ราชทัณฑ์แจงละเอียดยิบพักโทษ “ทักษิณ”พ้นคุก พ.ค. เป็นไปตามกฎหมาย

20 ม.ค. 2569 | 09:22 น.
อัปเดตล่าสุด :20 ม.ค. 2569 | 09:30 น.

กรมราชทัณฑ์แจงการพักโทษของ “ทักษิณ ชินวัตร” ได้รับการปล่อยตัว พ.ค.นี้ เข้าเกณฑ์หลังจากรับโทษจำคุกมาแล้ว 2 ใน 3 ของโทษทั้งหมด

KEY

POINTS

  • กรมราชทัณฑ์ชี้แจงว่า นายทักษิณ ชินวัตร จะเข้าเกณฑ์การพักโทษกรณีปกติในเดือนพฤษภาคม 2569 หลังรับโทษจำคุกมาแล้ว 2 ใน 3 ของกำหนดโทษ ซึ่งเป็นไปตามกฎหมาย
  • กระบวนการพิจารณาพักโทษ ต้องผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการหลายชุด เริ่มตั้งแต่ระดับเรือนจำ กรมราชทัณฑ์ จนถึงคณะอนุกรรมการชุดใหญ่
  • รมว.ยุติธรรมและกรมราชทัณฑ์ยืนยันว่า การดำเนินการเป็นไปตามขั้นตอนกฎหมาย ไม่มีการเลือกปฏิบัติหรือเป็นคำสั่งทางการเมือง

วันที่ 20 มกราค 2569 กรมราชทัณฑ์ เผยแพร่เอกสารข่าวชี้แจงตามที่มีการนำเสนอข่าว กรณีการพิจารณาการพักการลงโทษของ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีว่า จะได้รับการปล่อยตัวในช่วงเดือนพฤษภาคม 2569 นั้น 

กรมราชทัณฑ์ ขอเรียนว่า ปัจจุบัน นายทักษิณ ชินวัตร ถูกคุมขังอยู่ที่เรือนจำกลางคลองเปรม ตามคำสั่งศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีกำหนดโทษ 1 ปี นับตั้งแต่วันที่ 9 กันยายน 2568 จะพ้นโทษในวันที่ 9 กันยายน 2569

ในส่วนของการพักการลงโทษ ตามพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ. 2560 มาตรา 52 (7) และกฎกระทรวง กำหนดประโยชน์ของนักโทษเด็ดขาด และเงื่อนไขที่นักโทษเด็ดขาด ซึ่งจะได้รับการลดวันต้องโทษจำคุก หรื อการพักการลงโทษ และได้รับการปล่อยตัวต้องปฏิบัติ พ.ศ. 2562 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2564

โดย นายทักษิณฯ จะมีคุณสมบัติครบถ้วนต่อเมื่อต้องโทษจำคุกมาแล้ว 2 ใน 3 ของกำหนดโทษ และจะได้รับประโยชน์จากการพักการลงโทษไม่เกิน 1 ใน 3 ของกำหนดโทษ และต้องผ่านการพิจารณาเห็นชอบจากคณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาวินิจฉัยการพักการลงโทษ จึงจะเข้าเกณฑ์การปล่อยตัวพักการลงโทษกรณีปกติ ในช่วงเดือนพฤษภาคม 2569

โดยการพักการลงโทษจะเริ่มจากขั้นตอนในชั้นเรือนจำ ซึ่งเรือนจำกลางคลองเปรมจะดำเนินการดังนี้  

1) นำรายชื่อนักโทษเด็ดขาดที่มีคุณสมบัติครบถ้วนเข้าที่ประชุมคณะทำงานเพื่อพิจารณาวินิจฉัยพักการลงโทษประจำเรือนจำ ประกอบด้วย ผู้บัญชาการเรือนจำเป็นประธาน ผู้แทนกรมการปกครอง ผู้แทนกรมคุมประพฤติ ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ผู้แทนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และเจ้าพนักงานเรือนจำซึ่งผู้บัญชาการเรือนจำแต่งตั้งจำนวนสองคน เป็นคณะทำงาน

และให้เจ้าพนักงานเรือนจำคนหนึ่งเป็นเลขานุการ คณะทำงานฯ ประจำเรือนจำดังกล่าว จะดำเนินการตรวจสอบบัญชีรายชื่อนักโทษเด็ดขาดซึ่งสมควรได้รับพักการลงโทษ และเอกสารที่เกี่ยวข้อง เมื่อคณะทำงานฯ เห็นชอบ ให้ผู้บัญชาการเรือนจำเสนอรายชื่อนักโทษเด็ดขาดซึ่งสมควรได้รับพักการลงโทษไปยังกรมราชทัณฑ์

2) กรมราชทัณฑ์ ดำเนินการพิจารณากลั่นกรอง ตรวจสอบความสมบูรณ์ครบถ้วนของเอกสารตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กำหนด และเสนอความเห็นต่อคณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาวินิจฉัยการพักการลงโทษ  

3) คณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาวินิจฉัยการพักการลงโทษ แต่งตั้งตามคำสั่งของคณะกรรมการราชทัณฑ์ มีอำนาจหน้าที่พิจารณาให้ความเห็นชอบพักการลงโทษ สั่งเพิกถอนพักการลงโทษ กำหนดเงื่อนไขการคุมประพฤติ กำหนดหลักเกณฑ์การพิจารณาพักการลงโทษ และพิจารณาวินิจฉัยพักการลงโทษ ให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ. 2560 มาตรา 52 (7)

ในชั้นคณะอนุกรรมการฯ ประกอบด้วย ปลัดกระทรวงยุติธรรม เป็นประธานอนุกรรมการ รองปลัดกระทรวงยุติธรรม หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านพัฒนาพฤตินิสัย อธิบดีกรมคุมประพฤติ อธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ผู้แทนกระทรวงสาธารณสุข ผู้แทนสำนักงานศาลยุติธรรมผู้แทนสำนักงานอัยการสูงสุด ผู้แทนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ผู้แทนกรมการปกครอง ผู้แทนกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์ที่กำกับดูแลกองทัณฑปฏิบัติ เป็นอนุกรรมการ และมีผู้อำนวยการกองทัณฑปฏิบัติ เป็นอนุกรรมการและเลขานุการ ผู้อำนวยการกลุ่มงานพักการลงโทษ เป็นอนุกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ

4) คณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาวินิจฉัยการพักการลงโทษ มีอำนาจหน้าที่พิจารณาให้ความเห็นชอบ หรือไม่เห็นชอบการพักการลงโทษกับนักโทษเด็ดขาด โดยการนำเหตุปัจจัยดังต่อไปนี้มาพิจารณาให้ความเห็นชอบ ได้แก่ พฤติการณ์แห่งคดีที่ได้กระทำและการกระทำความผิดที่ได้กระทำมาก่อนแล้ว ระยะเวลาการคุมประพฤติ ความน่าเชื่อถือ และความเหมาะสมของผู้อุปการะในการควบคุมดูแลนักโทษเด็ดขาดให้ปฏิบัติตามเงื่อนไขจนกว่าจะพ้นโทษ มีพฤติการณ์ในระหว่างถูกคุมขังจนน่าเชื่อว่าได้กลับตนเป็นคนดี ผลกระทบด้านความปลอดภัยของสังคม และผ่านการแก้ไข บำบัด ฟื้นฟู และพัฒนาพฤตินิสัยภายในเรือนจำ ตามข้อ 44 แห่ง กฎกระทรวงกำหนดประโยชน์ของนักโทษเด็ดขาดฯ พ.ศ. 2562 นำมาพิจารณาประกอบด้วย

5) เมื่อคณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาวินิจฉัยการพักการลงโทษ หรือรัฐมนตรีอนุมัติพักการลงโทษ และให้ปล่อยตัวนักโทษเด็ดขาดซึ่งได้รับพักการลงโทษ ให้แจ้งผลการอนุมัติให้ผู้บัญชาการเรือนจำทราบ และมีหนังสือแจ้งพนักงานคุมประพฤติและพนักงานฝ่ายปกครอง หรือตำรวจในท้องที่ที่นักโทษเด็ดขาด ซึ่งได้รับการปล่อยตัวเข้าไปพักอาศัยทราบภายในเวลาอันสมควร

และนักโทษเด็ดขาดต้องไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติในที่ที่ไปพักอาศัยภายในระยะเวลาที่กำหนด และจะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนดในหมวด 9 (เงื่อนไขที่นักโทษเด็ดขาดซึ่งได้รับการปล่อยตัวก่อนครบกำหนดโทษต้องปฏิบัติ) แห่ง กฎกระทรวงกำหนดประโยชน์ของนักโทษเด็ดขาดฯ พ.ศ. 2562 ต่อไป

ดังนั้น การพิจารณาพักการลงโทษกับนักโทษเด็ดขาด จึงเป็นการดำเนินการตามกรอบของกฎหมาย กฎกระทรวง ระเบียบ แนวทางปฏิบัติที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนหลักสิทธิมนุษยชนอย่างเคร่งครัด มิได้มีการเลือกปฏิบัติหรือดำเนินการนอกเหนือจากที่กฎหมายกำหนดไว้ 

ก่อนหน้านั้น ในช่วงเช้าที่ทำเนียบรัฐบาล พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม ให้สัมภาษณ์ถึงการพักโทษของ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่จะครบกำหนดในช่วงเดือน พ.ค.นี้ ว่า ทุกอย่างเป็นไปตามกฎหมาย และ นายทักษิณ รับโทษมา 2 ใน 3 แล้ว จึงเป็นการพักโทษตามปกติ 

ทั้งนี้มีคณะทำงานอยู่ เริ่มจากเรือนจำ ผู้แทนของหน่วยงาน พิจารณาเป็นรูปแบบคณะทำงาน และมีการกลั่นกรองในระดับอธิบดีกรมราชทัณฑ์ ก่อนที่จะส่งขึ้นมาคณะกรรมการชุดใหญ่พิจารณาเป็นขั้นตอนสุดท้าย แต่ท้ายที่สุดอำนาจลงนามเป็นของปลัดกระทรวงยุติธรรม
ผู้สื่อข่าวถามว่าแต่ นายทักษิณ ยังมีอีกหนึ่งคดี คดีมาตรา 112 ที่อัยการอุทธรณ์  พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า เป็นอำนาจของคณะกรรมการชุดใหญ่พิจารณาอีกครั้ง 

เมื่อถามย้ำว่าหากยึดตามหลักเกณฑ์การพักโทษ นายทักษิณ จะได้รับการยกโทษในช่วงใด พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า เป็นช่วงเดือน พ.ค. ซึ่งจะต้องผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการ 3 ชุดก่อน

เมื่อถามว่ากลไกการพักโทษจะเหมือนครั้งแรกหรือไม่ พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า ไม่เหมือนกัน เพราะครั้งนี้เป็นไปตามกฎหมาย 
เมื่อถามอีกว่าหากไม่ได้รับการพักโทษ เหตุผลจะประมาณไหน พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า ไม่ทราบ ต้องรอคณะกรรมการชุดใหญ่พิจารณา เนื่องจากมีผู้แทนจากหลายหน่วยงาน ซึ่งอาจจะมีเหตุผลอะไร อย่างไร จึงต้องรอมติอีกครั้ง

เมื่อถามว่าการได้รับการพักโทษไม่ใช่ใบสั่งทางการเมืองใช่หรือไม่ เพราะกรณีนายทักษิณ อาจมีผลต่อการหาเสียงเลือกตั้งในช่วงนี้ พล.ต.ท.รุทธพล ปฏิเสธว่า ไม่ใช่ เพราะเป็นเรื่องของข้อกฎหมาย