thansettakij
thansettakij
“สมศักดิ์” เปิดหมดปมกฎราชทัณฑ์ ยันไม่เอื้อใคร ลั่น “มันไม่แฟร์”

“สมศักดิ์” เปิดหมดปมกฎราชทัณฑ์ ยันไม่เอื้อใคร ลั่น “มันไม่แฟร์”

22 ส.ค. 69 | 05:06 น.
อัปเดตล่าสุด :22 ส.ค. 69 | 05:10 น.

“สมศักดิ์” แจงยิบปมกฎราชทัณฑ์และอภัยโทษ ยืนยันหลักเกณฑ์ผู้สูงอายุมีพัฒนาการมาก่อนเข้ารับตำแหน่ง พร้อมชี้บริบทโควิด-19 และการบริหารเรือนจำ ย้ำไม่เคยใช้อำนาจเอื้อประโยชน์ใคร

KEY

POINTS

  • นายสมศักดิ์ เทพสุทิน ชี้แจงว่าการออกกฎกระทรวงราชทัณฑ์เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด ไม่ได้มีเจตนาเพื่อเอื้อประโยชน์ให้บุคคลใดบุคคลหนึ่ง
  • ยืนยันว่าหลักเกณฑ์การพักโทษสำหรับผู้ต้องขังสูงอายุ โดยเฉพาะอายุ 70 ปีขึ้นไป มีการกำหนดไว้ในพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษมาตั้งแต่อดีต ก่อนที่ตนจะเข้ารับตำแหน่ง
  • การพระราชทานอภัยโทษในช่วงปี 2563-2564 ต้องพิจารณาในบริบทของวิกฤตโควิด-19 และปัญหาความแออัดในเรือนจำ ณ เวลานั้น
  • รู้สึกไม่เป็นธรรมที่ถูกกล่าวหาโดยไม่พิจารณาข้อเท็จจริง ตัวบทกฎหมาย และลำดับเวลาให้ครบถ้วน

 

นายสมศักดิ์ เทพสุทิน ประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบายสำคัญของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ได้โพสต์เฟซบุ๊คส่วนตัว ระบุว่า  ผมถูกกล่าวหาว่า มีการออกกฎกระทรวงและการดำเนินการต่างๆใดๆ ในช่วงที่ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เพื่อเอื้อประโยชน์ให้แก่บุคคลใดบุคคลหนึ่ง ผมจึงขอชี้แจงข้อเท็จจริง และนำเรียน 4-5 ประเด็น เพื่อให้ทุกท่านได้พิจารณาดังนี้

 

นายสมศักดิ์ เทพสุทิน ประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบายสำคัญของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

 

ไม่ได้เอื้อใคร ออกตาม พ.ร.บ.ราชทัณฑ์ 2560

1.กรณีการออกกฎกระทรวง 2 ฉบับ ได้แก่ ฉบับที่ 1 กฎกระทรวงกำหนดประโยชน์ของนักโทษเด็ดขาด และเงื่อนไขที่นักโทษเด็ดขาดซึ่งได้รับการลดวันต้องโทษจำคุกหรือการพักโทษและได้รับการปล่อยตัวต้องปฏิบัติ พ.ศ. 2562 และ ฉบับแก้ไข พ.ศ. 2564  เพื่อเอื้อประโยชน์ให้แก่ผู้ใดผู้หนึ่ง นั้น ไม่เป็นความจริง

การจัดทำกฎกระทรวงดังกล่าวเป็นการดำเนินการออกกฎหมายลำดับรองตามพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ. 2560 โดยมาตรา 76 วรรคสองได้กำหนดให้เร่งดำเนินการออกกฎกระทรวง ระเบียบ ข้อบังคับ ประกาศ หรือคำสั่งที่จำเป็นให้แล้วเสร็จภายใน 90 วันนับแต่พระราชบัญญัติมีผลใช้บังคับ และหากไม่สามารถดำเนินการได้ ให้รัฐมนตรีรายงานเหตุผลต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อทราบ

ที่สำคัญเนื้อหาของกฎกระทรวงทั้งสองฉบับใช้หลักการที่มีที่มาจาก มาตรา 32 แห่งพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พุทธศักราช 2479 และกฎกระทรวงมหาดไทย ออกตามความใน มาตรา 58 แห่งพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พุทธศักราช 2479 ก่อนจะนำมาปรับให้เข้ากับ พ.ร.บ.ราชทัณฑ์ พ.ศ. 2560 โดยที่กรมราชทัณฑ์ร่างและเสนอผ่านคณะกรรมการราชทัณฑ์ ที่มีผู้ทรงคุณวุฒิจากหลากหลายสาขา อัยการสูงสุด เลขาศาลยุติธรรม ตำรวจ ร่วมกันขัดเกลา และครม.ให้ความเห็นชอบ

เมื่อผมเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมในเดือนกรกฎาคม 2562 ผมได้เข้ามาเร่งสะสางการออกกฎหมายลำดับรองตาม พ.ร.บ.ราชทัณฑ์ 2560 ให้แล้วเสร็จโดยเร็ว ยืนยันทำตามหน้าที่เพียงอย่างเดียว

 

เปิดเกณฑ์ผู้ต้องขัง 70 ปี ย้อนไทม์ไลน์อภัยโทษปี 2553

2. เกณฑ์สำหรับผู้ต้องขังสูงอายุ โดยเฉพาะอายุ 70 ปีขึ้นไป มีที่มาอย่างไร

เรื่องนี้ต้องย้อนดูพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษในอดีต การนำเรื่องอายุและความชราภาพมาเป็นเงื่อนไขในการพิจารณาอภัยโทษมีมานานแล้ว อย่างน้อยตั้งแต่ปี 2530 โดยรายละเอียดแตกต่างกันไปในแต่ละช่วง เช่น กำหนดอายุ 60 ปีขึ้นไป และกำหนดว่าต้องรับโทษมาแล้วตามระยะเวลาหนึ่ง

ต่อมามีจุดเปลี่ยนสำคัญอย่างน้อย 2 ครั้ง

  • ครั้งที่ 1 ปี 2553 สมัยท่านรัฐมนตรี พ. มีการกำหนดหลักเกณฑ์ว่า นักโทษเด็ดขาดที่อายุ 60 ปีขึ้นไปและเหลือโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือมีอายุ 70 ปีขึ้นไป อาจได้รับประโยชน์ถึงขั้นปล่อยตัว หากเข้าเงื่อนไขและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามพระราชกฤษฎีกา

สำหรับผู้ที่ไม่เข้าเงื่อนไขปล่อยตัว ก็ยังอาจได้รับการลดโทษตามหลักเกณฑ์ ฐานความผิด และชั้นนักโทษที่กำหนดไว้จึงเห็นได้ว่า เกณฑ์พิเศษสำหรับผู้ที่มีอายุ 70 ปีขึ้นไปปรากฏอย่างชัดเจนตั้งแต่ปี 2553

 

  • ครั้งที่ 2 ปี 2562 สมัยท่านรัฐมนตรี ป. พระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ. 2562 ได้เพิ่มหลักเกณฑ์สำหรับนักโทษเด็ดขาดที่มีอายุ 70 ปีขึ้นไปอีกขั้นหนึ่ง

กล่าวคือ หลังจากได้รับการลดโทษตามหลักเกณฑ์อื่นแล้ว ยังให้ ลดโทษเพิ่มเติมอีก 1 ใน 5 เนื่องด้วยเหตุแห่งความชราภาพ ทั้งหมดนี้เป็นลำดับพัฒนาการของหลักเกณฑ์เกี่ยวกับผู้สูงอายุก่อนที่ผมจะเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม

 

3. ข้อเท็จจริงและบริบทของการพระราชทานอภัยโทษในช่วงปี 2563–2565

ผมเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมเมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2562 และดำรงตำแหน่งถึงวันที่ 17 มีนาคม 2566 ในช่วงเวลาดังกล่าว มีการพระราชทานอภัยโทษเป็นการทั่วไป 5 วาระสำคัญ คือ

  • ครั้งที่ 1 วันที่ 13 สิงหาคม 2563
  • ครั้งที่ 2 วันที่ 25 พฤศจิกายน 2563
  • ครั้งที่ 3 วันที่ 15 กรกฎาคม 2564
  • ครั้งที่ 4 วันที่ 4 ธันวาคม 2564
  • ครั้งที่ 5 วันที่ 10 สิงหาคม 2565

การพระราชทานอภัยโทษในแต่ละครั้งมีขึ้นเนื่องในโอกาสสำคัญหรือโอกาสอันเป็นมงคลตามที่ระบุไว้ในพระราชกฤษฎีกา ส่วนในทางราชทัณฑ์ การอภัยโทษย่อมมีผลต่อการบริหารโทษและจำนวนผู้ต้องขังด้วย ขณะเดียวกัน หากมองบริบทของการบริหารเรือนจำในช่วงปี 2563–2564 ก็เป็นช่วงที่ประเทศไทยและเรือนจำกำลังเผชิญวิกฤตโควิด-19 อย่างรุนแรง

  • ตั้งแต่ปี 2563 ประเทศไทยเข้าสู่สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 รัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินทั่วประเทศ มีผลตั้งแต่วันที่ 26 มีนาคม 2563 และมีการขยายระยะเวลาต่อเนื่องรวม 19 ครั้ง จนถึงวันที่ 30 กันยายน 2565

สำหรับเรือนจำ ปัญหารุนแรงกว่าสถานที่ทั่วไป เพราะเป็นพื้นที่ปิดและมีผู้ต้องขังจำนวนมากอยู่ร่วมกัน ปัญหาความแออัดที่มีอยู่เดิมทำให้การป้องกันและควบคุมโรคทำได้ยากมากความกังวลดังกล่าวสะท้อนให้เห็นจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง

  • วันที่ 29 มีนาคม 2563 เกิดเหตุจลาจลและเพลิงไหม้ที่เรือนจำจังหวัดบุรีรัมย์ โดยมีรายงานว่าความวิตกกังวลและข่าวลือเรื่องโควิด-19 เป็นหนึ่งในปัจจัยของเหตุการณ์
  • ต่อมา วันที่ 16–17 ธันวาคม 2564 เกิดเหตุประท้วง จลาจล และเพลิงไหม้ที่เรือนจำจังหวัดกระบี่ ในช่วงที่มีการแพร่ระบาดของโควิดภายในเรือนจำ

ดังนั้น หากจะพิจารณาการพระราชทานอภัยโทษในช่วงปี 2563–2564 ก็ควรพิจารณาบริบทในขณะนั้นควบคู่กัน ทั้งเรื่องโควิด-19 ความแออัดในเรือนจำ ปัญหาสาธารณสุข และความตึงเครียดภายในสถานที่ควบคุมสถานการณ์ตอนนั้นก็ทำให้วิตกแบบหนึ่ง สถานการณ์ตอนนี้ก็คิดอีกแบบหนึ่ง

4. ปี 2565 มีการเพิ่มเงื่อนไขขั้นต่ำในการได้รับประโยชน์จากการอภัยโทษ

เมื่อสถานการณ์โควิด-19 เริ่มคลี่คลาย พระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ. 2565 ได้เพิ่มเงื่อนไขสำคัญเกี่ยวกับระยะเวลาที่นักโทษต้องรับโทษมาแล้ว มาตรา 5 กำหนดว่า ผู้ที่จะได้รับพระราชทานอภัยโทษต้องรับโทษมาแล้ว ไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ของกำหนดโทษตามคำพิพากษาถึงที่สุด หรือไม่น้อยกว่า 8 ปี แล้วแต่ระยะเวลาใดจะเป็นคุณมากกว่า

จากที่นายเล่าต๋าถูกควบคุมตัวมาตั้งแต่วันที่ 11 ตุลาคม 2559 เคยได้รับอภัยโทษ 2 ครั้งในปี 2563 และอีก 2 ครั้งในปี 2564 แต่ ณ วันที่ผมพ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2566 นายเล่าต๋ายังคงเหลือโทษจำคุกอีก 17 ปี 8 เดือน 13 วัน และไม่ได้รับประโยชน์จากพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ. 2565

ส่วนการได้รับประโยชน์ในเวลาต่อมา เป็นเรื่องที่ กรมราชทัณฑ์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องตรวจสอบและทบทวนให้ชัดเจนว่า การใช้หลักเกณฑ์ในแต่ละครั้งเป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย มีความเหมาะสม และได้สัดส่วนกับลักษณะความผิดหรือไม่ โดยเฉพาะในคดีร้ายแรงหรือคดีที่สังคมให้ความสนใจ

5. การผลักดันการทำงานในกระบวนการยุติธรรม เพื่อป้องกันอาชญากรรมรุนแรงและแก้ปัญหายาเสพติด

ในช่วงที่ผมดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กระทรวงยุติธรรมได้ผลักดันกฎหมายสำคัญจนสำเร็จรวม 9 ฉบับ หลายฉบับเป็นกฎหมายที่มีผลต่อการพัฒนากระบวนการยุติธรรมไทยอย่างชัดเจน

  • ฉบับสำคัญ ได้แก่ พ.ร.บ.มาตรการป้องกันการกระทำความผิดซ้ำในความผิดเกี่ยวกับเพศหรือที่ใช้ความรุนแรง พ.ศ. 2565 หรือกฎหมาย JSOC ซึ่งทำให้ประเทศไทยมีเครื่องมือในการติดตามและเฝ้าระวังผู้กระทำความผิดร้ายแรงภายหลังพ้นโทษ เพื่อป้องกันไม่ให้กลับมาก่อเหตุซ้ำและสร้างความปลอดภัยให้กับประชาชน

ป.ล. กรณีกรณีไอ้ป๋อง ก็เป็นกรณีที่กฎหมาย JSOC ถูกนำมาใช้ โดยศาลมีคำสั่งกำหนดมาตรการเฝ้าระวังภายหลังพ้นโทษเป็นเวลา 2 ปี ส่วนเหตุใดมาตรการดังกล่าวจึงไม่สามารถป้องกันเหตุที่เกิดขึ้นภายหลังได้ ผมคิดว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรชี้แจงต่อสังคม

อีกฉบับคือ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 ซึ่งเป็นกฎหมายสำคัญในการคุ้มครองสิทธิของประชาชน และกำหนดมาตรการป้องกันไม่ให้เจ้าหน้าที่ของรัฐใช้อำนาจโดยมิชอบ

รวมถึง ประมวลกฎหมายยาเสพติด ที่ปรับแนวทางการแก้ปัญหายาเสพติดใหม่ โดยให้ความสำคัญกับการจัดการนายทุนและเครือข่ายรายใหญ่ การสืบเส้นทางการเงิน และการยึดและอายัดทรัพย์สิน เพื่อตัดวงจรและทำลายโครงสร้างของขบวนการค้ายาเสพติด

เปิดสถิติการยึดทรัพย์ และ อายัดทรัพย์

  • 2563 = 790 ลบ.
  • 2564 = 7,346 ลบ.
  • 2565 = 11,003 ลบ.
  • 2566 = 21,610 ลบ.

แต่ตอนนี้ได้เท่าไหร่ ท่านต้องไปถาม ปปส. 

นายสมศักดิ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า การที่ท่านกล่าวหาผม โดยไม่พิจารณาข้อเท็จจริง ตัวบทกฎหมาย ลำดับเวลา และบริบทของสังคมในขณะนั้นให้ครบถ้วน ผมคิดว่า ไม่เป็นธรรม วิจารณ์ผมได้ ตรวจสอบผมได้ และตั้งคำถามกับผมได้เต็มที่ แต่ก่อนจะกล่าวหาว่าใครใช้อำนาจเพื่อเอื้อประโยชน์ให้ใคร ผมอยากให้ดูข้อเท็จจริงทั้งหมดเสียก่อน เพราะคำกล่าวหาอาจพูดได้ง่าย แต่ข้อเท็จจริง กฎหมาย และลำดับเวลา เปลี่ยนไม่ได้ "ผมว่ามันไม่แฟร์"