thansettakij
thansettakij
“จักรภพ”ชงถอดบทเรียน“น่านโมเดล–เนปาล–ทิเบต”ทำคู่มือรับมือภัยพิบัติ

“จักรภพ”ชงถอดบทเรียน“น่านโมเดล–เนปาล–ทิเบต”ทำคู่มือรับมือภัยพิบัติ

28 ส.ค. 69 | 04:14 น.
อัปเดตล่าสุด :28 ส.ค. 69 | 04:21 น.

“จักรภพ เพ็ญแข” ชงถอดบทเรียน “น่านโมเดล–เนปาล–ทิเบต” ทำคู่มือรับมือภัยพิบัติ พัฒนาฐานข้อมูลเตือนภัย รับ Climate Change

KEY

POINTS

  • นายจักรภพ เพ็ญแข เสนอให้ถอดบทเรียนจากเหตุอุทกภัยที่จังหวัดน่าน โดยเชื่อมโยงกับภัยพิบัติที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในเนปาล และ ทิเบต
  • เสนอให้จัดเวทีแลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างประเทศใน 3 ด้าน ได้แก่ ข้อมูลภัยพิบัติ, การกู้ภัยและฟื้นฟู, และการพัฒนาระบบเตือนภัยล่วงหน้า
  • เรียกร้องให้รวบรวมบทเรียนจากภัยพิบัติทุกครั้ง มาจัดทำเป็นคู่มือและฐานความรู้ เพื่อสร้างระบบรับมือที่มีประสิทธิภาพและไม่ต้องเริ่มต้นใหม่ทุกครั้งที่เกิดเหตุ

นายจักรภพ เพ็ญแข ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย อภิปรายในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรถึงสถานการณ์อุทกภัยครั้งใหญ่ในจังหวัดน่าน ซึ่งสร้างความเสียหายต่อชีวิต ทรัพย์สิน และการประกอบอาชีพของประชาชน พร้อมแสดงความเสียใจต่อผู้ได้รับผลกระทบ และเรียกร้องให้ทุกฝ่ายไม่ปล่อยให้เหตุการณ์ดังกล่าวเลือนหายไปพร้อมกับวงจรข่าวสาร 

นายจักรภพ กล่าวว่า ปัจจุบันแม้เหตุการณ์หนึ่งจะมีความสำคัญเพียงใด แต่เมื่อผ่านไปเพียง 2–3 สัปดาห์ ความสนใจของสังคมมักเคลื่อนไปสู่เรื่องใหม่ ขณะที่ภัยพิบัติยังมีภารกิจอีกจำนวนมาก ที่ต้องดำเนินการหลังสถานการณ์เฉพาะหน้าสิ้นสุดลง โดยเฉพาะกระบวนการฟื้นฟูที่ใช้เวลายาวนานกว่าการกู้ภัย กว่าชีวิตและเศรษฐกิจของประชาชนจะกลับคืนสู่ภาวะปกติ 

นายจักรภพ เสนอให้ประเทศไทยมองปัญหาน้ำท่วมน่านในมิติที่กว้างกว่าการจัดการภัยพิบัติภายในประเทศ โดยเชื่อมโยงกับเหตุภัยพิบัติรุนแรงบริเวณเนปาลและเขตทิเบตของจีน ซึ่งสร้างความสูญเสียทั้งต่อประชาชนในพื้นที่และนักท่องเที่ยว สะท้อนความเสี่ยงรูปแบบใหม่ที่สัมพันธ์กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยเฉพาะน้ำท่วมฉับพลันจากการแตกหรือพังทลายของแนวกั้นทะเลสาบธารน้ำแข็ง ส่งผลให้มวลน้ำจำนวนมหาศาลไหลลงสู่พื้นที่ด้านล่างอย่างรวดเร็ว 

นายจักรภพ เห็นว่า บทเรียนจากจังหวัดน่านสามารถนำไปแลกเปลี่ยนกับประเทศอื่น ขณะเดียวกันประเทศไทยก็สามารถเรียนรู้จากเหตุการณ์ในเนปาลและทิเบตได้เช่นกัน

“น่านโมเดลของเราสามารถเป็นบทเรียนให้กับเนปาล-ทิเบต และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่เนปาล-ทิเบต ก็เป็นบทเรียนสำหรับจังหวัดน่านและประเทศไทยได้มากเหมือนกัน” นายจักรภพ กล่าว 

นายจักรภพ เสนอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาจัดเวทีแลกเปลี่ยนข้อมูลระดับระหว่างประเทศ หลังภารกิจเฉพาะหน้าในจังหวัดน่านคลี่คลาย โดยไม่จำเป็นต้องเป็นการประชุมขนาดใหญ่ แต่มุ่งแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ที่นำไปใช้ได้จริงใน 3 ด้านสำคัญ ได้แก่ ข้อเท็จจริงและข้อมูลเกี่ยวกับภัยพิบัติ การกู้ภัยและการฟื้นฟู และ การพัฒนาระบบติดตามสัญญาณบอกเหตุล่วงหน้าและระบบเตือนภัย

พร้อมเสนอให้ใช้กลไกทางการทูตของไทย เช่น สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงกาฐมาณฑุ และกรุงนิวเดลี เป็นช่องทางประสานข้อมูลและองค์ความรู้กับประเทศที่เกี่ยวข้อง 

นายจักรภพ ยกกรณีภัยพิบัติในต่างประเทศเป็นบทเรียนสำคัญว่า เมื่อภัยเกิดขึ้นอย่างรุนแรงและฉับพลัน เจ้าหน้าที่ในพื้นที่เองอาจกลายเป็นผู้ประสบภัยจนไม่สามารถช่วยเหลือประชาชนได้ และต้องระดมกำลังจากพื้นที่อื่นเข้าทดแทน จึงควรนำบทเรียนดังกล่าวมาวางระบบของไทย ทั้งการกระจายกำลัง การจัดหน่วยสำรอง และแผนรองรับกรณีที่หน่วยงานในพื้นที่ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ 

นายจักรภพ ยังเน้นว่า การมีระบบเตือนภัยเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ หากไม่มีข้อมูลพื้นฐานหรือ Database ที่สามารถตรวจจับความผิดปกติและบ่งชี้ความเสี่ยงได้ล่วงหน้า ประเทศไทยจึงควรศึกษา Indicators หรือสัญญาณบอกเหตุว่า ก่อนเกิดภัยพิบัติแต่ละประเภทมีความเปลี่ยนแปลงใดที่สามารถตรวจพบ และจะนำข้อมูลเหล่านั้นมาเชื่อมกับระบบเตือนภัยอย่างไร เพื่อให้ประชาชนได้รับการแจ้งเตือนเร็วพอที่จะอพยพหรือเตรียมรับมือ

“เราไม่อยากพูดให้ต้องกลัวกันจนเกินไป แต่นี่จะไม่ใช่เหตุการณ์ครั้งแรกและครั้งสุดท้าย” นายจักรภพ กล่าว พร้อมเสนอให้รวบรวมบทเรียนจากภัยพิบัติแต่ละครั้งจัดทำเป็นคู่มือและฐานความรู้ที่สามารถนำกลับมาใช้ได้จริง แทนการเริ่มต้นเรียนรู้ใหม่ทุกครั้งเมื่อเกิดเหตุ 

นายจักรภพ ทิ้งท้ายว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป แต่เป็นสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นและมีแนวโน้มเกิดซ้ำ หากประเทศไทยไม่เรียนรู้จากประสบการณ์ของตนเองและประเทศอื่น ก็จะไม่สามารถสร้างระบบรับมือที่สมบูรณ์ได้

ที่สำคัญ ผลกระทบจาก Climate Change ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะความสูญเสียจากภัยธรรมชาติ แต่ยังกลายเป็น “ภัยทางเศรษฐกิจ” เพราะหลังน้ำลด ประชาชนยังต้องเผชิญกับการสูญเสียรายได้ การฟื้นฟูพื้นที่เกษตร โรงงานอุตสาหกรรม โครงสร้างพื้นฐาน และระบบการผลิต ตลอดจนภารกิจสร้างเศรษฐกิจในพื้นที่ขึ้นมาใหม่