี้จึงฝากไปถึง รมว. สาธารณสุข ให้เร่งกำหนดแนวทางตรวจสอบโรงพยาบาลและระบบแจ้งเกิดในภาพรวม โดยเฉพาะพื้นที่หรือสถานพยาบาลที่มีสัญญาณความผิดปกติ
เพราะหากกระบวนการดังกล่าวเกี่ยวข้องกับการสวมสิทธิ์สัญชาติไทยจริง ปัญหาย่อมไม่ได้เป็นเพียงเรื่องสาธารณสุขหรือการออกสูติบัตร แต่เชื่อมโยงไปถึง ความมั่นคงของประเทศ
“เขียนมือ”ช่องโหว่สำคัญ?
อีกประเด็นที่ถูกตั้งคำถาม คือ รูปแบบการบันทึกข้อมูลการเกิดของโรงพยาบาลเอกชนบางแห่ง ซึ่งยังมีการบันทึกข้อมูลด้วยมือแทนที่จะใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์
นายสกลธี กล่าวว่า มีความเป็นไปได้ที่ช่องโหว่ดังกล่าวจะถูกนำไปใช้ในกระบวนการแจ้งเกิดเท็จ เนื่องจากการบันทึกข้อมูลด้วยมือเปิดช่องให้เกิดความผิดพลาดหรือการแก้ไขข้อมูลได้มากกว่าระบบอิเล็กทรอนิกส์
ข้อมูลจากกรมการปกครองระบุว่า ปัจจุบันโรงพยาบาลของรัฐมีการบันทึกข้อมูลผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์แล้ว กมธ.จึงเสนอให้โรงพยาบาลเอกชนดำเนินการในแนวทางเดียวกัน เพื่อให้ข้อมูลสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ง่ายขึ้น
นายสกลธี ย้ำว่า การใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์ไม่ได้หมายความว่า จะไม่มีกรณีต้องสงสัยในโรงพยาบาลของรัฐ เพียงแต่ขณะนี้ยังไม่ได้มีการตรวจสอบในรายละเอียด และมีความเป็นไปได้ว่าอาจพบกรณีที่ต้องตรวจสอบเพิ่มเติมเช่นกัน
จี้“สธ.-ตร.”เปลี่ยนจากรับเป็นรุก
จากข้อมูลทั้งหมด กมธ.สาธารณสุขจึงต้องการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องปรับแนวทางจากการรอรับข้อมูลหรือหลักฐาน มาเป็นการ “ตรวจเชิงรุก” มากขึ้น โดยเฉพาะกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งมีบทบาทเกี่ยวข้องกับสถานพยาบาลและกระบวนการรับรองข้อมูลการเกิด ขณะที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) ต้องเร่งขยายผลจากผู้กระทำผิดรายบุคคลไปสู่ผู้จัดหา นายหน้า ผู้ประสานงาน และกลุ่มทุนที่อาจอยู่เบื้องหลัง
เพราะหากดำเนินคดีเฉพาะ “ปลายทาง” แต่ไม่สามารถสาวไปถึง “ต้นทาง” ได้ ปัญหาก็มีโอกาสกลับมาเกิดซ้ำ
นายสกลธี ยังฝากถึงผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติให้เร่งขยายผล เนื่องจากขณะนี้ยังไม่สามารถเชื่อมโยงไปถึงขบวนการทั้งหมดได้อย่างชัดเจน






