thansettakij
thansettakij
“พิรงรอง”  ตัดพ้อโดนบีบเหมือน “กสทช.ชั้นสอง” แฉขบวนการปั้นข่าวล้มบอร์ด

“พิรงรอง”  ตัดพ้อโดนบีบเหมือน “กสทช.ชั้นสอง” แฉขบวนการปั้นข่าวล้มบอร์ด

11 ส.ค. 69 | 04:09 น.
อัปเดตล่าสุด :11 ส.ค. 69 | 04:14 น.

ยืนยันมาทำงานตามพระราชโองการ ไม่ได้มาเล่นเกมการเมือง ตัดพ้อถูกกระทำเหมือน “กสทช. ชั้นสอง” แฉมีขบวนการปล่อยข่าว-ฟ้องร้องปิดปาก เพื่อโยนบาปหวังออก พ.ร.ก. ล้มบอร์ด กสทช. ยกชุด ชี้ต้นตอปัญหาสุญญากาศมาจาก “คนเพียงคนเดียว”

KEY

POINTS

  • ศ.กิตติคุณ ดร.พิรงรอง รามสูต กรรมการ กสทช. ตัดพ้อว่าตนและกรรมการบางส่วนถูกปฏิบัติเหมือนเป็น "กสทช. ชั้นสอง" และเป็นฝ่ายถูกฟ้องร้องในหลายคดีมาโดยตลอด
  • แฉว่ามีความพยายามปล่อยข่าวเพื่อสร้างเงื่อนไขในการออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) เพื่อล้มบอร์ด กสทช. ทั้งคณะ
  • ชี้ว่าปัญหาความขัดแย้งและองค์ประชุมที่ไม่ครบจนไม่สามารถประชุมได้ มีสาเหตุมาจากบุคคลเพียงคนเดียว ไม่ใช่ความแตกแยกของกรรมการทั้งหมด

การประชุมคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. ครั้งที่ 24/2569 (ต่อเนื่อง) วันอังคารที่ 11 และ วันพฤหัสบดีที่ 13 สิงหาคม 2569 ศ.คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช.ได้เปิดประชุมเมื่อเวลา 09.30 น. โดยมีผู้เข้าห้องประชุมบอร์ดด้วยกัน 3 คน คือ 

  • พลอากาศโท ดร.ธนพันธ์ หร่ายเจิรญ

  • ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.พิรงรอง รามสูต

  • รองศาสตราจารย์ ดร.ศุภัช ศุภชลาศัย

  • ส่วนนายต่อพงษ์ เสลานนท์ กับ พลตำรวจเอก ดร.ณัฐธร เพราะสุนทร รายงานตัวการประชุมผ่านออนไลน์

  • ขณะที่ รองศาสตราจารย์ ดร.สมภพ ภูริวิกัยพงศ์ (ลากิจ)

เมื่อ ประธาน กสทช.เข้าห้องประชุมปรากฏว่า 3 กรรมการที่เข้าร่วมประชุมเดินออกห้องประชุม ส่งผลให้  ประธาน กสทช. ได้ปิดการประชุมเมื่อเวลา 10.00 น. โดยเลื่อนการประชุมเป็นวันพฤหัสบดีที่ 13 สิงหาคม 2569

ต่อมา ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.พิรงรอง รามสูต กรรมการ กสทช.ด้านกิจการโทรทัศน์ ได้ออกมาเปิดเผยความจริงต่อสื่อมวลชนอย่างตรงไปตรงมา ถึงกระแสข่าวเรื่องความแตกแยกและการเดินเกมการเมืองภายในองค์กร

ดร.พิรงรอง ระบุว่า ที่ผ่านมากลุ่มกรรมการตระหนักถึงหน้าที่ที่ได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้เข้ามาปฏิบัติหน้าที่เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติเป็นหลัก และยืนยันว่าไม่ได้เข้ามาเพื่อ "เล่นเกม" อย่างที่มีพยายามกล่าวหา

"ถ้าไปดูในรายละเอียดจะทราบดีว่า เรื่องการฟ้องร้องต่างๆ พวกเรา 3-4 คน เป็นฝ่ายถูกฟ้องร้องตกเป็นผู้ถูกกระทำมาโดยตลอด ทั้งคดีแพ่ง คดีอาญา และคดีปกครอง ในขณะที่คนออกข่าวบางคนกลับเป็นฝ่ายยื่นฟ้องพวกเราเสียเอง" ดร.พิรงรอง ระบุ

“พิรงรอง”  ตัดพ้อโดนบีบเหมือน “กสทช.ชั้นสอง” แฉขบวนการปั้นข่าวล้มบอร์ด

ตัดพ้อสภาพในสำนักงาน ไม่ต่างจาก "กสทช. ชั้นสอง"

กรรมการ กสทช. ด้านกิจการโทรทัศน์ กล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจังถึงบรรยากาศการทำงานภายในสำนักงาน กสทช. ว่า บางครั้งเมื่อคุยกันในกลุ่มกรรมการ ยังเปรียบเทียบเชิงตัดพ้อว่า พวกตนปฏิบัติหน้าที่อยู่ในสำนักงานนี้ราวกับเป็น "กสทช. ชั้นสอง" แต่ถึงกระนั้น ทุกคนก็ยังคงอดทนทำหน้าที่ต่อไปให้เต็มที่ที่สุดตามที่ได้รับพระบรมราชโองการมา

สำหรับประเด็นการยื่นฟ้องคดีความนั้น ดร.พิรงรอง ชี้แจงว่า กลุ่มตนยื่นฟ้องศาลปกครองเพียงคดีเดียวเท่านั้น คือ กรณีการเรียกคืนเงินกองทุน กทปส. 600 ล้านบาท จากการถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก ซึ่งไม่เป็นไปตามเงื่อนไข MOU เพื่อบังคับให้เป็นไปตามมติบอร์ดและกฎหมาย ส่วนคดีความอื่นๆ ทั้งหมด พวกตนเป็นฝ่ายถูกยื่นฟ้องดำเนินคดีทั้งสิ้น

คำสั่งศาลปกครองล่าสุด ที่ไม่รับฟ้องคัดค้านอำนาจกรรมการสรรหากสทช. ก็เป็นการแสดงถึงความชัดเจนอยู่แล้วว่า กรรมการสรรหามีอำนาจ วินิจฉัยเป็นที่สุดไปแล้ว 

“ ตลอดเวลาที่ผ่านมาเราเป็นผู้ถูกกระทำ การอยู่ในสำนักงาน โดนปฎิบัติ เหมือน “หมาตัวหนึ่ง”  ถ้าจะเล่นเกม ล้ม กสทช. ทั้งหมด ก็ได้ ทั้งที่ทั้งหมดเกิดจากคนคนเดียวที่ประชุมไม่ได้ ”

แฉแผนกินรวบ โยนบาปหวังออก พ.ร.ก. ล้มบอร์ด

นอกจากนี้ ดร.พิรงรอง ยังย้ำเตือนให้สื่อมวลชนและสังคมใช้วิจารณญาณพิจารณาถึงข้อเท็จจริง กรณีที่มีความพยายามปล่อยข่าวและดิสเครดิตกรรมการ เพื่อนำไปสู่การสร้างเงื่อนไขให้ออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) มาล้มเลิกบอร์ด กสทช. ทั้งคณะ ทั้งที่ในความเป็นจริง ปัญหาองค์ประชุมและความติดขัดทั้งหมดในปัจจุบัน "มีสาเหตุมาจากคนเพียงคนเดียวที่ไม่สามารถจัดประชุมให้ถูกต้องได้"

ชี้ศาลปกครองไม่รับฟ้อง-ไม่ทุเลา ย้ำมติสรรหาเป็นที่สุด

ส่วนประเด็นข้อตกลงทางกฎหมายเกี่ยวกับสถานะตำแหน่ง ดร.พิรงรอง เปิดเผยว่า คำสั่งศาลปกครองล่าสุดมีความชัดเจนแล้วว่า "ไม่รับฟ้อง" และ "ไม่ทุเลาการบังคับ" ตามคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหา ซึ่งถือเป็นที่สุดตามมาตรา 15 แห่ง พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ รวมถึงคำขอให้ชะลอการนำความขึ้นทูลเกล้าฯ ให้พ้นจากตำแหน่งก็ตกไปเช่นกัน ดังนั้น ทุกฝ่ายจึงควรมองข้อเท็จจริงทางกฎหมายให้รอบด้านและหยุดเล่นเกมการเมืองที่ส่งผลเสียต่อส่วนรวม.