
กระทรวงเกษตรฯปรับเกณฑ์เยียวยาใหม่ น้ำท่วมนาข้าว รับไร่ละ 2,240 บาท
กระทรวงเกษตรฯ ปรับเกณฑ์ช่วยผู้ประสบภัยพิบัติด้านการเกษตรใหม่ เยียวยาเพิ่มขึ้น หลังหลายพื้นที่ฝนตกหนักน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหาก ดินโคลนสไลด์ ข้าวไร่ละ 2,240 บาท พืชไร่และพืชผัก ไร่ละ 3,180 บาท ไม้ผล ไม้ยืนต้น ไร่ละ 6,800 บาท ไม่เกินครัวเรือนละ 30 ไร่
KEY
POINTS
- กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ประกาศปรับหลักเกณฑ์การจ่ายเงินช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉินใหม่
- กำหนดอัตราเยียวยาความเสียหายสำหรับนาข้าวที่ถูกน้ำท่วม ในอัตราไร่ละ 2,240 บาท
- พืชไร่และพืชผัก ไร่ละ 3,180 บาท ไม้ผล ไม้ยืนต้น ไร่ละ 6,800 บาท
- การช่วยเหลือจำกัดสิทธิ์สำหรับเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนไว้แล้ว โดยให้ความช่วยเหลือไม่เกินครัวเรือนละ 30 ไร่
แหล่งข่าวกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สั่งการให้ นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงนารมประกาศ และมีผลในวันที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2569 ให้ปรับหลักเกณฑ์การจ่ายเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน ในอัตราใหม่
ทั้งนี้สำหรับหลักเกณฑ์การให้ความช่วยเหลือนั้น เกษตรกรต้องขึ้นทะเบียนเกษตรกรหรือปรับปรุงทะเบียนเกษตรกรกับกรมส่งเสริมการเกษตรก่อนเกิดภัย และมีพื้นที่เสียหายสิ้นเชิงอยู่ในพื้นที่ประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือฯ สำหรับเงินช่วยเหลือที่เกษตรกรจะได้รับ คือ ครัวเรือนละไม่เกิน 30 ไร่ แบ่งเป็น ข้าว ไร่ละ 2,240 บาท พืชไร่และพืชผัก ไร่ละ 3,180 บาท ไม้ผลไม้ยืนต้นและอื่นๆ ไร่ละ 6,800 บาท
- กรณีไม้ผล ไม้ยืนตัน ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติ ทำให้พืชชะงักเจริญเติบโต แต่ไม่ตาย และยังอยู่ใยสภาพฟื้นฟูให้กับสู่สภาพเดิมได้ หรือผลผลิตได้รับความเสียหาย ให้ช่วยเหลือไม่เกินครัวเรือนละ 30 ไร่ ในอัตราไร่ละ 3,400 บาท
-กรณีพื้นที่ทำการเพาะปลูกได้ถูกหิน ดิน ทราย ไม้ โคลน รวมทั้งซากวัสดุทุกชนิดทับถม จนไม่สามารถใช้เพาะปลูกได้และหน่วยงานของรัฐไม่สามารถเข้าไปให้ความช่วยเหลือ เพื่อให้สามารถใช้พื้นที่เพื่อการเพาะปลูกพืชได้ในขนาดพื้นที่ไม่เกิน 5 ไร่ ทั้งนี้ ราคาไม่เกินไร่ละ 16,000 บาท
ด้านประมง
ให้ดำเนินการช่วยเหลือผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่ประสบภัยพิบัติที่สัตว์ตายหรือสูญหาย ให้ดำเนินการช่วยเหลือเป็นเงิน ดังนี้
- กุ้งก้ามกราม กุ้งทะเล หรือหอยทะเล ไร่ละ 12,350 บาท ไม่เกินรายละ 5 ไร่
- ปลาหรือสัตว์น้ำอื่น ที่เลี้ยงในบ่อดิน นาข้าวหรือร่องสวน (คิดเฉพาะพื้นที่เลี้ยง) ไร่ละ 4,890 บาท ไม่เกินรายละ 5 ไร่
- สัตว์น้ำที่เลี้ยงในกระชัง บ่อซีเมนต์ หรือที่เลี้ยงในลักษณะอื่นที่คล้ายคลึงกัน ตารางเมตรละ 390 บาท ไม่เกินรายละ 80 ตารางเมตร
ทั้งนี้ หากคิดคำนวณพื้นที่เลี้ยงแล้ว ผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่ประสบภัยพิบัติรายใดจะได้รับการช่วยเหลือเป็นเงินต่ำกว่า 390 บาท ให้ช่วยเหลือในอัตรารายละ 390 บาท
ด้านปศุสัตว์ ด้านหนอนไหม ด้านแมลงเศรษฐกิจ
- ให้ดำเนินการช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติในกรณีที่เป็นการจัดหาอาหารสัตว์ วัคซีนและเวชภัณฑ์รักษาสัตว์ เพื่อการฟื้นฟูสุขภาพสัตว์เลี้ยง และการจัดหาอาหารสัตว์ ตามราคาท้องตลาด หรือตามความจำเป็นเหมาะสม
- การให้ความช่วยเหลือกรณีแปลงหญ้าเลี้ยงสัตว์ของเกษตรกรตายหรือเสียหายจนไม่สามารถฟื้นฟูหรือเยียวยาให้กลับสู่สภาพเดิมได้ ให้ดำเนินการช่วยเหลือเป็นเงิน ในอัตราไร่ละ 3,180 บาท แต่ไม่เกินรายละ 30 ไร่
- การให้ความช่วยเหลือกรณีสัตว์ตายหรือสูญหาย ให้ช่วยเหลือตามจำนวนที่เสียหายจริง แต่ไม่เกินเกณฑ์การช่วยเหลือที่กำหนด โดยให้ดำเนินการช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ เป็นเงิน ดังนี้ (ตามรูปด้านล่าง)
ด้านหนอนไหม
ให้ดำเนินการช่วยเหลือเกษตรกรเลี้ยงหนอนใหม่ที่ประสบกับทิบัติ กรณีตายหรือสูญหาย โดยให้ช่วยเหลือตามจำนจำนวนที่เสียหายจริง รายละไม่เกิน 2 แผ่นต่อรุ่น ไม่เกินรายละ 2 รุ่น โดยคิดจากต้นทุนการผลิตรังไหม
(1) รังไหมพันธุ์ไทยพื้นบ้าน แผ่นละ 1,700 บาท รายละไม่เกิน 2 แผ่นต่อรุ่น ไม่เกินรายละ 2 รุ่น
(2) รังไหมพันธุ์ไทยลูกผสม แผ่นละ 2,580 บาท รายละไม่เกิน 2 แผ่นต่อรุ่น ไม่เกินรายละ 2 รุ่น
(3) รังไหมพันธุ์ลูกผสม แผ่นละ 4,820 บาท รายละไม่เกิน 2 แผ่นต่อรุ่น ไม่เกินรายละ 2 รุ่น
เยียวยาด้านแมลงเศรษฐกิจ ครอบคลุมผึ้ง-ชันโรง-ครั่ง-จิ้งหรีด
อีกหนึ่งจุดสำคัญของหลักเกณฑ์ฉบับใหม่ คือการขยายการช่วยเหลือไปยัง เกษตรกรผู้เลี้ยงแมลงเศรษฐกิจ กรณีแมลงตาย สูญหาย หรือวัสดุอุปกรณ์การเลี้ยงได้รับความเสียหาย โดยจ่ายตามความเสียหายจริงและคำนวณจากต้นทุนการเลี้ยงเฉพาะค่าวัสดุ กำหนดเพดานไม่เกิน 30 รัง 30 ต้น หรือ 30 บ่อ แล้วแต่ประเภทอัตราช่วยเหลือ ได้แก่
- ผึ้งโพรง รังละ 2,000 บาท ไม่เกิน 30 รังต่อราย
- ผึ้งชันโรง รังละ 1,500 บาท ไม่เกิน 30 รังต่อราย
- ผึ้งพันธุ์ รังละ 2,000 บาท ไม่เกิน 30 รังต่อราย
- ครั่ง ต้นละ 1,200 บาท ไม่เกิน 30 ต้นต่อราย
- จิ้งหรีด บ่อละ 2,000 บาท ไม่เกิน 30 บ่อต่อราย
มาตรการดังกล่าวถือเป็นการขยายขอบเขตการเยียวยาให้สอดคล้องกับรูปแบบการประกอบอาชีพเกษตรที่หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มแมลงเศรษฐกิจซึ่งมีทั้งมูลค่าทางการค้าและเป็นแหล่งรายได้เสริมของเกษตรกรในหลายพื้นที่
ฟื้นฟูพื้นที่เกษตร ไร่ละ 2,500 บาท
ในส่วน ด้านการเกษตรอื่น หลักเกณฑ์กำหนดให้ช่วยเหลือค่าใช้จ่ายในการปรับเกลี่ยพื้นที่ การไถพรวน การยกร่อง และการก่อสร้างคันดิน เพื่อฟื้นฟูพื้นที่สำหรับเพาะปลูกหรือประกอบกิจกรรมทางการเกษตร โดยเหมาจ่ายตามพื้นที่เสียหายจริงในอัตรา ไร่ละ 2,500 บาท แต่ไม่เกิน 15 ไร่
นอกจากนี้ ยังมีมาตรการช่วยเหลือ พื้นที่นาเกลือทะเลที่ประสบภัยพิบัติ สำหรับค่าใช้จ่ายในการปรับเกลี่ยพื้นที่ให้กลับมาเหมาะสมกับกระบวนการผลิตเกลือทะเล โดยช่วยเหลือตามพื้นที่เสียหายจริงในอัตรา ไร่ละ 3,666 บาท ไม่เกินครัวเรือนละ 30 ไร่
เปิดทางซ่อมระบบชลประทาน-ขนส่งสัตว์และอาหารสัตว์
หลักเกณฑ์ใหม่ยังครอบคลุม ค่าซ่อมแซมอาคารชลประทานและระบบชลประทาน เพื่อให้สามารถใช้งานได้ในช่วงฤดูฝน โดยดำเนินการเฉพาะส่วนที่เกี่ยวข้องกับการระบายน้ำ ขณะที่กรณีส่วนราชการในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จำเป็นต้องใช้เครื่องจักรกลเพื่อขุดลอกเปิดทางน้ำ กำจัดวัชพืชที่กีดขวางทางระบายน้ำ หรือขุดลอกดิน ทราย และวัสดุที่ทับถมทางระบายน้ำ สามารถใช้อัตราราคางานตามราคากลางที่ได้รับอนุมัติจากสำนักงบประมาณหรือกระทรวงการคลังได้โดยอนุโลม
ขณะเดียวกัน ยังเปิดให้เบิก ค่าจ้างเหมารถยนต์ ค่าระวางบรรทุกทางรถไฟ และเรือบรรทุกของเอกชน สำหรับขนย้ายสัตว์ที่ประสบภัย รวมถึงการนำสัตว์ไปสนับสนุนหรือขนส่งพืชอาหารสัตว์และอาหารสัตว์ โดยค่าจ้างรถยนต์และเรือบรรทุกของเอกชนให้จ่ายเป็นรายวันตามราคาท้องถิ่น ส่วนค่าระวางบรรทุกทางรถไฟให้เบิกจ่ายเท่าที่จ่ายจริงตามความจำเป็น
ทั้งนี้ หากรายการช่วยเหลือใดไม่ได้กำหนดให้จ่ายเป็นเงินไว้โดยเฉพาะ ผู้มีอำนาจอนุมัติการช่วยเหลือสามารถพิจารณาจ่ายเป็นเงินได้ โดยคำนึงถึงสภาพความเสียหายและเหตุการณ์ตามความเหมาะสม
สาระสำคัญของหลักเกณฑ์ฉบับปี 2569 จึงไม่ได้มุ่งเพียงการจ่ายเงินชดเชยความเสียหาย แต่ครอบคลุมตั้งแต่การเยียวยาสัตว์และแมลงเศรษฐกิจ ไปจนถึงการฟื้นฟูพื้นที่ ระบบระบายน้ำ และการขนส่ง เพื่อให้เกษตรกรสามารถกลับมาประกอบอาชีพได้เร็วขึ้นหลังเกิดภัยพิบัติ







